ตอนที่ 50 – ผิดคาด
“นี่ แม่ครับ” พสุยังคงอยู่กับแม่เขาอยู่ในห้องพักคนไข้รวมและพูดคุยด้วย ตามคำสั่งที่หมอบอก “แม่ทำขนมไทยขาย แม่ยังจำได้ไหม? แม่ทำอร่อยด้วย ใครๆ ในอาณาเขตก็ชื่นชอบกันทั้งนั้น”
ฝ่ายแม่ของพสุก็ส่ายหน้าออกมา เธอจำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่พสุที่เป็นลูกชาย แล้วก็จำเรื่องจิปาถะต่างๆ ไม่ได้เลย พสุถึงกับถอนหายใจออกมา แต่เขาก็หวังว่าความจำของแม่จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” พสุบอกออกมาพลางหายใจออก “อ้อ แม่หิวไหม? เดี๋ยวผมไปบอกนางพยาบาลว่าให้เอาอาหารมาให้ดีกว่านะ”
“ไม่เป็นไรหรอก รบกวนเปล่าๆ” แม่ของพสุพูดออกมาแบบนั้น ทำเอาพสุที่กำลังจะเดินออกไป ต้องหันมามองแม่ของตัวเอง แล้วเขาก็ทำหน้าเศร้า
“รบกวนอะไรครับ?” เขาถามแม่ของตัวเอง “ผมเป็นลูกแม่นะ เพราะงั้น ไม่มีเรื่องไหนที่ทำให้ผมลำบากใจหรอก”
เขาออกจะเสียใจที่แม่ของเขาพูดแบบนั้นออกมา เพราะมันเหมือนไม่ใช่แม่ลูกกัน เหมือนคนอื่นห่างไกล แม่เขาบอกว่า ‘รบกวนเปล่าๆ’ นั่นไม่ได้ทำให้เขายินดีเลย พสุเลยบอกอีกทีว่าจะไปหานางพยาบาลเพื่อหาข้าวมาให้แม่กิน
ในขณะที่เขาป้อนข้าวให้แม่ที่นอนอยู่บนเตียง มื้ออาหารตอนกลางวันเป็นแกงจืดกับไข่เจียวแล้วก็ข้าวสวย แม่ของพสุกินเข้าไป ในตอนนั้นเอง พันธกรก็เดินเข้ามาภายในห้องพักคนไข้รวม และเดินทางมาหาพสุที่เตียงของแม่พสุ
“ไอ้ดิน” พันธกรทักทายเพื่อนสนิท พสุหันมาหาเขาแล้วก็ยิ้มให้ ก่อนจะวางถ้วยใส่ข้าวของแม่ลงบนโต๊ะก่อน
“ว่าไง? ไอ้พัน มาเยี่ยมเหรอ?” เขาถามกลับ พันธกรก็พยักหน้าอย่างยอมรับ
“ฉันอยู่โรงเรียนต่อไปไม่ได้แล้ว มีแต่คนเกลียดฉัน” พันธกรพูดขึ้นมา ทำเอาพสุถึงกับงุนงง แต่ไม่นาน เขาก็นึกออกว่าเป็นเรื่องอะไร?
