Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 85 ความฝัน

    ตอนที่ 85 ความฝัน

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    สองพ่อลูกนั่งพักผ่อนริมระเบียงกว้างของโรงแรม มองดวงดาวบนฟ้าที่พร่างพราวระยิบระยับ


    ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกัน นั่งมองท้องฟ้าอย่างเงียบๆ จนท้ายที่สุดเมอร์ลินก็เป็นคนเริ่มบทสนทนา


    “ช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจมันเป็นยังไงหรอครับ?” 


    ออสตินยิ้มออกมาและเอ่ยโดยไม่มองเด็กน้อย


    “มันเหมือนตกอยู่ในความฝัน ฝันที่ควบคุมไม่ได้ และสามารถหายไปได้ง่ายๆ”


    “อย่างนั้นหรอครับ”


    แล้วตอนนั้นเองเมอร์ลินก็อดคิดถึงตอนที่เขาหลงเข้าไปในโลกแห่งสะพานไม่ได้


    ความจริงในตอนนั้นเขาเองก็ไม่มั่นใจว่ามันคือเรื่องจริงหรือเป็นความฝัน 


    หรือว่ามันจะเป็นช่วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจของเขา


    แต่เมื่อเขาตื่นมาก็พบว่าตนเองมาอยู่ในดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้แล้ว


    ประสบการณ์ในครั้งนั้นเมอร์ลินไม่อาจนิยามมันออกมาได้เลยด้วยซ้ำ


    เขาไม่ได้ถามเรื่องแรงบันดาลใจของออสติน และไม่อยากทวงความดีความชอบที่ให้อีกฝ่ายเกิดแรงบันดาลใจอีกด้วย


    แล้วตอนนั้นเองออสตินก็หันกลับมามองเด็กน้อยและเอ่ย “ว่าแต่ลูกต้องการเป็นนักเวทยาศาสตร์จริงๆ ใช่ไหม?”


    เมอร์ลินพยักหน้า


    “ครับ”


    “แล้วลูกมองไว้หรือยังว่าจะเลือกเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยไหน สนใจสาขาไหนเป็นพิเศษ?” ออสตินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง


    เขาคิดว่าหลังจากที่ได้รับแรงบันดาลใจนี้ เขาจะกลับหอคอยเวทมนตร์ของตนเอง


    ใช่แล้ว เขามีหอคอยเวทมนตร์เป็นของตนเอง ซึ่งนี่เป็นสิทธิพิเศษของมหาปราชญ์


    หอคอยเวทมนตร์คือสถานที่วิจัยที่สามารถรวบรวมนักวิจัยมากมายเพื่อคิดค้นวิจัยสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา


    โดยทั่วไปแล้วนักวิจัยหรือนักวิชาการชั้นสูงสามารถตั้งสถานที่วิจัยของตนเองได้ แต่มันย่อมไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นหอคอยเวทมนตร์


    ผู้ที่จะมีสิทธิ์ได้รับหอคอยเวทมนตร์ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ครอบครองเข็มกลัดนักวิชาการเจ็ดดาวขึ้นไปทั้งนั้น ซึ่งในประเทศหนึ่งนับว่ามีน้อยมาก


    เพราะเหตุนี้สถานะของออสตินในประเทศออโรร่าจึงพิเศษกว่าผู้อื่น


    หากไม่ใช่ว่าเขาหายตัวไปเกือบสองร้อยปี ผู้คนในปัจจุบันย่อมไม่ปฏิบัติตัวต่อเขาแบบนี้อย่างแน่นอน


    เมอร์ลินส่ายศีรษะและเอ่ย “ผมยังไม่รู้ว่าจะเลือกที่ไหนเลยครับ? พ่อมีอะไรจะแนะนำผมหรือเปล่า แต่สาขาที่ผมตั้งใจจะเรียนแน่นอนว่าต้องเป็นสาขารูนศาสตร์”


    “รูนศาสตร์ ลูกชอบมันขนาดนั้นเลยหรอ?” ออสตินเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ


    แม้เขาจะรู้ว่าเมอร์ลินชอบวิชารูนศาสตร์อยู่แล้ว แต่สาขารูนศาสตร์นั้นถูกเรียกว่า “วิชาบริสุทธิ์” มันคือรูนศาสตร์ที่ศึกษาความคิดเชิงนามธรรมทั้งหมด เป็นการศึกษาเชิงความคิด


    แตกต่างจากออสตินที่แม้จะศึกษาในรูนศาสตร์เช่นเดียวกัน แต่เป็น “รูนศาสตร์ประยุกต์” ซึ่งจะใช้รูนศาสตร์ให้เป็นไปตามความต้องการของศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลศาสตร์ วัสดุเวทศาสตร์ พลังเวทศาสตร์ คาถาเวทศาสตร์ อุปกรณ์เวทศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์


    ซึ่งออสตินนั้นเดินในเส้นทาง “วัสดุเวทศาสตร์” งานวิจัยของเขาในตอนนี้ก็คือวัสดุเวทพลังงานทดแทน คิดค้นหาวัสดุเวทที่ใช้ในค่ายกลให้มีต้นทุนที่ต่ำ งานวิจัยชิ้นนี้แน่นอนว่าย่อมเป็นที่ต้องการของตลาดและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ


    น่าเสียดายที่ออสตินใช้เวลาหลายร้อยปีแต่งานวิจัยก็ไม่คืบหน้า นั่นทำให้ตัวตนของเขากลายเป็นนักเวทยาศาสตร์ที่หลงลืมของคนยุคปัจจุบัน


