คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    สัปดาห์แห่งหยาดเหงื่อ

    [17 กรกฎาคม]

    คืนสุดท้ายของสัปดาห์มาเยือนพร้อมกับพายุฝนที่โปรยปราย

    อคินเดินโงนเงนมาถึงหน้าร้านของป้าแย้ม สภาพของเขาดูย่ำแย่กว่าทุกวัน 

    ใบหน้าที่เคยนวลใสกลับซูบตอบ แววตาที่ส่องสว่างกลับดูวาวโรจน์อย่างผิดปกติ 

    ราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้เฮือกสุดท้ายก่อนจะมอดดับ

    เขายื่นห่อผ้าขนาดเล็กที่บรรจุ 'เส้นใยจากผีเสื้อทะเล' ให้กับหญิงชรา 

    เส้นใยพวกนี้เรืองแสงสีขาวนวลและขยับเขยื้อนเองได้ราวกับมันมีชีวิต

    "นี่ครับป้า... ส่วนสุดท้ายสำหรับชุดเซตของมามาเลดและปลาเผา"

    ป้าแย้มรับห่อใยไหมไป มือของเธอสั่นเทาจนใยไหมเกือบหลุดมือ 

    "อคินลูก... พอเถอะนะ" 

    ป้าแย้มเอ่ยเสียงสั่น 

    "พักบ้างเถอะ... วัตถุดิบพวกนี้ ป้ากับลุงเกริกจะหาทางจัดการต่อเอง เจ้าไปนอน... ไปพักให้เต็มที่เถอะลูก"

    "ผมหยุดไม่ได้ครับป้า ผมมีเวลาน้อยกว่าคนอื่น" 

    อคินตอบ ขณะที่ร่างกายของเขาเริ่มโปร่งแสงในบางจุด ความรู้สึกชาหนึบเริ่มแล่นจากปลายเท้าขึ้นมาสู่หัวใจ 

    "ถ้าผมหยุด... ผมกลัวว่าจะหาของมาให้พวกป้าได้ไม่ครบ"

    ทันทีที่เขากล่าวจบ หน้าต่างระบบก็เด้งขึ้นมาเป็นสีแดงฉาน 

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:09:59] 

     

    อคินรีบอำลาป้าแย้ม เขาเดินกลับโรงเตี๊ยมด้วยท่าทางที่เริ่มไร้เรี่ยวแรง 

    ทุกย่างก้าวรู้สึกเหมือนกำลังเดินบนปุยเมฆที่พร้อมจะยุบตัวลงไป 

    ในใจของเขามีเพียงภาพวันที่ 19... วันที่เขาจะได้เห็นเพื่อนร่วมรบของเขาสวมชุดเกราะที่แข็งแกร่งที่สุด

     

     

    [18 กรกฎาคม]

    ภายในห้องพักชั้นบนของ 'โรงเตี๊ยมเหรียญทอง' บรรยากาศมวลอากาศดูหนักอึ้งจนอคินรู้สึกหายใจลำบาก 

    แสงตะเกียงเวทมนตร์ที่เคยส่องสว่างนวลตาบัดนี้กลับวูบไหวและหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด 

    หน้าต่างระบบของอคินเริ่มมีอาการ 'รวน' ตัวเลขแต้มของเขากะพริบถี่ๆ

    มามาเลดในชุดเกราะทองที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนยืนกอดอกอยู่ริมหน้าต่าง 

    เงาของเขาพาดทับลงบนพื้นไม้ดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขามกว่าทุกวัน

    "อคิน... สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว" 

    มามาเลดเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงของเขาแหบพร่า

    "เกิดอะไรขึ้น? ทำไมไฟในเมืองถึงดูสลัวแบบนี้" 

    อคินถาม พลางพยายามจัดสัมภาระที่ดูเหมือนจะหนักขึ้นกว่าปกติ

    "ท่านเพทาย... เสาหลักที่ค้ำจุนอาณาจักรนี้ ได้เข้าสู่สภาวะ 'จำศีล' อย่างสมบูรณ์แล้ว" 

    มามาเลดหันมาสบตาอคิน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด 

    "พฤกษาสามโลกากำลังเร่งการเติบโตเพื่อซ่อมแซมเครือข่ายอ่อนแอจากการเชื่อมต่อกับทั้งจักรวรรดิสยาม และนั่นหมายความว่าพลังงานส่วนใหญ่จะถูกดึงไปใช้เพื่อการเติบโตพฤกษาสามโลกา... พลังที่เคยใช้เพื่อรักษาและป้องกันเมือง"

    อคินขมวดคิ้ว 

    "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา?"