“แกน่าจะแก้ข่าวนะ” พสุแนะนำให้พันธกรฟัง “ว่าแกไม่ได้เป็นคนฆ่าไอ้บ๊อบ คนที่จะฆ่าแกคือไอ้บ๊อบต่างหาก”
“แต่ข่าวก็กระจายแพร่ไปรวดเร็วแล้ว เหมือนไฟลามทุ่ง ขืนฉันแก้ตัวไปก็เหมือนเดิม ไม่มีใครเชื่อหรอก” พันธกรถอนหายใจออกมา พสุเลยบอกกับแม่ว่าขอคุยกับเพื่อนสักครู่หนึ่ง แล้วเขาก็หันมาหาพันธกร
“มันยังมีทางอยู่นะ” พสุพูดออกมา แต่พันธกรไม่เห็นว่าจะมีทางที่ไหนเลยในการที่จะแก้ตัว เขาพูดออกไป พสุเลยนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“พี่สินไง” พสุออกความเห็นออกมา “พี่สินเป็นคณะกรรมการนักเรียนนี่ เป็นสโมสรใช่ไหมล่ะ? ให้เขาช่วยแก้ต่างให้สิ เขามีอำนาจนะ ถ้านายอยากจะแก้ตัว”
“ไม่ต้องหรอก” พันธกรโบกมือไปมา “บอกแล้วไงว่า ถ้ามีพวกแก พวกสา แล้วก็พวกพี่สินเข้าใจฉันว่าเป็นอะไร ฉันก็พอใจแล้ว ฉันไม่ฟังเสียงนินทาของคนรอบข้าง”
“แต่นายจะไม่ได้ไปโรงเรียนนะเว้ยแบบเนี้ย” พสุบอกออกมา “แล้วจะให้ฉันเรียนกับใคร? ฉันก็มีแต่แกเท่านั้น”
พันธกรถึงกับหุบปากไปเลย เป็นเรื่องจริงที่เขาต้องเรียนหนังสือกับพสุ แล้วถ้าเขาไม่แก้ข่าว เขาจะมาโรงเรียนได้อย่างไร? พันธกรคิดไปคิดมาจนปวดศีรษะ แล้วเขาก็บอกออกมา
“เออ จะหาทางแก้ตัวละกัน แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอก” พันธกรบอกแบบนั้นกับพสุ ทำเอาพสุยินดี แล้วเขาก็ขออนุญาตพันธกร ไปตักข้าวให้แม่กินเหมือนเดิม พันธกรที่เห็นพสุกำลังบริการแม่ เขาก็ถามแม่ของพสุว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง?
“ก็ปวดหัวน้อยลงนิดหน่อยแล้วจ้ะ” แม่ของพสุที่จำพันธกรไม่ได้ว่าออกมา “ว่าแต่ เรื่องที่เธอเป็นเด็กทหารม.ปลายที่ช่วยกับผู้ใหญ่รบกับพวกเอไอนั่นเป็นเรื่องจริงเหรอ?”
พันธกรเงยหน้าขึ้นมา เขาคิดว่าแม่ของพสุจะลืมเรื่องทุกอย่างไปหมดเสียอีก แต่นี่เธอยังจำได้ว่าพวกเอไอยึดครองโลกอยู่ ก็แสดงว่าไม่น่าจะเป็นอะไรมาก แล้วเขาก็พยักหน้า ยอมรับเรื่องที่แม่ของพสุพูดออกมา
“โห เก่งนะ ตัวแค่นี้ ดันออกไปสู้รบแล้ว แล้วใช้อาวุธเป็นเหรอ?” แม่ของพสุถาม พันธกรก็พยักหน้าอีกครั้ง แล้วก็บอกออกมาว่า เขาถูกฝึกให้ ‘ฆ่า’ ให้เป็นแล้ว ไม่ว่าจะอาวุธปืนหรืออาวุธที่ไม่ใช่ปืน พอแม่ของพสุได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ผมเองก็ออกรบด้วย” พสุเลิกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นผ้าพันแผลที่เขาได้รับบาดเจ็บมาจากการสู้รบ “ผมเป็น ‘พลธนูของอาณาเขต’ ผมสามารถยิงธนูได้ แล้วก็แม่นด้วย ผมช่วยกับไอ้พันในการรบกับพวกเอไอ”
“ตายแล้ว แล้วเธอไม่เป็นไรเหรอ?” แม่ของพสุกล่าวออกมา พสุได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้า แล้วก็บอก
