ตอนที่ 118
เพลิงและน้ำแข็ง 3
เสวี่ยหมิงตอบรับคำเชิญของฉีปิง ใช้ท่าเท้าเมฆาไร้ลักษณ์ผสานเสริมในท่าหมัดจนเกิดร่างจริงและร่างลวงพุ่งเข้าใส่ฉีปิงไปพร้อม ๆ กัน แต่ฉีปิงที่เห็นท่าโจมตีของเสวี่ยหมิงกลับยังนิ่งเฉยเพียงใช้ออกด้วยพลังลมปราณหนาแน่นห้อมล้อมทั่วทั่งร่างจนเกิดไอระเหยสีฟ้าอ่อนลอยขึ้นปกคลุมทั่วทั้งร่าง อุณหภูมิรอบ ๆ ข้างฉีปิงพลันตกวูบลงเกล็ดน้ำแข็งลามเลียออกไปจากฝ่าเท้าของฉีปิง แผ่ลามออกจนปกคลุมเวทีประลองไปจนหมดสิ้น
ท่าร่างที่ว่องไวพิสดารของเสวี่ยหมิงยามถูกพลังความเย็นกดดันแผ่พุ่งมาถึง ความเร็วล้วนตกลงจนน่าใจหายสองขายังไม่ทันก้าวถึงร่างที่หยุดนิ่งของฉีปิง ร่างกายท่อนล่างล้วนถูกความเย็นแทรกซึมกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งไม่อาจขยับเคลื่อนไหว ผู้ชมที่อยู่โดยรอบล้วนอ้าปากค้าง แม้แต่ศิษย์ของสำนักมังกรเทวะเองซึ่งเคยเห็นการประลองของฉีปิงมาก่อนยังอดที่จะตกใจไม่ได้ เพราะสิ่งที่ฉีปิงแสดงออกนั้นมันเกินกว่าขอบเขตที่พวกมันเคยเห็นไปไกลลิบ...ไกลจนเกินกว่าความแข็งแกร่งของซือหม่าเทียนเสียด้วยซ้ำไป
ซือหม่าเลี่ยงจินที่ชมดูการประลองหันขวับไปมองตาโตใส่ฉีซู่มี่ที่ยังคงพยายามหาเรื่องเจรจากับผู้อาวุโสของสำนักหงส์อัคคีอยู่
...ยายเฒ่าเจ้าเล่ห์ เจ้าคิดรึว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าประสงค์สิ่งใด
แม้รับรู้แต่มิอาจขัดขวางนี่จึงเป็นสิ่งที่ซือหม่าเลี่ยงจินรู้สึกย่ำแย่เป็นที่สุด
.
.
"ข้าบอกเจ้าแล้วใช่มั้ยว่า มีอะไรก็รีบ ๆ แสดงออกมามิเช่นนั้นแล้ว..."
ตูม !!!
ผู้คนที่อ้าปากค้างอยู่ก่อนหน้ายังไม่ทันที่จะหุบกลับ เหตุการณ์ต่อเนื่องก็ทำเอาปากที่อ้าค้างตกห้อยลงต่ำจนแทบจะไม่อาจหุบกลับได้ เพราะจู่ ๆ ร่างที่กลายเป็นน้ำแข็งไปครึ่งท่อนของเสวี่ยหมิง ซึ่งรอคอยเพียงความพ่ายแพ้จะมาเยือนเมื่อใดกลับกลายเป็นแดงกล้ำปะทุไปด้วยเปลวเพลิงจนน้ำแข็งที่ห่อหุ้มระเหยกลายเป็นไอขาวภายในพริบตา สนับเปลวเพลิงที่สวมใส่ลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟร้อนแรง หมัดที่ลุกท่วมไปด้วยเพลิงแห่งความเกรี้ยวกราดพวยพุ่งเข้าใส่หน้าของฉีปิงอย่างจัง จนเกิดเสียงดังสนั่น...ส่งร่างของฉีปิงลอยปลิวไปไกลกว่าสามวาก่อนที่จะพลิกตีลังกาหงายกลับมายืนหยัดมั่น
"ไม่เลว ไม่เลว" แต่เมื่อผู้ชมเห็นชัดตาว่าบนใบหน้าของฉีปิงนั้นหาได้มีรอยขีดข่วนแม้เพียงนิด ก็ต้องสูดลมหายใจหนาวเหน็บเข้าไป เพราะตอนนี้พวกมันทุกคนต่างรู้แล้วว่าตัวเองกำลังจะได้ชมการต่อสู้ของปีศาจอัจฉริยะแห่งยุคนี้ด้วยตาของตัวเอง และเมื่อคิดย้อนกลับไปต่อให้พวกมันฝึกหนักอีกร้อยปีก็ไม่อาจไล่ทันความเก่งกาจของทั้งสองไปได้ เมื่อคิดได้เช่นนี้พวกมันจึงไม่อยากแม้แต่จะกระพริบตาลงเพียงครั้ง เพื่อที่จะได้ไม่พลาดชมทุกจังหวะของการประลองแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