    "ก็บัฟพลังฟื้นฟู และบัฟพลังป้องกันภายอาณาจักรมหาพฤกษาจะอ่อนแอลงน่ะสิ ทำให้ต้องส่งคนไปเป้าแนวกำแพงมากขึ้น การคุ้มกันในตัวเมืองต่างๆจึงน้อยลงตามไปด้วย หน่วยสันติบาลมีน้อยเป็นทุนเดิม จึงดูแลตรวจตราเมืองได้ไม่ทั่วถึง"

    มามาจ้องหน้าอคินก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นมาอีก ในขณะที่อคินกำลังงุนงงและคิดตามไม่ทัน 

    "ตอนนี้อำนาจการบริหารทั้งหมดตกอยู่ในมือของ 'ท่านปกป้อง' โดยมี 'เจ้าสัตยา' เป็นผู้ช่วย" 

    มามาเลดขยับเข้ามาใกล้ พูดด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ 

    "พวกเขาไม่ใช่สายละมุนละม่อมเหมือนท่านเพทาย... ท่านปกป้องเป็นนักยุทธศาสตร์ ส่วนเจ้าสัตยาเป็นพวกหัวรั้น"

    มามาเลดเว้นวรรคไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ

    "ตอนนี้เขามีคำสั่งลับให้ข้าไปสืบเรื่อง 'ลัทธิอมตะ' พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวในเงามืด... ข้าสงสัยว่านักฆ่าที่เคยเล่นงานเจ้า อาจจะเป็นแค่หนอนแมลงที่พวกมันส่งมาลองเชิง"

    อคินรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นพล่านอยู่ใต้ผิวหนัง 

    ไม่ใช่ความหนาวจากอากาศ แต่เป็นสัญชาตญาณบางอย่างที่กู่ร้องเตือนภัย 

    'ลัทธิอมตะ... ทำไมชื่อนี้ถึงทำให้ฉันรู้สึกเจ็บที่หน้าอกขนาดนี้?'

    มามาเลดเดินวนรอบตัวอคิน สำรวจใบหน้าที่ซีดเซียวของเขาอย่างละเอียด 

    "สงครามภายนอกอาจจะดูสงบ แต่สงครามภายในเมืองหลวงกำลังจะเริ่มขึ้น ช่วงนี้ข้าอาจจะไม่ได้ไปล่ากับเจ้า อย่าบุ่มบ่ามเด็ดขาดอคิน! หากเจ้าเจออะไรผิดปกติ... โดยเฉพาะคนที่มีสัญลักษณ์ 'ต้นไม้เหี่ยวเฉา' ให้รีบหนีทันที เรื่องนี้มันใหญ่กว่าที่พวกเจ้าจะแก้เองได้"

    อคินพยักหน้า รับคำหนักแน่น แม้ในใจจะว้าวุ่นกับอาการรวนของหน้าต่างระบบที่โชว์ข้อความประหลาด

     

     

    [19 กรกฎาคม | 19:15 น.]

    ติ๊ง!

    เสียงสังเคราะห์ที่เย็นเยียบและแหลมคมพุ่งเจาะผ่านความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง 

    ปลุกสติสัมปชัญญะของอคินให้ฟื้นคืนมาอย่างกะทันหัน 

    มันไม่ใช่การตื่นจากการนอนหลับที่แสนสบาย แต่เหมือนการถูกกระชากวิญญาณกลับเข้าสู่ร่างที่กำลังสำลักความตาย

    เขาสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ทว่าสิ่งที่ไหลเข้าไปกลับไม่ใช่กลิ่นหอมของไม้เก่าในโรงเตี๊ยมที่เขาคาดหวัง 

    แต่มันคือกลิ่นฉุนกึกของกำมะถันที่เผาไหม้โพรงจมูกจนแสบร้อน ไอระเหยสีเขียวหม่นลอยวนอยู่ในอากาศดุจม่านหมอกแห่งคำสาป

    อคินดีดกายขึ้นจากพื้นดินที่แฉะชื้น สัญชาตญาณอัศวินทำให้เขากวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว 

    ผนังตึกเก่าคร่ำคร่าขนาบข้างจนดูแคบถนัดตา เขากำลังอยู่ใน 'ตรอกอับ' ที่ไหนสักแห่ง 

    ความมืดรอบกายถูกฉีกกระชากด้วยแสงวาบจากการปะทะของโลหะและเสียงระเบิดธาตุที่สั่นสะเทือนไปถึงมวลกระดูก

    'เกิดอะไรขึ้น...' 

    เขาพึมพำในใจ พยายามประคองสติที่ยังพร่าเลือน หน้าต่างระบบสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้า ราวกับจะตอบรับความสับสนของเขา

     

    [ระยะเวลาคงเหลือ: 07:59:58]

    [สถานะ: ได้รับพิษ 1% - กำลังเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ]

    [คำแนะนำ: โปรดใช้สกิลชำระล้างเพื่อล้างผลของพิษ]

     

    “บ้าเอ๊ย!” 

    อคินสบถออกมา สายตาของเขาเหลือบไปเห็นร่างสีขาวหม่นของ ‘โบ้’ ที่นอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหิน 

    ขนตามตัวของมันเปื้อนไปด้วยเมือกสีม่วงขุ่น ใกล้กันนั้น ‘บัวลอย’ สลบไสลไม่ได้สติ

    ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ท่ามกลางหมอกพิษที่หนาทึบ 

    เขาเห็นเงาร่างของเงาขนาดเล็กกวัดแกว่งอาวุธฝ่าความมืด 

    แสงจากคมดาบปะทะกับเงาดำในชุดคลุมนับสิบที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วดุจภูตผี

    อคินไม่รอช้า เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่ความเจ็บปวดของพวกพ้องคือความจริงเพียงอย่างเดียวที่เขาต้องจัดการ 

    เขาแบมือทั้งสองข้างออก ความร้อนสายหนึ่งพลุ่งพล่านจากอกไปที่ปลายนิ้ว 

    แสงสีส้มนวลตาปะทุออกมาโชติช่วงจนตรอกที่มืดมิดกลับสว่างจ้าดุจกลางวัน

    “ [ชำระล้าง] ! [ปฐมพยาบาล] !”

    กระแสพลังอันอบอุ่นแผ่ซ่านออกจากร่างของอคิน เข้าโอบอุ้มสหายทั้งสองราวกับรังไหมสีทอง 

    โบ้สะดุ้งเฮือก พลังงานที่บริสุทธิ์ช่วยชะล้างพิษร้ายที่เกาะกินปอดของมัน 

    มันยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ครางหงิงในลำคอพลางมองมาที่อคินด้วยดวงตาที่สั่นเครือ 

    แววตาของมันเต็มไปด้วยความโล่งใจที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด

    อคินรู้สึกถึงกระแสจิตที่ส่งผ่านมาจากระบบสื่อสารสัตว์เลี้ยง มันสั่นรัวและเต็มไปด้วยความเร่งรีบ

    (เจ้านาย... ในที่สุดท่านก็ตื่น...)

    โบ้สื่อสารผ่านความรู้สึกที่อคินแปลความเป็นคำพูดในหัว 

    (ก่อนที่เข้านายจะรู้สึกตัว... มามาเลดพาพวกเราตามรอยนักฆ่ามาถึงที่นี่... แต่พวกมันวางกับดักไว้... พวกลัทธิอมตะใช้ระเบิดพิษขนานหนัก... พวกเราพลาดท่า...)