“ก่อนที่ผมจะออกไปรบ แม่คัดค้านผมจะตายว่าอย่าออกไป อย่าออกไป แต่ผมก็ไม่เชื่อ” พสุบอกแล้วก็ทำหน้าเศร้า “จนเป็นเรื่องราวแบบนี้ไง”
“เรื่องราวอะไร? นี่แม่ยังไม่รู้อะไรเลยนะเนี่ย” แม่ของพสุเรียกแทนตัวเองว่า ‘แม่’ แล้ว ทำเอาพันธกรใจชื้นขึ้นนิดหนึ่ง แล้วพสุก็บอกวีรกรรมของเขาออกไป
“ผมไม่เชื่อฟังแม่ ออกไปรบกับไอ้พันจนได้แผลมา แม่โมโหใหญ่ บอกให้ผมเลิกคบกับไอ้พัน ถึงขนาดมาบ้านมาตามตัวผมกลับไป แต่ผมไม่ทำตาม ผมเดินลงบันไดหนีแม่มา แล้วแม่ก็ตกบันได จนกลายเป็นแบบนี้” พสุว่าพลางปาดน้ำตาหยดหนึ่งออกไปจากใบหน้าตัวเอง “ผมขอโทษนะแม่ ต่อแต่นี้ ผมจะฟังทุกอย่างที่แม่บอก ผมจะไม่ขัดคำสั่งแม่อีกแล้ว”
แม่ของพสุมองใบหน้าเขาที่เศร้าหมอง ก่อนจะเอามือลูบศีรษะของเขาเบาๆ พสุที่ได้มือแม่สัมผัสบนศีรษะก็ถึงกับเงยหน้าขึ้นมามอง
“ทำไมแม่เป็นคนแบบนี้นะ?” แม่ของพสุกล่าวออกมา “แม่น่าจะปล่อยลูกไปตามทางที่ลูกต้องการ ถ้าลูกอยากออกรบ แม่ก็น่าจะอนุญาตให้ไป ลูกมีความกล้าหาญมากนะ พอๆ กับน้องพันเลยที่เป็นเด็กทหารม.ปลาย”
ทั้งพันธกรและพสุต่างหันมามองหน้ากันเอง นี่พวกเขาได้ยินผิดไปหรือเปล่า? แม่ของพสุกำลังบอกให้พสุออกไปรบกับพวกเอไอพร้อมกับพันธกรได้ พสุเลยถามแม่ขึ้นมา
“แต่แม่เคยบอกว่าเสียพ่อไปแล้ว และไม่อยากเสียผมไปอีก” พสุพูดกับแม่ “เพราะแบบนี้ไง แม่ถึงมาตามตัวผมที่หนีออกจากบ้านมา จนกระทั่งเกิดเหตุ ทำไมแม่พูดแบบนี้ล่ะ?”
“แม่น่าจะยินดีมากกว่าที่ลูกเป็นคนกล้าหาญขนาดออกรบสงครามกับพวกเอไอได้” แม่ของพสุกล่าวขึ้นมา “แม่มันไม่ดีเอง ไปบังคับลูกไม่ให้ทำตามที่ใจต้องการ พ่อของลูกก็เป็นทหารนี่ และเขาก็ยินดีสละชีพเพื่อชาติ”
“แม่จำเรื่องพ่อได้ด้วยเหรอ?” พสุกล่าวขึ้นมาอย่างดีใจเล็กน้อย “แม่จำได้เหรอว่าพ่อเป็นทหาร?”
“ก็พอจำได้” แม่เขาตอบ “แล้วก็จำได้ด้วยว่าเขาเสียไปแล้วจากสงครามของพวกเอไอ ดิน แม่ภูมิใจในตัวดินนะที่ดินกล้าหาญออกไปสู้รบกับไอ้พวกเดนนรกนั่นได้”
พสุถึงกับอึ้งไปเลยเมื่อแม่พูดแบบนั้นออกมา แล้วเขาก็แกล้งปวดปัสสาวะ และชวนพันธกรให้ออกไปข้างนอกห้องคนไข้รวม โดยบอกแม่ว่าอีกเดี๋ยวจะกลับมา พันธกรถูกพสุลากตัวมานอกห้อง เขาที่โดนพสุลากตัวมาก็ถามว่ามีอะไร?
“ตอนนี้แม่บอกว่าฉันกล้าหาญ เพราะความจำเสื่อม” พสุบอกกับพันธกร “แต่ถ้าความทรงจำกลับมา แม่คนเดิมจะกลับมาหรือเปล่า?”
“แล้วฉันจะไปรู้ได้ไงวะ?” พันธกรบอกออกมา “ถ้าความทรงจำแม่แกกลับมา ก็คงเหมือนเดิมแหละ ว่าแต่แกเถอะ จะยอมเชื่อฟังคำสั่งแม่แล้วใช่ไหม? จะไม่ไปออกรบพร้อมกับพวกเราแล้วใช่ไหม?”