แม้ปากเอ่ยเรียบเฉยแต่หลังจากที่ฉีปิงรับรู้ความสามารถของเสวี่ยหมิงไปแล้วก็ไม่กล้าประมาทอีก เพราะหากเมื่อครู่มันไม่อาจสร้างโล่น้ำแข็งขึ้นป้องกันได้ทัน ตอนนี้ใบหน้าอันหล่อเหลาของตัวเองคงต้องบวมปูดและเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้ครานี้ฉีปิงเลือกที่จะเป็นฝ่ายใช้ออกด้วยท่าโจมตีบ้าง ซึ่งเป็นวิธีการโจมตีรุกไล่นั้นเป็นการต่อสู้ที่มันถนัดหาใช่การตั้งรับเช่นในตอนแรก
มังกรคำราม...แม้เป็นท่วงท่าเดียวกันกับของจูซินเฉิงแต่ต่างกันที่ศาสตราที่ฉีปิงเลือกใช้คือดาบใหญ่ และท่าโจมตีไม่ได้ถูกใช้ออกด้วยลมปราณมังกรเทวะแต่เป็นลมปราณมังกรเหมันต์ ลมปราณที่ก่อเกิดและเสริมส่งด้วยเส้นลมปราณธาตุน้ำ
มวลอากาศโดยรอบดาบหนาก่อตัวเป็นรูปร่างส่วนศีรษะของมังกรน้ำแข็งที่กำลังอ้าปากคำรามพวยพุ่งเข้าหาเสวี่ยหมิง เสวี่ยหมิงเองก็รับรู้ความสามารถของฉีปิงจึงไม่กล้าออมรั้งยั้งมืออีกเพราะคู่ต่อสู้คนนี้นั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก หากเสวี่ยหมิงไม่ใช้ออกด้วยพลังจนสุดรั้งคงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
เมื่อไม่คิดจะเก็บออมตาซ้ายก็พลันสาดประกายสีแดงออก แต่ยังดีที่เปลวเพลิงซึ่งกำลังลุกไหม้อยู่ที่หมัดทั้งสองข้างดึงดูดความสนใจของผู้คนและแสงสะท้อนอันร้อนแรงของมันก็ทำให้ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในดวงตาข้างซ้ายของเสวี่ยหมิง เมื่อดวงตาเทพมารบรรพกาลถูกใช้งานจิตสมาธิของเสวี่ยหมิงก็พลันสูงส่งขึ้น ความคิดล้วนวิ่งไวกว่าเดิมหลายเท่าตัว ประสาทสัมผัสรับรู้พลันเฉียบคมสิ่งที่ติดขัดอยู่ในใจพลันกระจ่างขึ้นในพริบตา
...ข้านึกออกแล้วพลังประหลาดที่แผ่ออกมาจากเจ้าฉีปิงคล้ายกับรัศมีของซากกระดูกในด่านกักมังกร และที่สำคัญไอเย็นของมันก็คล้ายกับของเจ้ามังกรเหมันต์ยักษ์ตัวนั้น เพียงแต่พลังของเจ้านี่นั้นอ่อนแอกว่าของมังกรจนไม่อาจเทียบทำให้ในตอนแรกนั้นเรานึกไม่ออก
เมื่อรับรู้ว่าวิชาฝีมือของฉีปิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับมังกรเหมันต์ในด่านกักมังกรเสวี่ยหมิงยิ่งไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย ลมปราณเปลวเพลิงในร่างวิ่งไวจนระอุคับแน่นอยู่ในอกถูกใช้ออกอย่างเต็มกำลังอย่างที่ไม่เคยทดลองใช้มาก่อน
สองหมัดที่ลุกไหม้อยู่พลันเปล่งประกายเจิดจ้า เปลวเพลิงที่ปกคลุมเพียงส่วนต้นของสนับมือพลันขยายออกห่อคลุมไปถึงช่วงหัวไหล่ลุกไหม้โชติช่วง...ราวกับปีกที่งดงามของพญาวิหคแห่งเพลิง จนผู้ชมรอบข้างล้วนกลั้นหายใจชมดูด้วยความหลงลืม
.
