บทที่ 75 ด้ายแดงอีกเส้น
รักษาอาการป่วย!
นี่หวงเซิงเหม่ยไม่ได้เป็นบ้าใช่ไหม เธอเป็นหมอนั่งตัวเป็นๆอยู่ตรงนี้ จะให้เขาคนที่ยังไม่ได้แม้แต่ใบรับรองวิชาชีพสัตวแพทย์ ไปรักษาอาการป่วยให้น้องชายของเธอเนี่ยนะ
“หมอหวงครับ หมอไม่ได้กินเหล้าแต่หัววันใช่ไหม?”
ความโศกเศร้าฉายอยู่ในดวงตาคู่สวยของหวงเซิงเหม่ยเธอเพ่งสมาธิอยู่กับการขับรถพร้อมกับตอบกลับ
“ฉันรู้ว่าคุณคิดยังไงแต่ว่าโรคที่น้องชายฉันเป็นมันค่อนข้างประหลาด ฉันจนปัญญาแล้ว”
“แล้วผมจะช่วยได้เหรอ?”
“ถ้าคนในรูปนั้นเป็นคุณจริงๆ คุณต้องทำได้แน่”
ในน้ำเสียงของหวงเซิงเหม่ยแฝงไว้ด้วยความมั่นใจโดยไร้ซึ่งความเคลือบแคลงสงสัยเย่จื่อเฉินก็เหมือนกับได้รับความมั่นใจมาจากอีกฝ่ายด้วย แต่ก็ยังอดพูดไม่ได้
“คุณมั่นใจในตัวผมเกินไปแล้ว”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เย่จื่อเฉินก็มาถึงบ้านของหวงเซิงเหม่ย
“พี่ กลับมาแล้วเหรอครับ”
เพิ่งจะเข้ามาในบ้าน ก็พบเด็กผู้ชายใส่แว่นนั่งวีลแชร์อยู่ในห้องรับแขก
เด็กผู้ชายที่ดูแล้วอายุประมาณเจ็ดแปดขวบ ร่องรอยความขาวซีดจางๆฉายชัดอยู่ทั่วทั้งใบหน้า
ซึ่งเขาก็คือหวงอี้ น้องชายของหวงเซิงเหม่ย
“คุณไอดอล”
และในตอนนี้ เย่จื่อเฉินก็ได้เดินเข้ามาในตัวบ้านแล้วดวงตาของหวงอี้เป็นประกายทันที ก่อนจะหมุนวีลแชร์มาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่จื่อเฉินแล้วมองสำรวจเขาขึ้นลงหลายครั้ง
“คุณไอดอลจริงๆ ด้วย คุณไอดอลมาทำอะไรที่นี่ครับ พี่ครับคงไม่ใช่ว่าเขาเป็นแฟนพี่หรอกนะ”
ในดวงตาของหวงอี้เต็มไปด้วยประกายความตื่นเต้นเย่จื่อเฉินค่อนข้างงงไปกับสิ่งที่เขาพูด หวงเซิงเหม่ยก็หน้าแดงก่อนจะยกมือขึ้นไปเคาะหัวน้องชายเล็กน้อย
“พูดเพ้อเจ้ออะไร เขาเป็นคนที่พี่พามารักษาอาการป่วยให้เรา”
“คุณไอดอลจะรักษาอาการป่วยให้ผม”
หวงอี้มีสีหน้าเปลี่ยนไป พอเห็นสีหน้าของเขาหวงเซิงเหม่ยก็รีบเอ่ยปากอธิบาย
“เสี่ยวอี้ เราอย่าคิดมากนะ เขา…”
“เยี่ยมไปเลย ผมต้องทำยังไงครับ?”
แต่ใครจะไปคิดว่าว่าหวงอี้จะยิ้มดีใจขึ้นมา หวงเซิงเหม่ยเริ่มจะมึนงงไปกับน้องชายของเธอก่อนหน้านี้ที่ได้หาคนมารักษาเขา น้องชายของเธอก็ต่อต้านมากไม่เคยให้ความร่วมมือแบบนี้สักครั้ง
แต่ครั้งนี้หวงอี้ให้ความร่วมมือกับการรักษา ซึ่งสำหรับหวงเซิงเหม่นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก
“เย่จื่อเฉิน ที่ฉันพาคุณมาก็เพราะว่าอยากให้คุณช่วยดูหน่อยว่าขาของน้องชายฉันยังสามารถรักษาให้หายได้ไหม?”
สายตาจับจ้องอยู่ที่ขาของหวงอี้
พิการแต่กำเนิด
นี่น่าจะเป็นโรคที่เกิดจากมารดาที่มีครรภ์ผิดปกติ
“ฉันเคยหาผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกมารักษาเขาหลายคน แม้แต่ศาสตราจารย์เจิ้งเฉิงฉันก็เคยไปหามาแล้วแต่ก็ไม่มีวิธีที่จะรักษาอาการได้เลย”
ในดวงตาของหวงเซิงเหม่ยแสดงความกังวลออกมา
“หาที่นอนลงไป”
เย่จื่อเฉินเปิดปากพูดขึ้น
บอกตามตรง ว่าจู่ๆเย่จื่อเฉินชักเริ่มนับถือใจของพี่สาวอย่างหวงเซิงเหม่ย
อาการของหวงอี้นั้น คือร่างกายส่วนล่างทั้งหมดไม่สามารถใช้การได้
หวงเซิงเหม่ยจึงคอยดูแลมาโดยตลอด คู่ควรแก่การชื่นชม
“ได้เลยครับ”
ยังไม่ทันที่หวงเซิงเหม่ยจะได้เอ่ยปากหวงอี้ก็หมุนวีลแชร์กลับไปที่ห้องนอนทันที
เขานอนลงบนเตียงด้วยความช่วยเหลือจากเย่จื่อเฉินและหวงเซิงเหม่ย ก่อนที่เย่จื่อเฉินจะยื่นมือไปกดบริเวณหลังเอวของเขาสองครั้ง
“มีความรู้สึกไหม?”
“ไม่รู้สึกครับ”
“ตรงนี้ล่ะ?”
“มีความรู้สึกแบบบอกไม่ถูกนิดหน่อยครับ”
หลังจากที่กดดูคร่าวๆ อีกไม่กี่จุด เย่จื่อเฉินจึงเก็บมือกลับมา
“เป็นยังไงบ้าง?”
หวงเซิงเหม่ยเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล
“รักษาได้ แต่…”
“แต่อะไร?”
หวงเซิงเหม่ยตื่นเต้นจนไม่เป็นอันทำอะไร เย่จื่อเฉินยกมือขึ้นเป็นสัญญาณไม่ให้เธอวู่วามเกินไปแล้วจึงพูดขึ้น
“ไอ้รักษาน่ะมันรักษาได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้อีกสองสามวันเดี๋ยวผมมาดูอีกที”
“ทำไมต้องอีกสองสามวัน? คุณอยากได้อะไรก็พูดมาตรงๆเลย ขอแค่ทำให้น้องชายฉันยืนขึ้นได้ต่อให้ฉัน…”
คำพูดของหวงเซิงเหม่ยหยุดชะงักไปทันทีส่วนเย่จื่อเฉินก็มีสีหน้ายิ้มกรุ้มกริ่ม
“ต่อให้หมอทำไมเหรอครับ?”
หวงเซิงเหม่ยไม่พูด
เย่จื่อเฉินรู้ว่าเมื่อครู่นี้เธอพูดจาหุนหันพลันแล่นไปหน่อยจึงไหว่ไหล่ยิ้มให้เธอแล้วพูด
“ผมไม่ใช่คนที่ได้ทีเอาเปรียบคนอื่นแบบนั้นหรอกนะตอนนี้ผมไม่มีวิธีที่จะรักษาน้องชายหมอจริงๆเมื่อไรที่ผมรักษาได้ผมก็ต้องบอกหมออยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”
ในตำราแพทย์ของไท่ซางเหล่าจวินต้องมีวิธีที่รักษาอยู่แล้วเพียงแต่วิธีรักษาจะค่อนข้างแตกต่างจากการฝังเข็มแบบจีนและการแพทย์ตะวันตก
เขาใช้พลังลมปราณในการรักษา
ที่เมื่อครู่เย่จื่อเฉินกดจุดของหวงอี้ก็ใช้พลังลมปราณแต่อนิจจาที่เขาเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ตำราแทพย์เหล่านั้นการสำรองพลังจึงยังไม่มากพอ
หากต้องการเปิดเส้นเลือดลมที่ตีบตันของหวงอี้ พลังที่ใช้ก็ต้องมีปริมาณสูงมาก
ตอนนี้เขา…
มีอยู่เพียงแค่น้อยนิด
“พี่ครับ พี่รู้จักกับคุณไอดอลได้ยังไงครับ?”
หลังจากที่เย่จื่อเฉินกลับไปแล้วหวงอี้ก็นอนเลิกคิ้วมองหวงเซิงเหม่ยอยู่บนเตียง
“คุณไอดอลอะไรกัน พี่ไม่เห็นเข้าใจเลยตั้งแต่ที่เจอเราก็เอาแต่เรียกเขาว่าคุณไอดอลคุณไอดอล ตกลงว่ามันคืออะไร?”