ที่พันธกรถามออกมาแบบนั้น เพราะเป็นห่วงพสุ บาดแผลเขายังไม่หายดีเลย ไม่ใช่กลัวว่าพสุจะเป็นตัวถ่วงในสนามรบ พสุที่เข้าใจพันธกร เขาก็ถอนหายใจออกมา
“ใช่ ฉันคง...ไม่กล้าขัดคำสั่งแม่อีกแล้ว ถ้าความทรงจำแม่กลับคืนมาเป็นปกติน่ะนะ” พสุกล่าวออกมา “ฉันพอแล้ว ถึงความจริงฉันอยากจะช่วยนายด้วย แต่พอคิดอีกที ฉันควรจะดูแลแม่มากกว่า”
“คิดได้แบบนั้นก็ดีแล้วเพื่อน” พันธกรจับบ่าของพสุเอาไว้ “อย่าให้แม่แกห่วงเลย”
พสุพยักหน้า ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องพักคนไข้รวมใหม่ แม่ของพสุที่เห็นว่าพวกเขามากันเร็วจังจึงถาม “ทำไมไปห้องน้ำแป๊บเดียวเอง?”
“คือ...” พสุยกมือเกาศีรษะที่มีแต่เส้นผมสีดำก่อนจะตอบ “ผมไม่ค่อยปวดมากเท่าไหร่น่ะครับ”
ฝ่ายทรัพย์สินที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียน เขาเองก็เห็นว่าเรื่องราวของพันธกรมันชักจะไปกันใหญ่แล้ว คนมากกว่าครึ่งโรงเรียนเข้าใจผิดไปหมดว่าเขาคือฆาตกรฆ่าคน ทรัพย์สินปิดประตูล็อกห้องสโมสรนักเรียนเอาไว้ ก่อนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ เย็นนี้ เขาต้องกลับไปพูดกับพันธกรให้ได้
วาสุกรีที่เอาหนังสือเตรียมสอบมาคืนที่ห้องสมุด ตอนนั้นเอง ปัทมาก็ทำงานอยู่ด้วย พอเธอเห็นวาสุกรีเดินเข้ามาภายในห้องสมุด เธอก็รีบทักทันที “วา!”
“อ้าว? ปัท อ้อ ลืมไป ปัททำหน้าที่ยืมคืนหนังสือนี่นะ” วาสุกรียิ้มให้เธอ ปัทมาเห็นรอยยิ้มนั้น เธอก็หรุบตาลงอย่างเขินอาย แต่วาสุกรีไม่ได้รู้อะไรเลย
“เอ่อ คือ” ปัทมาเริ่มพูดอะไรออกมา “เย็นนี้ไปบ้านปัทอีกไหม?”
“เอ่อ” วาสุกรีอยากจะปฏิเสธเธอ แต่ไม่รู้จะหาหนทางไหนมาปฏิเสธให้เธอไม่เสียน้ำใจดี เขาเลยบอกออกมา “คงไม่ได้หรอก ต้องไปกินข้าวที่บ้านคุณน้าภา”
“อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก” ปัทมาถอนหายใจออกมาเมื่อได้ยินวาสุกรีพูดออกมาแบบนั้น “พอดี พ่อแม่ปัทอยากจะเจอวาน่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก”
“จริงเหรอ?” วาสุกรีออกจะเกรงใจปัทมา เมื่อเธอพูดออกมาแบบนั้น เขารู้สึกผิดขึ้นมาก็เลยบอก “ขอโทษนะ ปัท คือ วาไปไม่ได้จริงๆ วา...”
“ไม่เป็นไร!” ปัทมาเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางสบายใจ แต่เธอแสร้งทำเอา ในใจจริงก็ยังคงเสียใจอยู่ “เราจะไปบังคับวาได้ไง? เราไม่ใช่เจ้าของวาซะหน่อย”
“ฮ่ะๆ” วาสุกรีหัวเราะออกมาเล็กน้อย ทำเอาปัทมาเงยหน้าขึ้นมามองเขา ว่าเขาขำอะไร?