    “ใช่ครับ ผมชอบในวิชารูนศาสตร์มาก ยังไงรูนศาสตร์บริสุทธิ์ก็สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายอยู่แล้ว”


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า หากตาแก่หัวโบราณที่อยู่ในสายรูนศาสตร์บริสุทธิ์ได้ยินคำพูดนี้ เธอคงจะถูกด่าอย่างไม่มีที่ยืนเป็นแน่”


    “ทำไมล่ะครับ”


    “ก็พวกนักรูนศาสตร์สายบริสุทธิ์นั้นรังเกียจสายประยุกต์ไง พวกเขาคิดว่าสายประยุกต์นั้นต้อยต่ำและไม่เห็นอยู่ในสายตา มีเพียงนักรูนศาสตร์บริสุทธิ์เท่านั้นที่เป็นสิ่งที่คู่ควรต่อโลกอย่างแท้จริง” ออสตินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน 


    น้อยนักที่เมอร์ลินจะเห็นออสตินแสดงอารมณ์แบบนี้ออกมา


    สาเหตุย่อมเป็นเพราะออสตินเป็นนักรูนศาสตร์ประยุกต์ เขาจึงถูกมองด้วยสายตารังเกียจจากพวกเขา


    “ผมไม่สนใจเรื่องพวกนั้นหรอก สิ่งที่ผมสนใจก็แค่รูนศาสตร์ก็พอ” เมอร์ลินกล่าวอย่างจริงใจ


    ออสตินเงียบไปครู่หนึ่งและเอ่ยขึ้น


    “ถ้าหากลูกต้องการเรียนสาขารูนศาสตร์ก็มีสามมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นในด้านนี้ มานเว อาวเล และพริสตัน”


    เสียงของออสตินอ่อนแรงลงเมื่อเอ่ยคำพูดสุดท้ายออกมา


    เมอร์ลินมองเห็นแววตาที่วูบไหวของออสติน


    ความจริงเมอร์ลินนั้นรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วว่าสามมหาวิทยาลัยนี้เป็นหนึ่งในฮันเดดลีก ร้อยมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของมหาทวีป


    โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยพริสตัน ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยตระกูลพริสตันของออสติน


    หลังจากอ่านหนังสือในหอสมุดเขาก็พอจะคาดเดาเรื่องราวอันเป็นที่คับข้องใจของออสตินได้


    ออสตินเป็นคนของตระกูลพริสตัน แทนที่เขาจะรับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยพริสตัน แต่เขากลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวินเซนแทน 


    แม้ที่นี่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดท็อปสิบของประเทศออโรร่า แต่มันก็ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในฮันเดดลีก


    คนของตระกูลพริสตันมาอยุ่ในที่แบบนี้ย่อมต้องมีเงื่อนงำซ่อนอยู่อย่างแน่นอน


    “ไม่จำเป็นต้องเป็นมหาวิทยาลัยฮันเดดลีกหรอกครับ ผมว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือการเข้าสู่โถงสภาเวทมนตร์ได้หรือเปล่าต่างหาก” เมอร์ลินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ


    ตอนนั้นเองดวงตาของออสตินก็เป็นประกายขึ้นมา


    “โถงสภาเวทนตร์?”


    “ใช่แล้วครับ ถ้าผมสามารถไปที่นั่นได้ ต่อให้เป็นมหาวิทยาลัยฮันเดดลีกก็สู้หอหนังสือสภาเวทมนต์ไม่ได้”


    “ลูกแค่ต้องการอ่านหนังสืออย่างนั้นหรอ?” ออสตินยิ่งได้ฟังความคิดของเมอร์ลิน เขาก็ยิ่งประหลาดใจ 


    ต้องรู้ไว้ว่าการที่จะเข้าไปในโถงสภาเวมนตร์ได้ นั่นหมายความว่าเขาจะต้องได้รับเข็มกลัดห้าดาวหรือการเป็นนักปราชญ์ ซึ่งนั่นเป็นความสามารถของนักวิจัยอัจฉริยะที่จบการศึกษาปริญญาระดับแพทตินั่ม 


    โดยทั่วไปแล้ว นักศึกษาที่จบระดับแพทตินั่มเงื่อนไขคือต้องเป็นนักวิชาการหรือนักเวทสี่ดาว การจะได้ห้าดาวนั้นพวกเขาต้องเป็นนักวิจัยที่โดดเด่น มีผลงานที่จะได้รับเกียรตินี้เท่านั้น


    การที่เมอร์ลินต้องการเข้าไปในโถงสภาเวทมนตร์เพราะต้องการอ่านหนังสือนั่นทำให้ออสตินต้องอึ้งไป


    ดวงตาของเมอร์ลินเป็นประกายขึ้นมาเมื่อคิดถึงหนังสือที่เก็บรวบรวมในสภาเวทมนตร์ เมื่อเขาคิดถึงรายงานทางวิชาการมากมายที่อยู่ที่นั่นก็ทำให้เขาตื่นเต้น


    “ใช่ครับ ผมต้องการอ่านหนังสือทั้งหมดที่นั่น”


    ภาพนี้ทำให้ชายชราอย่างออสตินต้องส่ายศีรษะออกมาอย่างจนใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาที่ตนคิดมากเกินไป


    ฮ่า ฮ่า ฮ่า

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน