ระบบแลกเปลี่ยนไขมัน

    บทที่ 46 ดอกไม้แห่งชั้นเรียนถูกไล่ออก

    บทที่ 46 

    ดอกไม้แห่งชั้นเรียนถูกไล่ออก 


    เอ้อซีซีจากไป 2 วันแล้ว 


    ตลอด 2 วันมานี้ อู๋ตี้นั้นมีปัญหากับการกินการนอนมาตลอดเลย แต่ในท้ายสุด ความกังวลของเขามันก็มลายหายไป นั่นก็เพราะว่าหลังจากที่เอ้อซีซีลงรถไฟแล้ว เธอก็โทรมาคุยกับอู๋ตี้อีกครั้ง 


    รถไฟของเธอนั้นถึงที่หมายอย่างปลอดภัยดี และตอนนี้เธอกำลังจะเดินเข้าไปในภูเขา ดังนั้นแล้วมันจะไม่มีสัญญาณให้ติดต่อ แต่กระนั้นแล้วเอ้อซีซีก็สัญญากับอู๋ตี้ว่าจะโทรไปหาเขาเมื่อเข้าเมือง อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง 


    เพียงแค่ได้ยินว่าเอ้อซีซีถึงที่หมายอย่างปลอดภัย อู๋ตี้ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเยอะ


    อู๋ตี้หัวเราะกับตัวเอง เขานั้นเป็นห่วงและกังวลมากๆ ดูเหมือนว่าตั้งแต่ที่เธอออกไปจากสถานีวันนั้น ทุกวันทุกคืนเขาก็เอาแต่เฝ้าภาวนาให้เธอปลอดภัยมาโดยตลอด 


    ชีวิตกลับสู่ความปกติแล้ว เขาเข้าเรียนเหมือนทุกวัน และวิชาเรียนก็เริ่มต้นขึ้น 


    แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับไม่เห็นซูหลี่เหยาเข้าห้องเรียนมาหลายวันแล้วเหมือนกัน 


    มันไม่ใช่ว่าเพราะอู๋ตี้ยังห่วงใยซูหลี่เหยาอยู่หรอกนะ แต่เพราะเขาคิดว่ามันแปลกมากกว่า เพราะว่าอีก 1-2 อาทิตย์มันก็จะเข้าสู่ช่วงสอบปลายภาคแล้ว แม้แต่นักเรียนที่เกรดแย่เองยังใช้เวลานี้เพื่อพยายามสร้างปาฏิหาริย์กันทั้งนั้น ไม่งั้นแล้วเกรดของพวกเขาคงไม่น่าเชยชมกันแน่ๆ 


    ไม่กี่วันให้หลัง เขาก็ได้รับข้อความจากอาจารย์ในห้องเรียนว่าซูหลี่เหยานั้นถูกไล่ออกไปแล้ว 


    ข่าวนี้มันแพร่กระจายเร็วอยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้ว่าเกรดเธอจะไม่ได้ดีมากนัก แต่เกรดเธอก็ไม่ได้แย่ และแม้ว่าเธอจะทำตัวไร้สาระบ่อยๆ แต่สิ่งที่เธอทำก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนทั่วๆไป นอกจากนี้ เธอเองยังเป็นถึงดอกไม้แห่งชั้นเรียน ทำไมจู่ๆถึงมาถูกไล่ออกแบบนี้ล่ะ?


    จริงๆแล้วเรื่องนี้ก็มีไม่กี่คนหรอกที่รู้ว่าคนที่ไล่ซูหลี่เหยาออกนั้นก็คืออาจารย์ที่โดนอู๋ตี้ฟาดหน้าด้วยพระกระโดดกำแพงหนีเมื่อตอนนั้นนั่นแหละ 


    ในวันนั้น หลานเสวี่ยปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมพาตัวอู๋ตี้ออกไป มันทำให้อาจารย์คนนั้นเข้าใจผิดว่าอู๋ตี้นั้นสืบเชื้อสายมาจากตระกูลผู้ดีมาซะงั้น เขากังวลมากๆ และกลัวว่าวันหนึ่งตนเองจะถูกบีบให้ออก 