คิ้วสวยของหวงเซิงเหม่ยชี้ขึ้น เธอหยิบเอาโทรศัพท์ออกมากดเปิดวิดีโอบนเว่ยป๋อ
“นี่อะไรเหรอ?”
“พี่ฟังสิครับ คุณไอดอลของผมร้อง”
หวงอี้ยื่นโทรศัพท์ไปให้ หวงเซิงเหม่ยมองวิดีโอบนหน้าจอด้วยสีหน้าสงสัย
“เย่จื่อเฉิน!”
พอได้เห็นคนบนหน้าจอ หวงเซิงเหม่ยก็เลิกคิ้วขึ้น
แต่ว่าฟังท่อนแรกก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรพิเศษเลยเธอคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าทำไมเขาถึงได้กลายเป็นไอดอลของน้องชาย
จนเมื่อถึงท่อน…
‘คุณไม่ต้องแบกรับกับการจากลาของเราก็ได้…’
ตึก
ในนาทีที่ได้ฟังท่อนนี้ หัวใจของหวงเซิงเหม่ยก็เต้นรัวขึ้นมาทันที
เสียงร้องของเย่จื่อเฉินในวินาทีนั้นได้พุ่งทะลุเข้าสู่ห้องหัวใจของเธอราวกับดาบอันแหลมคม
หัวใจเต้นระรัว
ติ๊ง!
ได้รับด้ายแดงหนึ่งเส้น
เย่จื่อเฉินยืนอึ้งอยู่ใต้คอนโดของหวงเซิงเหม่ยไปชั่วขณะทำไมถึงได้รับด้ายแดงล่ะ
กดเปิดหีบสมบัติ
ผู้ดึงเชือกเย่จื่อเฉิน ผู้ถูกดึงหวงเซิงเหม่ยระดับความรู้สึกดีปัจจุบันอยู่ที่ 10
บ้าน่า
เย่จื่อเฉินตาเบิกกว้าง ในใจเต็มไปด้วยความมึนงงพูดไม่ออกเขากับหวงเซิงเหม่ยยังไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วทำไมถึงได้มีด้ายแดงโผล่ขึ้นมาได้ล่ะ
หรือจะเป็นเพราะเขารักษาอาการป่วยให้น้องชายเธอผู้หญิงคนนี้เลยจะตอบแทนด้วยร่างกายจริงๆ?
แต่นี่ยังไม่ได้เริ่มทำการรักษาเลยนะ!
เย่จื่อเฉินยีผมเล็กน้อยก่อนจะเรียกแท็กซี่คันหนึ่งเมื่อใดที่ด้ายแดงถูกสร้างขึ้นมา ก็แปลว่าอีกฝ่ายต้องเกิดความรู้สึกดีกับเขาแน่นอน
นี่มันเรื่องอะไรกัน
เขาสะบัดหัว แล้วโยนเรื่องด้ายแดงของหวงเซิงเหม่ยทิ้งไว้ก่อน
“ไปไหนครับ?”
“โรงพยาบาลปิงเฉิง”
เพิ่งพูดจบ โทรศัพท์ของเย่จื่อเฉินก็ดังขึ้นมา
"เย่จื่อเฉินใช่ไหม?"
เบอร์ที่โทรเข้ามาเป็นเบอร์ไม่มีชื่อฟังจากเสียงที่แฝงไว้ด้วยความดุดันในสปีกเกอร์โฟน เย่จื่อเฉินจึงเลิกคิ้วพูดขึ้น
“ใช่ ฉันเอง”
“รูมเมทของแกอยู่ในกำมือพวกฉัน ถ้าไม่อยากให้พวกมันเป็นอะไรก็มาหาฉันที่โรงงานร้างที่เขตเมืองฝั่งตะวันออก”
หนังหัวของเย่จื่อเฉินชาไปหมด
“ทำไมฉันต้องเชื่อแกด้วย”
“จื่อเฉิน อย่ามานะ…”
จู่ๆ เสียงตะโกนของไป๋อี่ในสปีกเกอร์โฟนก็ดังขึ้นมา ไม่นานเสียงอู้อี้เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากอีกด้านของโทรศัพท์
“พวกรูมเมทของแกนี่มันไม่ค่อยจะเชื่อฟังเลยนะ…โรงงานร้างเขตเมืองฝั่งตะวันออกจำไว้ว่าแกต้องมาคนเดียว…”
ติ๊ด
โทรศัพท์โดนอีกฝ่ายตัดสายไปยิ่งพอได้ยินเสียงที้วุ่นวายจากในโทรศัพท์ กำปั้นของเย่จื่อเฉินก็กำแน่น
“โชเฟอร์ เปลี่ยนเส้นทาง ไปเขตเมืองฝั่งตะวันออก!”