"นี่ไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วน การสร้างตำหนักด้วยลำพังวรยุทธ์ฝึกฝนของพวกเราจะเทียบกับสำนักใหญ่ได้อย่างไร ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าพวกเจ้าจะก้าวสู่ระดับจอมยุทธ์ ดังนั้นตอนนี้เพียงแค่หาซื้อที่สร้างบ้านซักหลังเล็กๆ เพื่อให้สะดวกต่อการดำเนินงานและสร้างเครือข่ายที่มั่นคงของพวกเราก็พอ"
"ถ้างั้นซัก 100 เหรียญทองก็คงพอซื้อบ้านหลังใหญ่ดีๆ ในตัวเมืองซักหลังได้แล้ว พวกเราคนน้อยอยู่กันอย่างอบอุ่นก็ได้นะเจ้าคะ จะได้ประหยัดเงินศิษย์พี่ใหญ่ด้วย"
เฉียวเฟิงส่ายหัวอีกครั้งก่อนจะรีบอธิบาย "พวกเรามิได้ต้องการบ้านหลังใหญ่ แต่เราต้องการสถานที่ที่เหมาะสม ผู้คนมิพลุกพล่านจนเกินไป แต่สามารถทำการลับสร้างเครือข่ายรวบรวมข่าวสารได้สะดวก โดยมิต้องเป็นจุดเด่นของผู้ใด และที่สำคัญหากมันมีประโยชน์ต่อการบ่งเพาะฝึกฝนปราณพลังของพวกเราก็ยิ่งวิเศษใช่หรือไม่" จากนั้นเฉียวเฟิงเปิดแผนที่เมืองแล้วชี้จุด
พานลี่ถึงกับตกใจเอาที่นี้แน่หรือเจ้าคะ...
หลีกังมองตามราวกับไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใด…
.
.
.
พูดคุยประชุมกันจบตอนนี้พานลี่รีบเดินออกจากห้องแล้ว
นางเดินไปหาผู้ดูแลโรงเตี๊ยมที่พักแห่งนี้ แจ้งอยากขอเข้าพบผู้ดูแลสูงสุดของที่นี่เพื่อสอบถามข้อมูลบางอย่าง... จากนั้นไม่นานนางก็กลับมา
พร้อมพาผู้ดูแล ผู้มีฐานะพิเศษเป็นบ่าวของผู้มีฐานะสูงส่งของเมืองนี้มา ทั้งสองก็นั่งพูดคุยกันโดยมีเฉียวเฟิงยืนอยู่ด้านหลังพานลี่
"ท่านผู้ดูแล ข้าได้ยินว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งนั้น เป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมอีกหลายแห่งในเมืองนี้ ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ" พานลี่กล่าวพลางทำหน้านิ่ง
"ใช่แล้วขอรับคุณหนู นอกจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้วก็ยังมีอีกหลายที่ทั่วอาณาจักร ลำพังที่นี่แห่งเดียวเราก็มีโรงเตี๊ยมระดับสูงห้าก้านดาวถึง 4 แห่งแล้ว มากยิ่งกว่าผู้ใดในเมืองหางมังกรสะบัดน้ำแห่งนี้ ทั้งหมดเลยของรับคุณหนู"
"ดี" พานลี่พูดพลางแล้วเอามือชี้ไปที่แผนที่พร้อมรีบกล่าวคำ “และที่นี่ใช่ที่ของพวกท่านด้วยรึเปล่า”
"ใ..ช่... แ..ล้.ว" ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมกล่าวด้วยความเป็นกังวล "ทำ...ไ..ม ท่านถึงรู้ว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมเราเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ขอรับคุณหนูพานลี่”
"ข้าต้องการซื้อมันเจ้าคะ... โปรดเสนอราคามา" พานลี่พูดโดยแอบปากสั่นเล็กน้อย พลางมองไปที่เฉียวเฟิง
เหตุที่นางปากสั่นนั่นเพราะว่า สถานที่นี้นั้นคือตำหนักสำนักเก่า ของอดีตสำนักยุทธ์ชื่อดังอดีตเมื่อ 250 ปีก่อน ที่เลื่องชื่อลือชานัก แต่ปัจจุบันเป็นเพียงซากตำหนักร้าง
พร้อมว่ากันว่ามีวิญญาณสิงสู่ที่นั่นมากมาย เป็นที่โด่งดังของเมืองแห่งนี้ยิ่ง มันตั้งอยู่บนยอดเขาสูงทางทิศใต้ของประตูเมืองแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครอยู่อีกแล้ว มันถูกปิดตาย
และด้วยความว่ามีชาวยุทธ์ทั่วไปจำนวนมากมักขึ้นไปเพื่อลองของและสัมผัสประสบการณ์วิญญาณ ซึ่งว่ากันว่า แทบจะไม่มีผู้ผิดหวังโดยเฉพาะทุกวันที่พระจันทร์เต็มดวงจะมีภูตผีปรากฏตัวให้เห็นกันตัวเป็นๆ ชื่อเล่นตำหนักนี้ที่เป็นที่รู้กันก็คือ "ตำหนักผีสิงประจำแดนใต้" อดีตสำนัก "สยบมังกร"
ซึ่งผู้ที่ไปสัมผัสภูตผี หลังจากเข้าไปอีกเพียง 7 ถึง 10 วัน ต่างตายในสภาพศพแข็งไร้ชีพจร ใบหน้าก่อนตายดูทรมานยิ่ง