    หลายวันต่อมา ถึงแม้มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาก็ยังคงกังวลอยู่ ความแค้นที่เขามีต่อเด็กสาวผู้บอกว่าอู๋ตี้เป็นแค่ไอ้ขี้แพ้นั้นมันตระหนักแน่นอยู่ในหัวของเขามาตลอด 


    และในที่สุดเขาก็ได้พบซูหลี่เหยาอีกครั้ง แถมเธอนั้นยังเดินอยู่ข้างถนนด้วยมีหน้าระรื่นอีกด้วย ยิ่งได้เห็นเธอฮัมเพลงแบบสบายอกสบายใจ เขาก็ยิ่งโกรธขึ้นไปอีก 


    ทำให้ฉันต้องมาวิตกกังวลอยู่หลายวัน ขอบคุณจริงๆแม่สาวน้อย ในขณะที่เธอกำลังมีความสุขกับการสวมชุดเดรสประดับลายดอกไม้ตัวสวยพร้อมกับใช้ชีวิตโดยไม่สนใจคนอื่นเลยว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง ดังนั้นแล้ว ฉันน่ะ จะไม่ปล่อยให้เธอมีชีวิตสุขสบายแบบนี้หรอกนะ


    เขาจับตัวซูหลี่เหยาพร้อมกับยัดเยียดความผิดแบบไม่มีหลักฐานขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นดูถูกอาจารย์ผู้สอน ไม่เคารพเหตุผลของอาจารย์ ทั้งนี้ก็เพื่อนำตัวเธอไปยังออฟฟิศอาจารย์และลงโทษเธอได้


    แต่กระนั้น ถึงแม้ว่าซูหลี่เหยาจะตัวเล็ก แต่ว่าเธอก็ไม่ใช่พวกยอมใครง่ายๆ ในเมื่อเธอโดนยัดเยียดความผิดโดยไร้เหตุผล ทำไมเธอจะต้องยอมให้? เพราะงั้นแล้วเธอจึงกล้าที่จะปะทะคารมกับอาจารย์ตรงหน้าแบบไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น


    หลังจากที่เธอเริ่มก่อเรื่องในออฟฟิศอาจารย์แล้ว ไม่มีใครสนใจรูปลักษณ์ที่งดงามของเธออีกต่อไป รวมถึงผู้อำนวยการเองยังต้องตกใจ 


    อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการนั้นเข้ามาที่ออฟฟิศแห่งนี้โดยที่ไม่รู้เลยว่าซูหลี่เหยานั้นเป็นบ้าอะไรไปแล้ว เพราะเธอนั้นเปิดปากด่าแม้กระทั่งตัวผู้อำนวยการเอง 


    ในท้ายสุด เธอก็ข่มขู่ทุกๆคนด้วยความหยิ่งผยอง “พวกแกทุกคนจงจำฉันไว้ให้ดีเลยนะ ฉัน ซูหลี่เหยาผู้นี้ จะกลายเป็นบุคคลที่พวกแกไม่สามารถตอแยได้อีกในอนาคต! และพวกแกแต่ละคนน่ะ ไม่มีวันเทียบแม้กระทั่งรองเท้าฉันได้ด้วยซ้ำ!” หลังจากที่เธอโพล่งประโยคนี้ออกไปแล้ว ที่แห่งนี้ไม่มีที่ไหนให้เธอได้อาศัยอยู่อีกต่อไป ผู้อำนวยการนั้นโกรธเธอมากๆจนเปิดปากไล่         ซูหลี่เหยาออกไป 


    อย่างไรก็ตาม ซูหลี่เหยาเองก็ดูจะไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว เพราะขนาดเธอโดนไล่ออก เธอก็ยังแสดงท่าทีที่ไม่แยแสอะไรออกมา และก่อนจะออกจากที่นี่ เธอยังทิ้งประโยคที่ชวนให้สงสัยไว้อีก “แล้วพวกแกจะต้องเสียใจ!”

    มันฟังดูน่าขันเมื่อนักเรียนคนนี้ตั้งใจจะทำให้เหล่าอาจารย์และผู้อำนวยการต้องเสียใจที่ทำแบบนี้กับเธอ เธอจะทำอะไรกันนะ? 


    ด้วยเรื่องดังกล่าวมันเกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัย มันจึงไม่ได้กระจายออกไปในวงกว้างนัก เพราะทางมหาวิทยาลัยเองก็คงจะไม่ปล่อยเรืองนี้ให้แพร่สะพัดออกไปข้างนอกเหมือนกัน ลองคิดดูว่าถ้าเรื่องที่นักศึกษามีปัญหาทะเลาะโหวกเหวกกับอาจารย์และผู้อำนวยการหลุดออกไปข้างนอก อนาคตของนักเรียนที่เรียนอยู่ที่นี่หรือกำลังจะเข้ามาเรียนที่นี่ได้มีปัญหากันแน่ 


    อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้มันก็ยังแพร่กระจายไปพื้นที่รอบข้างบ้างนิดๆหน่อยๆ เพราะว่าตอนเกิดเหตุนั้น เสียงจากในออฟฟิศอาจารย์มันก็ดังในระดับหนึ่งจนคนด้านนอกสามารถได้ยินเหตุการณ์นี้ได้ 


    ส่วนตัวอู๋ตี้เองหลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ทำได้แค่ถอนหายใจด้วยความช่วยไม่ได้จากส่วนลึกของจิตใจ 


    ในขณะเดียวกัน เขาก็มองว่ายังไงซะปัญหานั่นก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาอยู่ดี และในเมื่อมันไม่เกี่ยวข้อง เขาก็ไม่อยากจะคิดถึงมันให้ปวดหัว 


    เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับเธออีก นั่นหมายถึงผู้หญิงไร้สาระและจอมโกหกคนนี้ได้หายไปจากสายตาเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่อยากจะข้องเกี่ยวใดๆกับเธออีกแม้แต่นิดเดียว 


    ยามที่บาดแผลที่ถูกกรีดไว้ในใจมันขยายตัวมากขึ้น แม้แต่เดิมจะเคยมองเธอเพอร์เฟ็คขนาดไหน ยังไงเสียมันก็ต้องจบลง


    อู๋ตี้ ไม่ได้รับอิทธิพลใดๆจากซูหลี่เหยาอีกต่อไปแล้ว 


    เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเธอจะทำอะไรหรือไปอยู่ที่ไหนมันก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาทั้งสิ้น 


    วันเดียวกัน บริเวณส่วนกลางของเมืองตงหลิง ที่ซึ่งเป็นโซนที่รวบรวมคฤหาสน์หรูไว้มากมาย 


    คฤหาสน์หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสุด มันค่อนข้างจะแตกต่างกับคฤหาสน์หลังอื่นๆอยู่มากนัก ไม่เพียงแค่มันมีพื้นที่ใช้สอยปริมาณมหาศาล แต่มันยังมีรั้วสูงกว่า 3 เมตรห้อมล้อมไปทั่วทั้งบริเวณที่เป็นเขตของมันจนเห็นเด่นชัดอีกด้วย 


    และถ้าหากคุณมองผ่านช่องว่างระหว่างรั้วนั้นไป คุณก็จะเห็นว่าภายในนั้นมีสวนขนาดใหญ่และทุ่งหญ้ากว้าง ซึ่งมันรวบรวมเอาดอกไม้สวยงามขนาดเล็กเอาไว้มากมาย รวมถึงมีพวกคนงานมากมายหลายคนคอยเดินดูแลมันอยู่ 


    การตกแต่งภายในส่วนใหญ่ของคฤหาสน์หลังนี้นั้นเรียกได้ว่างดงามมากๆ สถาปัตยกรรมบางส่วนนั้นเป็นแบบยุโรป และเมื่อมองรวมทั้ง 6 ชั้นที่ถูกตกแต่งอย่างเต็มที่แล้วนั้น ที่แห่งนี้มันก็ปราสาทดีๆเลยนั่นเอง