“ไม่มีอะไรหรอก” วาสุกรีตัดสินใจตัดบทของตัวเองไปเลย “อ้อ! เรามาคืนหนังสือ แล้วว่าจะยืมเล่มใหม่ไปด้วย ขอไปดูในห้องสมุดหน่อยนะ”
แล้ววาสุกรีก็เดินจากไป ปัทมามองตามเขาพลางขยับแว่นสายตาของตัวเอง เธอถอนหายใจออกมาอย่างผิดหวังที่วันนี้ วาสุกรีไม่ได้ไปบ้านของเธอ
วาสุกรีกำลังจะเดินทางกลับบ้าน พอดีเจอกับทรัพย์สินพอดีกลางทาง วาสุกรีจึงเรียกทรัพย์สินขึ้นมา “พี่สิน!!” ทรัพย์สินหันขวับมาหาเขา
“อ้าว? น้องวา เพิ่งกลับเหมือนกันเหรอ?” ทรัพย์สินทักเขาตอบ วาสุกรีเลยบอกว่าเขาไปยืมหนังสือเตรียมสอบเล่มใหม่มา ก็เลยอยู่นานหน่อย
“แล้ววันนี้น้องภัทรไม่มาเล่นบอลที่โรงเรียนเหรอ?” ทรัพย์สินถามวาสุกรี วาสุกรีก็ยักไหล่อย่างไม่รู้เหมือนกัน ทางด้านภัทร เขาหยุดอยู่กับบ้านพร้อมกับชัชชัย เขามีเหตุผลที่ไม่ไปโรงเรียนสองอย่าง หนึ่งคือเป็นห่วงชัชชัย สองคือไม่อยากเจอหน้าพี่เบิ้ม เดี๋ยวเขาจะถามอีกว่าจะให้พวกเขาออกรบกับพวกเอไอเมื่อไหร่?
“อ้าว? วันนี้ แกไม่ได้ไปเล่นบอลกับพวกพี่เบิ้มเหรอ?” ชัชชัยที่นั่งอยู่บนเตียงนานแล้วถามขึ้นมา ภัทรเองก็สงสัยว่าชัชชัยเพิ่งจะสังเกตเห็นเขาหรือ?
“แกเพิ่งจะเห็นฉันเหรอ? ถึงถามแบบนี้?” ภัทรถามออกมา ชัชชัยก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“แกกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ? หา? ถึงได้ไม่ได้สังเกตฉันแบบนี้” ภัทรถามชัชชัยขึ้นมา “อย่าบอกนะว่าคิดหาทางแก้แค้นให้น้องธาอยู่”
“ถูกต้อง” ชัชชัยยอมรับ “ฉันกำลังรอให้พวกมันบุกเข้ามาอีกครั้ง ฉันจะได้ฆ่า...”
“นี่แกรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังเดินไปในทางที่ผิด” ภัทรบอกออกมา ทำเอาชัชชัยหันมามองเขาตาขวาง ก่อนจะบอก
“ฉันจะเดินไปทางไหนมันก็เรื่องของฉัน” ชัชชัยบอก “ฉันจะแก้แค้นให้น้องธาให้ได้ คอยดูสิ”
“เฮ้อ แก แกยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บหรอก” ภัทรพูดพลางจับหน้าผากตัวเองขึ้นมา “แกยังมีบาดแผลในใจอยู่ รู้ตัวหรือเปล่า?”
