" ศิษย์พี่ไม่ต้องรีบอาจารย์ยังอยู่บนนั้นอีกนาน "
" ข้าไม่ได้รีบแต่เป็ศิษย์น้องเ้าไฉนช้านัก "
‘ชักช้าโง่เง่าเต่าตุนเช่นเดิม’หวังตุ้ยเต้าหยินสถบในใจเขาไม่เข้าใจเหตุใดอาจารย์กลับรักใคร่เอ็นดูศิษย์น้องผู้นี้นักเขาแอบเห็นในหลายวันก่อนพบว่าในยามค่ำคืนอาจารย์มักลอบชี้แนะกระบวนท่าของสามสิบสองกระบี่แปรผันให้ศิษย์น้องผู้นี้แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอันใด หานอี้เต้าหยินยังคงจมปลักอยู่ในขั้นที่5 มาหลายปีแล้ว
‘สอนกันเข้าไปอย่างไรก็เกรงว่าก้าวไม่ทันข้าเพราะข้าเพิ่งสำเร็จสามสิบสองกระบี่แปรผัน ขั้นที่6เมื่อคืนนี้เอง’นึกถึงเื่นี้ขึ้นมาหวังตุ้ยเต้าหยินก็พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า
" ถ้านั้นเราขึ้นไปข้างบนกันดีหรือไม่? " เสียงหานอี้เต้าหยินออกความเห็นไม่สังเกตเห็นรอยยิ้มที่อยู่ดีๆปรากฏขึ้นของศิษย์พี่
" ไฉนใจร้อนแบบนั้นเ้าต้องดูตัวอย่างข้านี้..นี้ "
หวังตุ้ยเต้าหยินชี้ที่อกตนเอง
" ใจเย็นรอกันข้างล่างนี้"น้ำเสียงของเขาเคร่งครัดจริงจังยิ่ง
สุดท้ายศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองจึงรอกันด้านล่างนี้
เบื้องด้านของทั้งสองเป็เจดีย์ทรง8เหลี่ยมที่มี28 ชั้น สูง140 เมตร สูงใหญ่มหึมาหลังหนึ่ง
......................................
บนท้องฟ้าสีน้ำเงินมีเมฆเบาบาง แสงแดดยามเช้าส่องตกกระทบบนจุดยอดของมหาเจดีย์หยั่งฟ้า แสงบางส่วนพยายามส่องผ่านช่องว่างของหลังคาอิฐที่หลุดร่อนออก
ปรากฏเป็ลำแดด ส่องตกลงบนแผ่นหนังที่แหว่งวิ่นที่วางไว้เบื้องหน้าคนผู้หนึ่ง คนผู้นี้ผมเผ้าล้วนขาวโพลนสวมใส่ชุดสีเขียวครามบนศีรษะสวมหมวกนักพรตสีดำ กำลังไล่สายตาจดจ่อ อยู่บนแผ่นหนังที่วางอยู่ตรงหน้ารอบดวงตาของคนผู้นี้เกลื่อนไปด้วยรอยยับย่น
เป็นักพรตชราผู้หนึ่งที่กำลังบรรจงพลิกแผ่นหนังที่แทบเปื่อยจนขาดวิ่นเขาพลิกแผ่นแล้วแผ่นเล่าบางบทจารึกเป็อักษรบางบทวาดรูปคล้ายสิ่งของและอาวุธบางอย่าง
แมงมุมท้องแก่บนขื่อคาเพดานขยับหลบแสงแดด แอบจ้องมองเขาั้แ่เช้าสงสัยว่านักพรตเฒ่าผู้นี้จ้องดูสิ่งใดไฉนคร่ำเคร่งหนักหนา
พลันดวงตาของนักพรตชรา ทอประกายพิสดารขึ้น เมื่อไล่สายตาผ่านบทคำสอนแห่งฟ้าดิน ที่บันทึกเป็เื่ราวบทหนึ่ง
“ความว่างเปล่าก่อเกิดสรรพสิ่งสรรพสิ่งกลับสู่ความว่างเปล่า ในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต
ได้ก่อกำเนิด“มหาเทพปฐมภพ”เทพผู้บันดาลก่อเกิดสรรพสิ่งขึ้นมา ณ เวลาที่หยุดนิ่งมหาเทพปฐมภพได้ขับเคลื่อนกงล้อแห่งเวลา ทำให้กงล้อเวลาที่หยุดนิ่งอยู่เริ่มเคลื่อนหมุนวน ณ เสี้ยวของวินาทีนั้นเอง
สรรพสิ่งก็เริ่มก่อบังเกิด เริ่มจากดวงดาวดวงเล็กดวงน้อยจนก่อเกิดเป็หมู่ดวงดาว และหลายหมู่ดวงดาวก็รวมเป็จักรวาล จากหนึ่งจักรวาลกลายเป็สองจักรวาลจากสองจักรวาลกลายเป็สามจักรวาลจนเกิดเป็จักรวาลทั้งเก้า
กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานเมื่อความว่างเปล่าได้ก่อเกิดสรรพสิ่งก็ถึงเวลาที่เทพผู้ก่อเกิดสรรพสิ่ง จะกลับคืนสู่ความว่างเปล่า
ด้วยญาณหยั่งรู้ถึงกาลข้างหน้าเมื่อมหาเทพปฐมภพกลับคืนสู่ความว่างเปล่าแล้ว จักรวาลทั้ง9 จะประสบกับมหัตภัยครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะทำลายสรรพสิ่งให้สูญสิ้นไป
มหาเทพปฐมภพจึงปรารถนาที่จะช่วยเหลือสรรพชีวิตให้รอดพ้นจากมหัตภัยครั้งนี้
มหาเทพปฐมภพจึงให้กำเนิดเทพหยินหยางคู่หนึ่งเป็เทพธิดาแห่งการสรรค์สร้าง ที่กายขาวบริสุทธิ์นามว่า เทพธิดาหยกขาวและเทพอสูรแห่งการทำลายล้าง ที่กายดำดุจนิล นามว่า เทพอสูรกาฬ
เมื่อเวลาที่ต้องกลับสู่ความว่างเปล่าของมหาเทพปฐมภพมาถึง…
พลันวรกายขององค์มหาเทพปฐมภพก็เรืองแสงออกที่ละน้อยจนไม่อาจขาวสว่างไสวได้มากกว่านี้แล้ว
ทันใดนั้นความสว่างไสวที่บังเกิดได้สาดสว่างไปทั่วทั้งมหากัลป์ปฐมภพพลันแสงอันเจิดจ้าจากพระวรกาย ก็พลันแยกจากกันปานเทียนประทีป์ที่จุดก่อให้เกิดความสว่างขึ้นอีกดวง
ประกายแสงที่แยกออกปรากฏขึ้นเริ่มแรกเป็“ ผลึกฟ้านิรันตร” อันเป็ตัวแทนของดวงหทัยอันเป็ะ
ที่ปรากฏขึ้นอีกเป็“ เกราะภูษาปีก์”อันเป็ตัวแทนของวรกายอันแข็งแกร่ง
ปรากฏต่อมาเป็“ คฑาเทพหยกเย็น” อันเป็ตัวแทนของหัตถ์ซ้ายที่ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง
และที่ปรากฏขึ้นพร้อมเปลวเพลิงที่ลุกโหมเป็“ ดาบเพลิงโลกัณฑ์บรรลัย”อันเป็ตัวแทนของหัตถ์ขวาที่ทำลายทุกสรรพสิ่ง
และ“ ศรเคลื่อนปรภูมิ”อันเป็ตัวแทนของบาทแห่งการกำหนดและเปลี่ยนชะตาชีวิตก็ปรากฏตามขึ้นมา
จนเหลือประกายแสงเจิดจ้าแสงสุดท้ายที่คงเหลืออยู่คือ“ ดวงจุติอวตาร” อันเป็ตัวแทนของความหวังที่จะกอบกู้จักรวาลทั้งเก้าจากมหัตภัย
หลังจากนั้นมหาเทพปฐมภพผู้ยิ่งใหญ่ที่ก่อเกิดสรรพสิ่งก็กลับสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง
............................
