แต่ว่ารู้ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป คังอิงบอกกับกวนเสี่ยว "ในองค์กร ความจงรักภักดีของพนักงานต่อองค์กรและความสามารถในการสร้างผลกำไรให้องค์กร คือเป้าหมายในการประเมินพนักงาน อย่าไปเชื่อตารางที่เขียนขึ้นมาลอยๆ
ความสามารถของพวกคุณเป็นอย่างไร ตัวฉันที่เป็นเจ้านายรู้ดีที่สุด การที่คุณยืนยันในความคิดที่ถูกต้องของตัวเองน่ะดีแล้ว อย่ากังวลอะไรเลย"
พอได้ยินคังอิงพูดเช่นนี้ กวนเสี่ยวก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที เธอเอ่ยว่า "ประธานคัง ขอเพียงคุณเชื่อมั่นในตัวฉัน ฉันไม่ยอมให้คนแบบนั้นได้อยู่ในรายชื่อพนักงานที่ลำบากหรอกค่ะ"
คังอิงพยักหน้าอย่างพอใจ อารมณ์ของกวนเสี่ยวก็สงบลง ไม่ได้ดูว้าวุ่นใจเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป
ตอนที่มองกวนเสี่ยวเดินออกจากห้องทำงานด้วยท่าทางที่เหมือนได้ปลดเปลื้องภาระแล้ว คังอิงก็รู้สึกรังเกียจจางชางเซิ่งขึ้นมาทันที
คนอย่างจางชางเซิ่งเปรียบเสมือนเห็ดพิษ แค่เพียงคำพูดของเขาก็สามารถแปดเปื้อนจิตใจของผู้คนได้
เพียงแค่เห็นท่าทางของกวนเสี่ยวเมื่อครู่นี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าคำพูดขู่เข็ญ หรือคำพูดยุยงปลุกปั่นไม่กี่ประโยคของจางชางเซิ่ง อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก
ดูท่าว่าเรื่องตำแหน่งงานนั้นควรจะต้องประกาศให้ชัดเจนเสียที ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นการเปิดโอกาสให้คนอย่างจางชางเซิ่งที่ชอบสร้างความวุ่นวายได้ยุยงปลุกปั่นผู้อื่นอีก
พอคิดถึงเรื่องนี้ คังอิงก็เริ่มลงมือจัดทำรายชื่อตำแหน่งงานของแต่ละแผนกทันที
สือเจียงหย่วนออกไปทำธุระข้างนอก พอเขากลับมาถึงห้องทำงานก็เห็นว่าคังอิงกำลังขีดๆ เขียนๆ อะไรบางอย่าง เขาจึงถามขึ้น
"คุณกำลังเขียนแผนการยิ่งใหญ่อะไรอยู่?"
ทุกครั้งที่คังอิงหยิบ ‘ผลงาน’ หรือ ‘ไอเดีย’ ออกมา มันมักจะทำให้เขาประหลาดใจจนติดเป็นนิสัย พอเห็นคังอิงกำลังเขียนอะไรสักอย่าง เขาก็มักจะคิดว่าคังอิงกำลังสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกชิ้นใหม่อีกแล้ว
คังอิงบอก “นี่เป็นรายชื่อตำแหน่งงานที่ฉันเพิ่งจะจัดทำเสร็จพอดี คุณลองดูหน่อยสิ ถ้าคุณเห็นด้วย ฉันก็จะประกาศออกไป”
การแต่งตั้งโยกย้าย หรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งบุคลากรนั้น ในใจของคนจีนมักจะมองว่าเป็นเรื่องลับเฉพาะ คนที่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่มีความสามารถ หากคังอิงไม่ได้เป็นประธานบริษัทที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้นในชาติที่แล้ว เธอคงไม่อาจจัดการเรื่องนี้ได้อย่างสงบนิ่ง