    อคินกัดฟันจนกรามขึ้นนูน ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจเฟลวไฟแผดเผา 

    เขาไม่สนใจว่าทำไมร่างกายของเขาถึงรู้สึกเบาหวิวราวกับไม่มีน้ำหนัก 

    เขาพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้รวดเร็วราวกับเหาะเหิน สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคือเขาต้องพาคนเจ็บออกไปจากเขตสังหารนี้

    เขาอุ้มบัวลอยไว้ในอ้อมแขน แล้วพุ่งเข้าไปกระชากร่างลูกน้องแมวสองตัวที่สลบอยู่ขึ้นบ่า 

    พลังกายที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นยอดมนุษย์

    “ไปที่โรงเตี๊ยมเหรียญ! โบ้ ตามมา!”

    อคินตะโกนสั่งพลางออกตัววิ่ง ยิ่งเขาเคลื่อนไหว เขายิ่งรู้สึกว่าแรงดึงดูดของโลกแทบไม่มีผลต่อเขา 

    ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินนั้นเบาแต่หนักแน่น เขาตีฝ่าความมืดของซอกซอยที่คดเคี้ยว 

    หลบหลีกซากปรักหักพังด้วยความคล่องตัวที่แม้แต่อัศวินที่เก่งที่สุดยังต้องทึ่ง

    จนกระทั่งแสงตะเกียงหน้าประตูโรงเตี๊ยมเหรียญปรากฏขึ้นในสายตา 

    ป้าเม้ยยืนถือไม้กวาดอยู่ตกใจจนไม้กวาดหลุดมือ ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก 

    ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นที่ฉายแววกังวลอย่างที่สุด

    “ฝากดูแลพวกเขาด้วยครับป้า!”

    อคินวางร่างของเพื่อนร่วมทางไว้ในการดูแลของหญิงชรา 

    เขาไม่เสียเวลาอธิบายแม้แต่วินาทีเดียว หมุนตัวกลับพุ่งตรงไปตามร่องรอยของเลือดที่ยังอุ่นๆ 

    บนพื้นหิน กลิ่นคาวเลือดของแมวมันต่างจากเลือดมนุษย์ และเขาสัมผัสได้ถึงมันอย่างชัดเจน

    “ส้มซ่า... ฉันต้องไปช่วยส้มซ่า!”

    เขาวิ่งพุ่งทะยานผ่านตรอกแล้วตรอกเล่า ทุกก้าววิ่งเขามั่นคงจนน่ากลัว 

    ในใจของเขาวนเวียนอยู่กับความกังวล 

    จนกระทั่งถึงตรอกที่ห้า เขาก็ต้องชะงักฝีเท้า

    ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของอคินเกือบหยุดเต้น 

    บนพื้นหินเย็นเยียบ ‘หน่วยแมวลอบสังหาร’ อีก 4 ตัวนอนระเกะระกะ เลือดสีแดงฉานไหลซึมเข้าตามร่องหิน 

    อคินรีบทรุดตัวลงตรวจดูอาการ ทันทีที่เขาแตะตัว พวกมันยังคงหายใจ 

    แต่จังหวะแผ่วเบาจนน่าใจหาย ราวกับเปลวไฟที่กำลังจะมอดดับ

    “ [ปฐมพยาบาล] ! [ชำระล้าง] !”

    เขาระดมใช้สกิลรักษาอย่างต่อเนื่องจนแสงสีนวลสว่างวาบทั่วตรอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

    พลังเวทในกายถูกรีดเค้นออกมาจนเขารู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่นหลัง 

    แมวตัวหนึ่งค่อยๆ ลืมตาขึ้นพลางไอออกมาเป็นควันสีม่วงจางๆ กลิ่นของความตายเริ่มเจือจางลง

    “แค่ก... พวกมัน... พวกมันใช้ยาพิษสูตรเฉพาะ...” 

    แมวตัวนั้นพึมพำเสียงแผ่ว 

    “แต่หัวหน้ามามาเลดหลบทัน... เขาตามพวกมันไปทางโกดังเก่า... รีบไปช่วยเขา...”

    อคินพยักหน้า แววตาของเขาเปลี่ยนจากความกังวลเป็นความเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง 

    เขาพุ่งตัวออกไปราวกับลูกศรที่หลุดจากคันศร ลมราตรีหวีดหวิวข้างหูขณะที่เขาพุ่งผ่านความมืดมิด 

    จนกระทั่งถึงสุดทางแยกที่นำไปสู่ย่านโกดังร้าง

    ปัง!

    เสียงประตูกระแทกดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ ประตูไม้ผุๆ ของโกดังร้างถูกถีบออก ‘มามาเลด’ เดินโซซัดโซเซออกมาจากข้างใน 

    ชุดเกราะสีทองที่เคยส่งแสงเงางามบัดนี้แตกร้าวและมีรอยขีดข่วนลึกจนเห็นเนื้อด้านใน 

    เลือดสีแดงฉานซึมผ่านรอยต่อของเกราะหยดลงสู่พื้นหินทีละหยด

    “มามาเลด!”

    อคินพุ่งเข้าไปประคองร่างที่เกือบจะล้มพับไว้ได้ทันท่วงที 

    ความร้อนจากร่างกายของแมวนักรบสัมผัสได้ผ่านมือของเขา

    “บ้าเอ๊ย... คลาดกับพวกมันจนได้...” 

    มามาเลดสบถพลางแค่นหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง แววตาที่เคยคมกล้าบัดนี้ฉายแววอ่อนล้าอย่างที่สุด 

    “พวกมันคือนักฆ่าชุดเดียวกับที่ลอบโจมตีเจ้าเมื่อวันที่ 7 จริงๆ ด้วย... เรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับคดีลักพาตัวที่ข้ากำลังตามอยู่... ขอบใจอคิน ที่ตามมา”

    อคินไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาร่ายสกิลรักษาให้เพื่อนร่วมรบพลางมองไปรอบๆ 

    ด้วยความระแวง สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ความมืดในโกดังที่มืดมิด

    “แล้วพวกลัทธิอมตะล่ะ? พวกมันหายไปไหนหมด?”

    มามาเลดสูดหายใจเข้าลึก พยายามทรงตัวให้ตรงแม้จะยังสั่นเทา 

    “ช่วงพลบค่ำ ข้าแกะรอยพวกมันมาจนเจอฐานลับ ข้าเลยตัดสินใจแยกทีม... ข้ากับลูกน้องแมวตามพวกนักฆ่าส่วนหนึ่งไป ส่วนบัวลอยกับโบ้... ข้าให้พวกเขาสะกดรอยตามพวกลัทธิเพื่อหาข้อมูล 'การชุบชีวิต' ที่เจ้าอยากรู้... แต่ข้าประเมินพวกมันต่ำไป พวกมันไม่ได้แค่หนี แต่พวกมันจงใจล่อเรามาติดกับ”

    ในตอนนั้นเอง บัวลอยและโบ้ที่ได้รับการรักษาจนฟื้นตัวดีแล้วก็รีบตามมาสมทบ 

    พวกเขาเดินเข้ามารวมกลุ่มด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด 

    บัวลอยรีบหยิบขวดยาที่เธอสกัดจากสมุนไพรหายากยื่นให้มามาเลดดื่มเพื่อฟื้นฟูพลังงาน

    “พวกมันรู้ว่าเราตามมา... เลยใช้ผงยาสลบขนานหนักสกัดกั้น ข้าขอโทษ... ข้าทำงานพลาด ทำให้อคินต้องมาเสี่ยง...” 

    มามาเลดเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า

    ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมราตรีที่พัดผ่านโกดังร้าง 

    อคินมองดูเพื่อนร่วมทางทั้งสามที่บาดเจ็บสะบักสะบอม ในหัวของเขากลับเริ่มต่อจิกซอว์ความจริงบางอย่างขึ้นมา...

    ทว่ามันเป็นความจริงที่ถูกบิดเบือนผ่านเลนส์แห่งความหวังและการหลอกตัวเองของเขาเอง

    ‘ชัดเจนแล้ว...’ 