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนเหล่านี้ตายได้อย่างไร
แม้แต่สำนักแพทย์ยิ่งใหญ่ ก็มิอาจจะรักษาพวกเขาได้ ท่านหมอเจ้าสำนักแพทย์ยิ่งใหญ่บอกเอาไว้ว่าเป็นการถูกทำร้ายทางวิญญาณ
แต่แม้ท่านหมอจะพูดเอาไว้แบบนี้ แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจมัน สุดท้ายจึงกลายเป็นตำนานน่าหวาดกลัวของเมืองแห่งนี้ก็เท่านั้น
"ได้ขอรับข้าจะติดต่อนายท่านให้ข้อรับคุณหนูพานลี่... " จากนั้นผู้ดูแลรีบออกไปพร้อมกับรีบใช้ป้ายสื่อสารคุยกับใครบางคน
--------------------------------------
***หมายเหตุ ป้ายสื่อสารก็คืออุปกรณ์ติดต่อของโลกใบนี้คลายโทรศัพท์ในยุคปัจจุบัน แต่ต่างกันที่มีขอบเขตการใช้งานตามวัสดุที่ใช้หลอมสร้าง อย่างถูกคือ
ป้ายสื่อสารร้อยลี้ ระดับราคา 10 เหรียญเงินนิยมใช้กันทั่วไป
ป้ายสื่อสารพันลี้ ระดับราคา 10 เหรียญทองมักใช้กันในหมู่ชาวยุทธ์และทหารรักษาเมือง
ป้ายสื่อสารหมื่นลี้ ระดับราคา 1000 เหรียญทอง มีแต่คหบดีและชาวยุทธ์ที่ร่ำรวยอย่างแท้จริงถึงใช้กันได้
ป้ายสื่อสารทั่วโลกา ระดับสมบัติอาณาจักรมีเพียงผู้ปกครองเมืองหรือยอดคนจริงๆ เท่านั้นถึงมีมัน ว่ากันว่ามันสามารถสื่อสารได้ครอบคลุมทั่วทั้งโลกใบนี้ไม่ว่าที่แห่งหนใด
***หมายเหตุเพิ่มเติม เฉียวเฟิงและเด็กๆ ของเขานั้นมีป้ายสื่อสารหมื่นลี้ที่พี่ใหญ่เฉียวเฟิงเปย์เหล่าเด็กๆ กันคนละหนึ่งป้าย วิธีใช้งานก็ง่ายนิดเดียวเพียงแค่เอาป้ายสองป้ายชนกัน ป้ายทั้งสองก็จะจดจำกันได้ หากเมื่อไรเราต้องการคุยกับใครก็กระตุ้นด้วยพลังวิญญาณในตัว จากนั้นก็จะเห็นหน้าผู้ติดต่อบนป้าย ในห้วงสำนึกของจิตตัวเอง จากนั้นก็เลือกและคุยกันได้ง่ายๆ
--------------------------------------
--- สักครู่ใหญ่ผ่านไป ---
"คุณหนูพานลี่ขอรับ นายท่านของข้าบอกว่าถ้าท่านสนใจจริงก็ย่อมได้ เพียงแค่สองหมื่นเหรียญทองก็พอ สถานที่แห่งนั้นสวยงามพื้นที่ก็กว้างขวาง แถมยังมองเห็นบรรยากาศในเมืองนี้ได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้ราคาสองหมื่นเหรียญทองเพียงเท่านั้นขอรับ"
พานลี่ตอบกลับสั้นๆ แต่หนักแน่น "หนึ่งหมื่นเหรียญทอง จ่ายเงินสดพรุ่งนี้"
ผู้ดูแลแทบจะไม่ต้องกลับไปใช้ป้ายสื่อสารตอบตกลงขอรับทันที
ในใจพานลี่แอบเจ็บแค้นคิดในใจน่าจะต่อราคาให้หนักกว่านี้
โดยที่นางหารู้ไม่ ร้อยกว่าปีแล้วที่ตระกูลเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ได้มันมา ตอนแรกคิดว่าจะสร้างกำไรจากมันอย่างงดงาม แต่ความจริงกับตรงข้าม ปัญหาไอเย็นที่หาสาเหตุไม่เจอ และเมื่อผู้ไปอยู่อาศัยหลายคนไม่นานก็มีอาการทางจิต หากอยู่ไม่นานทิ้งเอาไว้ก็หายไปเอง แต่คนที่อยู่นานนับปี หรืออาศัยอยู่ในคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่ละคนไม่นานกลับมีสภาพกลายเป็นคนเสียสติรักษาไม่หาย นั่นคือผู้โชคดี หากแต่ส่วนใหญ่คือตายใน 7 ถึง 10 วัน นานวันเข้าผู้คนต่างรู้ข่าว จึงไม่มีใครคิดเป็นเจ้าของอีก แม้ตระกูลเจ้าของโรงเตี๊ยมอยากขายมานานแล้วแต่หาคนเสนอราคาที่ขาดทุนน้อยไม่ได้เลย ตระกูลเจ้าของโรงเตี๊ยมจึงต้องจำใจเก็บมันเอาไว้ จนกระทั่งวันนี้ จริงๆ แค่ราว 5000 เหรียญทองพวกเขาก็พอใจแล้ว ยอมขาดทุนเล็กน้อย
เพราะราคาได้มาในยุคสมัยก่อนคือ 7500 เหรียญทอง แม้ค่าเงินเสื่อมไปบ้าง แต่พวกเขาหาได้สนใจ ขายได้เพียงแค่ 5000 เหรียญทองก็นับว่าประเสริฐแล้ว
หากแต่ตอนนี้เมื่อมีคนให้ราคาตั้งหมื่นเหรียญทองจะปฏิเสธได้อย่างไร ดีใจยิ่งอยู่ดีๆ ก็มีเงินเพิ่มในกระเป๋า
เมื่อการเจรจาจบลงพานลี่เป็นกังวลนอนจับไข้เล็กน้อยกลัวว่านางต้องไปอยู่สถานที่แห่งนั้น