    มันเป็นสิ่งที่แม้แต่คนรวยด้วยกันเองยังต้องอิจฉา การที่จะได้ครอบครองคฤหาสน์หรูระดับนี้ท่ามกลางย่านคฤหาสน์ใจกลางเมืองซึ่งได้ทั้งพื้นที่กว้างขวาง สวนขนาดใหญ่ สนามหญ้า บ่อน้ำแล้วก็ป่าขนาดย่อม จะต้องเป็นคนแบบไหนถึงจะมีสิทธิ์ในส่วนนี้ 

    เพราะงั้นแล้ว เรื่องแบบนี้มันอยู่เหนือกว่าสิ่งที่เหล่าสามัญชนคิดมากโขเลย 


    แต่ในตอนนี้ ภายในคฤหาสน์ที่หรูหราระดับราชวังที่มีบรรยากาศสุดแสนจะดีนี้ 


    ภายในห้องโถงที่กว้างขวางและสว่างไสวของชั้น 1 นั้น ชายวัยกลางคนราวๆ 50 ปีกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้มะฮอกกานีระดับสูง 


    อุณหภูมิภายในห้องนั้นมันสูงขึ้นเพราะความโกรธและหยิ่งผยองในตัวเองของเขาคนนั้น ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมของเขานั้นดูเศร้าสร้อยและดุร้ายในเวลาเดียวกัน มันแสดงให้เห็นเลยว่าเขานั้นกำลังอารมณ์บูดสุดๆ 


    เบื้องล่างเขานั้นมีผู้คนเรียงแถวกัน 2 แถวสวมชุดยูนิฟอร์มสีดำเหมือนกับในหนังอันเดอร์เวิลด์ 


    พวกเขาทุกคนล้วนสั่นกลัวซึ่งสังเกตได้จากเหงื่อที่ไหลออกมาจากหน้าผากในตอนนี้ ไม่มีใครสักคนที่กล้าจะสบตาชายกลางคนที่อยู่เหนือขึ้นไป 


    “เกิดอะไรขึ้น?”


    ทันใดนั้นจู่ๆชายกลางคนก็เปิดปากพูดขึ้นมา เสียงที่ดังกังวานนั้นสามารถทำให้คนที่ได้ยินตกอยู่ในอำนาจแห่งความกลัวได้ไม่ยาก และด้วยบรรยากาศอย่างนี้แล้วผลของมันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก 


    “แค่เรื่องเล็กๆแค่นี้ยังทำไม่สำเร็จ แล้วต่อไปจะหวังพึ่งอะไรได้? ไล่ให้ไปตายเพื่อฉันให้หมดซะดีไหม?”


    ด้วยความโกรธ ชายผู้อยู่เหนือทุกคนในห้องโถงตอนนี้ก็เขวี้ยงลูกวอลนัททั้งสองลูกในมือออกไปใส่หน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า


    แรงปะทะนั้นทำให้เขาล้มลงไปกับพื้นทันทีพร้อมๆกับมีเลือดไหลออกมาอีกด้วย ลูกวอลนัทคู่นั้นปะทะกับหัวเขาจังๆจนสิ่งที่แตกก็คือหัวเขา และเลือดที่ไหลก็มาจากแผลที่โดนลูกวอลนัทกระแทกหัวนั่นแหละ 


    แต่ชายคนนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องแผลนั่นนัก เขารีบปัดเลือดออกและลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น 


    คนอื่นๆเองก็เช่นกัน พวกเขายืนนิ่งราวกับไม่มีใครกล้าหายใจ 


    เห็นดังนั้นชายวัยกลางคนก็ลุกขึ้นพร้อมกับความโกรธเกรี้ยวที่คุกรุ่นอยู่ในดวงตา


    “ลูกชายของฉัน เจ้านายของพวกแก ถูกทำลายจุดหมายสูงสุดในชีวิตไปแล้ว! แล้วนี่มันก็ผ่านมาตั้ง 3 วันแล้ว แต่พวกแกก็ยังไม่มีใครหาตัวเจอว่าใครที่มันทำลูกฉันแบบนี้!”