    อคินคิดในใจ แววตาของเขาสั่นไหวด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านรุนแรง 

    ‘ตอนที่ฉันสลบไปในช่วงกลางวัน ร่างกายนี้ไม่ได้อยู่เฉยๆ ... แต้ม... วิญญาณของแกต้องสัมผัสถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้าหาเพื่อนๆ แน่ๆ แกถึงได้ฝืนควบคุมร่างของฉันออกมาช่วยพวกเขาสู้จนถึงนาทีสุดท้ายก่อนที่ฉันจะตื่น’

    เขานึกถึงภาพ ‘หูแมว’ ที่เคยเห็นรางๆ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 

    และข้อความแนะนำของระบบที่มักจะดู ‘มีหัวใจ’ มากกว่าจะเป็นแค่ชุดคำสั่ง

    ‘แกกำลังสู้เพื่อฉันอยู่ใช่ไหมแต้ม... ทั้งเรื่องลัทธิอมตะ ทั้งเรื่องการชุบชีวิต... แกยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อหาทางให้เราทั้งคู่กลับมามีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นวิญญาณสวมรอยที่มองไม่เห็นหัวนอนปลายเท้าแบบนี้...’

    อคินกำหมัดแน่นจนเล็บแทงเข้าในเนื้อ 

    เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่า ‘แต้ม’ คือวีรบุรุษที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของดวงจิต และคอยปกป้องเขาจากเบื้องหลังในยามที่เขาไร้ทางสู้

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:07:58]

     

    เวลาบนหน้าจอระบบนับถอยหลังอย่างไม่ปรานี ตัวเลขสีแดงเต้นระริกราวกับจะเยาะเย้ยโชคชะตา 

    มามาเลดรวบรวมลูกน้องที่พอจะเดินไหวขึ้นมา แววตาของเขากลับมาคมกล้าอีกครั้ง แม้ร่างกายจะยังบอบช้ำ

    “ข้าต้องไปรายงานท่านปกป้องที่สันติบาลทันที เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรมธรรมดา แต่มันคือการแทรกซึมของลัทธิจากมิติภายนอก... พวกมันกำลังพยายามบิดเบือนสมดุลของโลกนี้” 

    มามาเลดเดินมาแตะที่หน้าแข้งของอคินด้วยความเคารพ 

    “อคิน เจ้าพักผ่อนเถอะ คืนนี้เจ้าทำดีที่สุดแล้ว พรุ่งนี้... เราจะกลับมาลากไส้พวกมันด้วยกัน”

    เมื่อทุกคนแยกย้ายไปจัดการภารกิจของตน อคินกลับมานั่งลงบนเตียงในห้องพักที่เงียบสงัด 

    แสงจันทร์รำไรส่องลอดหน้าต่างเข้ามา กระทบกับชุดเกราะที่เขาภาคภูมิใจ เขามองดูตัวเลขวินาทีที่ลดน้อยถอยลงทุกที

    “แต้ม... ขอบคุณนะ” 

    เขาพึมพำกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า 

    “ขอบคุณที่ปกป้องเพื่อนๆ ในตอนที่ฉันไม่อยู่... ฉันสัญญา ไม่ว่าพวกลัทธินั่นจะซ่อนแกไว้ที่ไหน หรือแผนการชุบชีวิตนั่นจะยากเย็นเพียงใด ฉันจะตามหาแกให้เจอ เราจะกลับมาเดินด้วยกันบนถนนสายนี้ทั้งคู่”

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

    ร่างของอคินสั่นไหวและพร่าเลือนราวกับภาพโฮโลแกรมที่ขาดสัญญาณ 

    แสงสีทองจางๆ แตกกระจายเป็นละอองพลังเวทที่ระยิบระยับดุจผงดาว 

    ก่อนที่ร่างชายหนุ่มในชุดอัศวินจะเลือนหายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าบนเตียงไม้

    ท่ามกลางกองเสื้อผ้า และเกราะหนังที่เปื้อนฝุ่นกำมะถันที่ตกอยู่บนเตียง... ‘แมวสามสี’ ตัวหนึ่งค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา

    ดวงตาสีอำพันของมันดูอ่อนล้าและหม่นหมองอย่างที่สุด 

    มันขยับตัวลุกขึ้นด้วยท่าทางที่หนักอึ้ง สะบัดขนที่เปื้อนคราบพิษออกพลางมองไปที่เตียงว่างเปล่าที่อคินเคยนั่งอยู่เมื่อครู่