“ไม่ แผลฉันหายดีแล้ว ตอนนี้ฉันมีแต่ความโกรธแค้น” ชัชชัยพูดออกมาตามจริง ในใจของเขาตอนนี้มีแต่ความแค้นจริงๆ “ฉันจะไม่ยอมให้อภัยไอ้พวกเอไอเลย คอยดูสิ”
ภัทรสุดจะยื้อเพื่อนให้กลับมาเป็นปกติแล้ว เขาเลยลุกไปเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระ ชัชชัยเห็นดังนั้น เขาก็รู้ดีว่าภัทรห่วงใยเขา แต่เขาไม่สามารถยกโทษให้พวกเอไอได้จริงๆ ในใจเขาตอนนี้มีแต่ความอยากแก้แค้นเท่านั้น
มื้อเย็นที่บ้านของณปภา เหล่าเด็กทหารม.ปลายก็มานั่งรวมกินอาหารกันเช่นเดิม มีอาหารมากมายหลายอย่างเต็มโต๊ะไปหมด วรรณสาก็ทำออกมาชามหนึ่งด้วย แล้วเธอก็ลองให้ทุกคนชิมฝีมือของเธอ
“หืม? น้องสาทำอาหารเก่งนะ” กมลชื่นชมเธอออกมา “อร่อยมากเลย นี่เขาเรียกว่าแกงอะไร? พี่ไม่เคยเห็นหน้าตาอะไรแบบนี้มาก่อน”
“อ๋อ เขาเรียกต้มโคล้งปลากรอบค่ะ” วรรณสาอธิบายออกไป “รสชาติจะเหมือนต้มยำแต่จัดจ้านกว่า” แล้วเธอก็หันไปมองทวินนา ก็พบว่าทวินนากำลังนั่งทานข้าวอยู่ ไม่ได้มองมาที่เธอ
“นี่ น้องพัน” ทรัพย์สินจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น พันธกรที่กำลังกินข้าวก็หยุดไป ก่อนที่ทรัพย์สินจะบอก “เรื่องข่าวลือที่โรงเรียนน่ะ พี่ว่าแก้ข่าวดีกว่านะ คนเข้าใจผิดเกินครึ่งโรงเรียนแล้ว เดี๋ยวน้องจะมาโรงเรียนไม่ได้อีกเลยนะ”
พันธกรยกแก้วน้ำเย็นดื่ม เขาเองก็คิดเรื่องนี้มาตลอดวันเหมือนกัน ตอนที่อยู่กับพสุที่โรงพยาบาล เขาเองก็ต้องไปโรงเรียน เพราะฉะนั้น เขาควรจะแก้ข่าวจริงๆ สินะ?
“แล้วพี่สินจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ? ถึงจะแก้ข่าวได้?” พันธกรถามขึ้นมา ทำเอาวรรณสาโล่งใจที่ในที่สุดพันธกรก็ยอมแก้ตัวได้เสียที ฝ่ายพันธกรก็ถามทรัพย์สินขึ้นมา ทรัพย์สินกินข้าวไปก่อนจะนึกอะไรบางอย่าง
“ให้คุณชานนท์เป็นคนแก้ข่าวให้ไหมล่ะ?” ทรัพย์สินเอ่ยความคิดตัวเองออกมา “เขาเป็นผู้นำในอาณาเขตนี้ เขารู้ดีว่าน้องพันไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นแน่ๆ ให้เขาแก้ข่าวให้ดีกว่า ทุกคนต้องเชื่อเขาแน่นอน”
“ลำบากเปล่าๆ พี่” พันธกรพูดออกมา แต่ณปภาก็เดินเข้ามาหาเขาเหมือนกัน พร้อมกับบอก
“น้าก็เห็นด้วยกับน้องสินนะ” ณปภาบอกออกมา “แก้ตัวดีกว่า ดีกว่าจะขุ่นมัวไปมากกว่านี้ น้าว่าแก้ข่าวเถอะ”
“จะดีหรือครับ?” พันธกรถามอย่างไม่แน่ใจ ทั้งทรัพย์สินและณปภาต่างก็พยักหน้า อัมพรที่พอรู้เรื่องนี้เหมือนกัน เธอก็พูดขึ้น
“นั่นแหละ แก้ตัวดีกว่า เราไม่ได้ทำ จะให้คนเข้าใจผิดไปได้ยังไง?” อัมพรถึงกับบอกออกมา ทำเอาปฏิคมหันไปมองเธอ อัมพรเห็นสายตาปฏิคมที่มองเธออยู่ก็ถามว่ามองอะไร?