ผ่านไปเนิ่นนานแมงมุมท้องแก่พลิกท้องหลบแดดไปหลายตลบนักพรตชราจึงละสายตาจากแผ่นหนังของคัมภีร์โบราณที่ปกคัมภีร์ยุ่ยหลุดหายไปจนจำแนกสีไม่ได้
มือชราค่อยๆ ปิดคัมภีร์ลง แล้ววางลงบนแท่นไม้ที่จารึกอักษรว่า“ มหาคัมภีร์หยั่งฟ้า "
แล้วนักพรตชราก็เดินไปยังแท่นไม้ที่ว่างเปล่า ห่างออกไปสองก้าวที่จารึกคำว่า“ เคล็ดวิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผัน” นักพรตชราสอดมือล้วงในอกเสื้อ หยิบตำราปกสีน้ำเงินเข้มวางบนแท่นไม้ที่ว่างนั้น
รอบกายนักพรตชราตรงผนังวาดท่าคนถือกระบี่ในท่วงท่าต่างกันทั้งแปดด้าน
นักพรตชราเมื่อวางตำราปกสีน้ำเงินเข้มลง ก็หันกายกลับไปในใจนักพรตชราพลันนึกถึงเื่เมื่อสี่สิบปีก่อนที่เล่าลือกันว่าัศิลาของจอมช่างลู่ไป๋ ที่แกะสลักไว้เมื่อสองพันเจ็ดร้อยปีก่อนกลับโบยบินขึ้นสรวง์ เป็ที่โจษจันไปทั่วแผ่นดิน
เป็เื่ราวอันสิ่งอัศจรรย์คล้ายที่บันทึกในหลักคำสอนแห่งฟ้าดินในมหาคัมภีร์หยั่งฟ้าเล่มนี้
นักพรตชราลูบเคราขาวทอดถอนใจ คำนึงขึ้น‘ในโลกแดนฟ้าเมฆินทร์แห่งนี้ ยังมีอีกเื่ราวอีกมากมายที่ยังหาคำตอบไม่ได้ เกินภพภูมิที่คนทั่วไปจะหยั่งรู้’
นักพรตชราผมเผ้าเคราขาวผู้นี้ มีนามว่า ฟังหานเต้าหยินที่ขึ้นเป็จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่9 เมื่อ69 ปีที่แล้ว ตำราปกสีน้ำเงินเข้ม ที่เขียนว่า“ เคล็ดวิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผัน ”เป็ปรมาจารย์กัวฉือเต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่1 เมื่อ800 ปีก่อนบัญญัติขึ้นมา
เดิมกัวฉือเต้าหยินเป็ศิษย์ฆราวาสของลัทธิเต๋า ศึกษาวิชาฮวงจุ้ยซึ่งมีที่มาจากคัมภีร์อี้จิง อันเป็วิชาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง จากมีเป็ไม่มีจากไม่มีเป็มี จากแข็งเป็อ่อน จากอ่อนเป็แข็ง
ซึ่งเมื่อแทนที่สรรพสิ่งด้วยเส้นเต็มและเส้นขาดสองแถบ เมื่อนำมาหาความน่าจะเป็ก็จะได้การเปลี่ยนแปลงหกสิบสี่รูปแบบ รวมเป็ฉักลักษณ์ของวิชาฮวงจุ้ยหกสิบสี่ข่วย
กัวฉือเต้าหยินกลับตีความหลักวิชาฮวงจุ้ยบัญญัติออกมาเป็หกสิบสี่กระบี่แปรผัน กระบี่จากหนึ่งแปรผันแยกออกเป็สองจากสองเป็สี่ จากสี่เป็แปด…จนถึงขั้นที่เจ็ดจากหนึ่งกระบี่แปรผันเป็หกสิบสี่กระบี่พิชิตไปทั่วหล้าแดนฟ้าเมฆินทร์
เคล็ดวิชาการฝึกปรือหกสิบสี่กระบี่แปรผัน มีทั้งหมด7 ขั้น ประกอบด้วย
ขั้นที่1 หนึ่งกระบี่ผันแปรขั้นที่2 สองกระบี่ผันแปรถึงขั้นที่3 สี่กระบี่ผันแปรในขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่3 ศิษย์ทั่วไปของมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่มีความมานะบากบั่นใช้เวลาฝึกฝนขั้นละสามปี
ขั้นที่4 แปดกระบี่ผันแปรศิษย์ที่โดดเด่นมีความเพียรพยายาม บ้างใช้เวลาสิบห้าปีบ้างใช้เวลาถึงยี่สิบปีจึงฝึกสำเร็จ
ขั้นที่5 สิบหกกระบี่ผันแปรมีเพียงชั้นจ้าวศาลาทั้งห้าและศิษย์ของจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่ฝึกปรือสำเร็จส่วนใหญ่ใช้เวลาฝึกปรือยาวนานสามสิบปี
ขั้นที่6 สามสิบสองกระบี่ผันแปรจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าทั้ง9 รุ่นขั้นต่ำล้วนฝึกปรือถึงขั้นที่6 ที่ใช้เวลาเพียงสิบปีก็ฝึกสำเร็จแต่ขั้นสุดท้ายที่ยากเย็นที่สุด กลับเป็ขั้นที่7
หกสิบสี่กระบี่แปรผัน ขั้นที่7จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าบางรุ่นที่ผ่านมาใช้เวลาทั้งชีวิตยังไม่อาจฝึกปรือได้สำเร็จ
ในบรรดาจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าและศิษย์ที่ผ่านมา มีเพียงสองคนกับอีกครึ่งคนที่ฝึกปรือสำเร็จสองคนคือ ปรมาจารย์กัวฉือเต้าหยิน และผิงไป่เต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่2
อีกครึ่งคน คือ หูเจิ้ง ศิษย์ฆราวาสที่โดดเด่นของศาลาเมฆคล้อยเมื่อ400 ปีก่อนลักลอบฝึกปรือเพียงลำพังจนธาตุไฟเข้าแทรก สติฟั่นเฟือนทำร้ายศิษย์ผู้อื่นจึงถูกคุมขังในชั้นใต้ดินของมหาเจดีย์หยั่งฟ้าเมื่อ400 ปีก่อน ลือกันว่ายังคงมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้
ด้วยเหตุนี้ทำให้จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่4 ตราบัญญัติกฎสำนัก18 ประการของมหาอาศรมหยั่งฟ้าขึ้น ข้อที่1 เคล็ดวิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผันในขั้นที่7 มีเพียงจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่สามารถฝึกปรือ
และแยกวิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผันออกเป็สองส่วนส่วนแรกเป็เคล็ดวิชาบันทึกไว้ในตำราปกสีน้ำเงินเข้มส่วนที่สองเป็ท่วงท่าเคล็ดวิชากระบี่วาดไว้บนผนังของมหาอาศรมหยั่งฟ้าชั้นที่28
ปรมาจารย์กัวฉือเต้าหยินนอกจากหกสิบสี่กระบี่แปรผันแล้วหลังก่อตั้งมหาอาศรมหยั่งฟ้าได้สองปี คิดค้นสุดยอดวิชาตัวเบากระบวนท่าแปดเซียนจรวิถีทำให้จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าทุกรุ่นอาศัยวิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผัน และแปดเซียนจรวิถีทะยานขึ้นเป็หนึ่งในห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรม ของฝ่ายธรรมะตลอด800 ปีที่ผ่านมา
ฟังหานเต้าหยินที่ถูกแมงมุมท้องแก่แอบมองอยู่นี้นับเป็อัจฉริยะในรอบ600 ปีของมหาอาศรมหยั่งฟ้า เมื่อ72 ปีก่อนขณะเป็ศิษย์คนโตของจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่8ซุนหลี่เต้าหยินก็สำเร็จสามสิบสองกระบี่แปรผัน ในขั้นที่6
แต่ฟังฟานเต้าหยินกลับต้องใช้เวลาถึง69 ปี เพิ่งฝึกปรือขั้นที่7 สำเร็จเมื่อหลายวันก่อน
ฟังหานเต้าหยินจึงนำตำราบันทึกเคล็ดวิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผันปกสีน้ำเงินเข้มนี้ มาเก็บรักษาไว้ ที่มหาเจดีย์หยั่งฟ้าแห่งนี้ ตามกฎบัญญัติสำนัก18 ประการ ของมหาอาศรมหยั่งฟ้า
เนื่องจากมหาอาศรมหยั่งฟ้าดำเนินตามคำสอนลัทธิเต๋าเน้นความเป็ธรรมชาติ และเรียบง่าย สมบัติสามประการ ได้แก่ความเมตตา มัธยัสถ์ และอ่อนน้อมถ่อมตน กัวฉือเต้าหยินจึงตรากฎว่าตำแหน่งจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้า ให้อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน79 ปี เมื่อครบ79 ปีจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าต้องปล่อยวางตน สละตำแหน่งกักตัวบำเพ็ญตนในถ้ำลับด้านหลังของเทือกเขาบรรพค้ำฟ้า
เวลาที่รวดเร็วดุจโผบิน ฟังหานเต้าหยินนึกถึงอีกเพียง 10 ปี ก็จะถึงวาระที่ต้องสละตำแหน่งเขาอดลูบเคราขาวทอดถอนใจมิได้ เขามิใช่ยังยึดติดเพียงกังวลในการคัดเลือกตัวผู้สืบทอดตำแหน่งรุ่นต่อไปเท่านั้น
หลังฟังหานเต้าหยินปิดประตูชั้นที่ 28 ลงสอดเก็บกุญแจกลไกที่ใช้เปิดกลไกประตูของชั้นที่เก็บมหาคัมภีร์หยั่งฟ้าไว้ในอกเสื้อเดินลงบันไดวนผ่านลงมาชั้นที่ 27 อันเป็ชั้นที่ปิดตายสายตามองออกไปภายนอกของมหาเจดีย์หยั่งฟ้า
................................................