เพราะว่าแค่ความคิดของเธอก็กำหนดชะตาชีวิตของคนคนหนึ่ง หรือแม้แต่ครอบครัวของคนคนนั้นได้เลย
เหมือนกับคำพูดติดปากที่นิยมพูดกันในสมัยนี้ว่า ‘ฉันคือก้อนอิฐแห่งการปฏิวัติ จำเป็นต้องใช้ตรงไหน ก็ย้ายไปตรงนั้น’
เมื่อชะตาชีวิตของคนคนหนึ่งถูกกำหนดโดยความคิดเพียงชั่ววูบของคนอีกคนหนึ่ง ไม่ว่าใครก็ต้องหวั่นเกรงคนคนนั้นแน่นอน
เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งบุคลากรมักจะเป็นเรื่องที่ผู้คนต่างก็ใฝ่ฝันและหวาดกลัว
ทว่าสือเจียงหย่วนกลับโบกมือแล้วบอกว่า “คุณรู้จักพนักงานพวกนี้ดีที่สุดแล้ว อยากจะให้พวกเขาอยู่ตรงไหนก็ตามใจคุณ ผมแค่ตรวจสอบดูคร่าวๆ”
บอกจบ สือเจียงหย่วนก็หยิบรายชื่อนั้นมาดู
จริงๆ แล้วความเข้าใจของสือเจียงหย่วนที่มีต่อห้างแห่งนี้ไม่ได้ลึกซึ้งเท่าคังอิง เพราะอย่างนั้นพอเห็นรายชื่อพวกนี้ เขาก็เลยรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคย กวาดสายตามองคร่าวๆ แล้วก็ไม่เข้าใจ ใครเป็นใครก็ไม่รู้จัก เขาจึงส่งคืนรายชื่อให้กับคังอิงพลางบอกว่า
"คุณเป็นคนตัดสินใจเถอะ"
คังอิงพูดติดตลกว่า "คุณไม่อยากหาคนของตัวเองมาอยู่ในรายชื่อบ้างเหรอ?"
“คนของผมโดยตรงงั้นหรือ? คุณก็คือคนของผมโดยตรงไง” สือเจียงหย่วนตอบกลับอย่างชาญฉลาด
คังอิงหัวเราะพลางบอกว่า "ใช่แล้ว ฉันคือคนของคุณโดยตรง"
คนทั้งสองสบตากันแล้วยิ้มอย่างรู้ใจ
คังอิงเรียกกวนเสี่ยวเข้ามาในห้องทำงานแล้วบอกกับเธอ "คุณลองดูรายชื่อฉบับนี้หน่อยสิ แล้วช่วยพิจารณาดู ถ้ารู้สึกว่าใครไม่เหมาะสมกับตำแหน่งไหนก็บอกฉันได้เลย
การสนทนาระหว่างเราสามคนในครั้งนี้เป็นความลับ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ มีเพียงฉันกับท่านประธานสือเท่านั้นที่รู้”
ตอนที่พูดถึงคำว่า ‘ท่านประธานสือ’ กวนเสี่ยวพลันเหลือบมองสือเจียงหย่วน บนใบหน้าของเธอมีแววสงสัย
คังอิงรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ จึงยิ้มพลางบอกว่า “ท่านประธานสือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของห้างแห่งนี้ ห้างแห่งนี้เกิดจากเงินลงทุนของเขา แต่เขาได้มอบสิทธิ์ในการบริหารจัดการให้กับฉันแล้ว”
กวนเสี่ยวจ้องมองสือเจียงหย่วนด้วยความตกตะลึง เพราะในการลงทุนทั้งหมดนี้ไม่ได้มีชื่อของสือเจียงหย่วนอยู่ เธอจึงคิดมาโดยตลอดว่าสือเจียงหย่วนเป็นแค่เพื่อนของคังอิง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองนั้น กวนเสี่ยวไม่อาจบอกได้อย่างแน่ชัด เธอไม่กล้าคาดเดาเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย
แต่กวนเสี่ยวคิดไม่ถึงว่าสือเจียงหย่วนจะเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ!