.
ตูม !!!
เสียงตบโต๊ะเตี้ยจนแตกระเบิดออกเป็นผุยผง ทำเอาฉีซูมี่สะดุ้งตัวโหยง เพราะมันไม่คาดว่าจู่ ๆ ผู้อาวุโสมี่จวงจากสำนักหงส์อัคคีที่นิ่งเฉยตลอดมาจะเกรี้ยวกราดขึ้นกระทันหันเมื่อเห็นภาพการประลองที่ด้านล่าง จนตัวมันเองที่หาได้สนใจการประลองเพียงเอ่ยวาจาประจบเอาใจหมายฝากฝังเหลนรักของตนเข้าสู่ค่ายสำนักต้องเบนสายตาลงไปชมดูภาพที่ด้านล่าง
"ศิษย์ทรยศ..."มี่จวงสบถเบาในลำคอ ดวงตาทอแววอาฆาตจับจ้องไปยังเปลวเพลิงที่ห่อหุ้มเสวี่ยหมิงอย่างไม่มีการซ่อนเร้นปิดบัง
แม้แต่ศิษย์ที่ปิดบังกายอยู่ที่ยืนด้านข้างของมี่จวงยังอดเบิกตาชมดูก่อนต่อสู้ด้วยความสงสัย เพราะสิ่งที่เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีด้านล่างใช้อยู่นั้นมันช่างเหมือนกับเคล็ดวิชาลมปราณหงส์อัคคีของสำนักตัวเองยิ่งนัก...แม้จะไม่เหมือนเพลิงไฟต้องห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ของสำนักหงส์อัคคีซะทีเดียวแต่ก็นับว่ามีส่วนคล้ายเสียแปดเก้าส่วน
.
.
มังกรเหมันต์คำรามแม้จะอัดแน่นไปด้วยพลังเย็นเยียบ แต่สภาวะจู่โจมนั้นร้อนแรงยิ่งกว่าท่าผสานหอกแดงของจูซินเฉิงอย่างไม่อาจเทียบ ไม่เพียงพลังโจมตีแหลมคมหนักหน่วง แต่ยังแฝงพลังในการสะกดข่มและจำกัดการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ไปพร้อม ๆ กันนับเป็นท่าโจมตีและปิดล้อมที่สมบูรณ์พร้อมยากหลบหลีกยิ่งนัก
แม้ท่าจู่โจมของฉีปิงจะร้ายกาจ แต่เสวี่ยหมิงที่ใช้พลังออกจนเต็มสิบส่วนก็หาได้ด้อยกว่ากัน สองแขนที่อัดแน่นด้วยเปลวเพลิงใช้ออกด้วยท่วงท่า...วารีทำลายล้าง ปีกเปลวเพลิงที่ห่อหุ้มแขนทั้งสองข้างกระพือพัดไปเบื้องหน้า ก่อเกิดเป็นทะเลเพลิงโหมกระหน่ำคลื่นเปลวไฟสูงท่วมกลบเวทีประลองตรงเข้าปะทะกับมังกรน้ำแข็งของฉีปิง แต่ยังไม่ทันที่พลังของทั้งสองจะชนปะทะกันรัศมีความร้อนเย็นที่แผ่ออกมาจากทั้งสองก็พุ่งกระแทกหมายเอาชัยกันอยู่ก่อนจนเกิดเป็นม่านควันระเหยปกคลุมไปทั่วทั้งเวทีประลอง จนผู้ชมโดยรอบเริ่มมองเห็นไม่ชัดตาจากที่นั่งเกร็งชมการประลองก็กลับกลายเป็นยืนชะโงกหน้าหมายว่าจะเห็นภาพการปะทะได้ชัดขึ้นเพียงเล็กน้อยก็ยังดี
บรึ้ม บรึ้ม บรึ้ม !!!
เสียงระเบิดปะทุดังสนั่นหวั่นไหว จนแม้แต่ม่านพลังที่กางกั้นยังสั่นสะเทือนจนรับรู้ได้ถึงภายนอก แต่ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ที่เบื้องล่างได้ชัดตาเพราะยิ่งมาควันระเหยของน้ำและไฟที่ปะทะกันยิ่งหนาหนักขึ้นกว่าเก่า สิ่งที่พวกมันทำได้ก็เพียงหวังว่าม่านควันที่หนาหนักนั้นจะจางลง และสามารถรับชมการต่อสู้อันดุเดือดนี้ได้ชัดตาอีกครั้ง