    ใช่แล้ว ชายกลางคนที่กำลังเกรี้ยวกราดนี้คือ 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่แห่งเมืองตงหลิง ผู้นำแห่งตระกูลเย่ เย่เฉิน 


    เมื่อ 3 วันก่อนนั้น เขาได้รับข่าวด่วนเข้ามาว่า คฤหาสน์ที่อยู่ทางชานเมืองตอนใต้นั้นถูกถล่ม และลูกชายของเขาเย่เหลียงถูกพบว่าอยู่ในนั้นพร้อมกับนำส่งพยาบาลด้วยอาการที่ค่อนข้างจะร้ายแรง


    เขาวางทุกๆอย่างในมือลงและรีบมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลทันทีเพื่อดูอาการเย่เหลียง 


    อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจของเย่เหลียงนั้นก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ ในแง่ของอันตรายถึงชีวิต หากแต่เขานั้นไม่เหลือสิ่งที่แสดงออกถึงความเป็นชายได้อีกต่อไปแล้วตั้งแต่วินาทีนั้น


    สิ่งนี้มันเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวของเย่เฉินเลย 


    เพราะเมื่อตอนที่เย่เฉินยังหนุ่มนั้น เขาอุทิศตนให้กับงานที่ทำ ซึ่งนั่นมันทำให้เขาไม่มีลูกเลยจนกระทั่งอายุเข้าใกล้เลข 4 


    ดังนั้นแล้ว ตลอดการเจริญเติบโตของธุรกิจที่ทำอยู่นั้น เย่เฉินไม่มีลูกไว้สืบสกุลเขาเลย 


    ครั้นเมื่อได้ลูกชายมา เย่เฉินเลยตามใจเขาไปซะทุกอย่าง ซึ่งนี่เองที่เป็นจุดที่ทำให้เย่เหลียงนั้นหยิ่งยโสและไม่เกรงกลัวกฏหมาย 


    ทั้งนี้ด้วยสถานะของเย่เฉินในเมืองตงหลิงแห่งนี้ เขาคิดว่ามันต้องไม่มีใครกล้าที่จะทำร้ายลูกชายของเขาเป็นแน่แท้ นั่นเพราะเขาน่ะเติบโตมากับข้างถนน จนถึงตอนนี้ผู้คนข้างถนนเองก็ยังนับถือเข้าเป็นพี่ใหญ่เฉินเลย 


    เช่นนั้นแล้วเย่เหลียงเองจึงมีความสุขในเมืองนี้มากๆ เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน ไปทำอะไร บารมีของพ่อของเขาก็จะทำให้เขานั้นสามารถทำได้ทุกสิ่งที่ต้องการ


    เพราะงั้นแล้ว เขาจึงไม่คาดคิดเลยว่าเย่เหลียงจะประสบเหตุการณ์แบบนี้เข้ากับตัว แถมสิ่งที่เกิดยังพรากความเป็นชายไปจากเขาอีก เรื่องนี้มันทำให้เย่เฉินโกรธจริงๆ โกรธแบบโกรธเกรี้ยวมากๆ 


    เขามองว่าใครก็ตามที่ทำเรื่องโหดร้ายทารุณแบบนี้ มันผู้นั้นต้องหวังจะให้เย่เหลียงต้องกลายเป็นคุณนายแทนแน่ๆ

    ด้วยเหตุนี้ เขาจึงออกคำสั่งไปในคราแรกเลยว่า เหล่าสมาชิกตระกูลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา ต้องไปหาให้เจอว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ และเมื่อเจอตัวแล้ว ก็จัดการมันทั้งตระกูลไปเลย!


    คล้ายกับเรื่องระบบแลกเปลี่ยนไขมัน ที่คุณอ่าน