ตอนนี้เองเธอถึงเข้าใจว่าทำไมสือเจียงหย่วนถึงได้อยู่ที่ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพกับคังอิงตลอดเวลา บางทีเขาอาจจะไม่สะดวกที่จะเปิดเผยตัวในฐานะผู้ลงทุน เพราะแบบนี้ชื่อของเขาถึงไม่ได้อยู่ในลิสต์รายชื่อ
กวนเสี่ยวกำลังคาดเดาไปเรื่อย
แต่ว่าสิ่งที่เธอคิดไม่ถึงก็คือ สือเจียงหย่วนทำเพื่อตอบแทนบุญคุณของคังอิง ดังนั้นเขาเลยไม่ได้คิดหวังผลตอบแทนอะไรจากการลงทุนครั้งนี้
ส่วนคังอิงเองก็รู้ว่าสือเจียงหย่วนลาพักงานโดยไม่รับเงินเดือน เธอคิดว่าการที่ไม่ใส่ชื่อเขาไว้ในรายชื่อผู้ลงทุนก็ดีเหมือนกัน หากในอนาคตเขายังคงทำงานเป็นข้าราชการ การมีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้ลงทุนของบริษัทอาจจะส่งผลเสียต่อเขา ดังนั้นคังอิงจึงไม่ได้ประกาศให้คนนอกรู้เรื่องที่สือเจียงหย่วนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
ถึงแม้ว่ากวนเสี่ยวจะไม่รู้ว่าทำไมสือเจียงหย่วนถึงได้ปิดบังฐานะของตัวเอง แต่ก็รู้ว่ามีแค่เธอคนเดียวในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ที่รู้ความลับนี้ในตอนนี้ ดูเหมือนประธานคังจะเชื่อใจเธอมาก
กวนเสี่ยวรู้สึกตื้นตันอยู่ในใจ คำพูดข่มขู่ไม่กี่ประโยคของจางชางเซิ่งที่เกือบทำให้เธอน้ำตาไหลนั่นเป็นแค่น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ตอนนี้ที่น้ำตาของเธอกำลังจะไหลออกมาอีกครั้ง มันคือน้ำตาแห่งความตื้นตันที่ได้รับความเชื่อมั่นจากคังอิง
กวนเสี่ยวรู้สึกว่าดวงตาร้อนผ่าว เธอจึงรีบก้มหน้าลงเพื่อปกปิดความรู้สึกของตัวเอง
หลังจากที่กวนเสี่ยวตรวจสอบรายชื่อการปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานอย่างละเอียดแล้ว เธอก็บอกขึ้นว่า "ประธานคัง ฉันรู้สึกว่าสองคนนี้ไม่เหมาะที่จะเป็นแคชเชียร์ค่ะ"
"ทำไมล่ะ?" คังอิงรู้สึกพอใจที่กวนเสี่ยวกล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา
"ก่อนหน้านี้พวกเขามักจะชอบหยิบฉวยของบริษัทไปใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะคนนี้ แม้ว่าภายนอกจะดูซื่อสัตย์ แต่เขาโลภมาก มักจะชอบเอาเปรียบบริษัทอยู่เสมอ
จำได้ไหมคะว่า ที่ชั้นสี่ของพวกเรามีห้องน้ำรวมอยู่ห้องหนึ่ง เพื่อประหยัดค่าน้ำ เขาถึงขนาดพาครอบครัวมาอาบน้ำที่นี่เลยค่ะ"
"อะไรนะ?" คังอิงสะดุ้งตกใจ เธอเบิกตากว้างพลางบอกว่า "มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ? ตอนนี้เขาก็ยังทำแบบนี้อยู่อีกเหรอ?"
“ใช่ค่ะ พวกเขามักจะมาช่วงสองทุ่มกว่าๆ หลังจากที่ทุกคนเลิกงานกันแล้ว ทั้งครอบครัวจะมาอาบน้ำที่นี่ มีคนหนึ่งคอยดูต้นทางอยู่ด้านนอก” กวนเสี่ยวบอก
“แต่ว่าในห้องน้ำรวมมีก๊อกน้ำไม่กี่จุด แถมยังไม่มีน้ำอุ่น ถึงจะเป็นช่วงฤดูร้อน การอาบน้ำเย็นก็คงไม่ดีเท่าไหร่มั้ง?” คังอิงนึกภาพไม่ออก
ต่อให้เป็นช่วงฤดูร้อนเธอก็ยังต้องอาบน้ำอุ่น เพราะรู้สึกว่าสะอาดและสบายตัวกว่า เธอเติบโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จะมีความทุกข์ยากลำบากอะไรที่ไม่เคยพบเจอบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมถึงต้องไปอาบน้ำที่ห้องน้ำสาธารณะ
“ถึงไม่มีฝักบัว พวกเขาก็รองน้ำใส่ถังแล้วอาบค่ะ” กวนเสี่ยวยิ้มแห้งๆ “คือการอาบน้ำเย็นน่ะ ไม่มีทางเลือกหรอกค่ะ ยังไงก็ต้องมีคนแบบนี้ที่ชอบเอาเปรียบของหลวง พวกเขาบอกว่าเป็นน้ำของหลวง ใช้ฟรีก็ไม่เห็นเป็นอะไร”