“เอ่อ ไม่มีอะไรครับ” แล้วปฏิคมก็ลงมือกินข้าวต่อ แล้วทรัพย์สินก็ตกลงว่าจะให้ชานนท์เป็นคนแก้ข่าวนี้เอง โดยจะไปขอเขาวันนี้เลย ให้ช่วยแก้ต่างให้พันธกรพรุ่งนี้ พันธกรถอนหายใจออกมา เขาไม่อยากรบกวนชานนท์เลย
เวลาค่ำในอาณาเขตที่สาม หลังจากมื้อเย็นเสร็จหมดแล้ว วรรณสาก็ช่วยณปภาล้างจานเช่นเคย พอเธอทำงานเสร็จ เธอก็ขึ้นบันไดขึ้นมาหาพวกหนุ่มๆ ในห้องที่กำลังว่างๆ กันอยู่ วาสุกรีกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบ วรรณสาเดินเข้ามาและถามพันธกรขึ้นมาว่าอาการของแม่ของพสุเป็นอย่างไรบ้าง? เธอไม่ได้ไปเยี่ยมเลย เลยไม่รู้
“เอ่อ...” พันธกรบอกความจริงออกมา ว่าความจำของแม่พสุเสื่อมชั่วคราว แต่อีกไม่นานความทรงจำคงกลับมาเอง วรรณสาได้ยินอย่างนั้น เธอก็ยกมือกุมอกอย่างตกใจ
“ตายแล้ว” เธอว่าออกมา “นึกแล้วว่าฟื้นมาต้องไม่เหมือนเดิม แล้วหมอบอกหรือเปล่าว่าความทรงจำของแม่ดินจะกลับมาเมื่อไหร่ พัน?”
“เฮอะ หมอไม่ได้บอกอะไรเลย” พันธกรส่ายหน้า “แต่แค่บอกว่าให้พยายามดูแลแม่ของไอ้ดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะดีขึ้นเองตามลำดับ”
“น่าสงสารดินจัง เขาคงรู้สึกผิดมากสินะ” วรรณสาส่ายหน้าออกมา ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของพวกผู้หญิง ฝ่ายพวกผู้ชายที่ไม่มีอะไรทำ ทรัพย์สินก็ไปหยิบหนังสือนิยายเล่มหนึ่งที่วางบนโต๊ะมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา ปราชญาหาวออกมาอย่างง่วงนอน เขาหันไปดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง
“อะไรวะ? เพิ่งจะสองทุ่มแต่ง่วงซะแล้ว?” ปราชญาส่ายหน้าให้ตัวเองขึ้นมา ภัทรเลยตอบออกไป
“ก็พี่กินข้าวซะเยอะนี่ ก็ต้องหนังท้องตึงหนังตาหย่อนเป็นธรรมดา”
“เฮ้ย พี่ก็ไม่ได้กินเยอะนะ” ปราชญาแก้ตัว “กินไปไม่กี่อย่างเอง”
“ไม่ใช่แค่ไอ้ปราชหรอกที่ง่วง” วาสุกรีเองก็หาวออกมาเหมือนกัน “ผมเองก็ง่วง คงจะกินข้าวเยอะไปจริงๆ นั่นแหละ ผมว่าวันนี้เรานอนเร็วๆ กันดีกว่า นะ วันหนึ่ง”
“ก็ได้” ทรัพย์สินอนุญาต แล้วพวกผู้ชายก็พากันผลัดกันไปแปรงฟันที่อ่างล้างหน้า ก่อนจะปีนขึ้นเตียงนอน พันธกรกับปฏิคมก็นอนอยู่ข้างๆ เตียงเหมือนเดิม
“นี่” ปฏิคมชวนพันธกรคุยในความมืดของห้อง “ไอ้ดินตอนนี้มันจะทำอะไรอยู่?”
“คงอยู่บ้านมั้ง? เพราะที่โรงพยาบาลไม่ให้คนเฝ้าไข้นี่” พันธกรคาดเดาเอา ปฏิคมเองก็พ่นลมออกมาจากปาก พลางนึกไปถึงอาณาเขตที่แปด บ้านของพวกเขาที่ล่มสลายไปแล้ว
“ป่านนี้อาณาเขตแปดจะเป็นไงบ้างนะ?” ปฏิคมพูดออกมา ทำเอาทุกคนในห้องที่ยังไม่ได้นอนหลับได้ยินเสียงเขา แล้วชัชชัยก็ว่าขึ้นมา
“ทั้งหมดก็เป็นเพราะไอ้เอกราชนั่นแหละ!” เขาส่งเสียงดังออกมานิดหน่อย พอรู้ตัวเข้าจึงเบาลง “เพราะมันคนเดียว ทำให้บ้านของเราต้องถูกทำลาย”
“หวังว่าที่นี่คงเป็นบ้านหลังสุดท้ายของเรานะ” ปฏิคมบอกขึ้นมา แล้วเขาก็พลิกตัวตะแคงนอนหันไปทางพันธกร “ไอ้พัน ว่าไง?”
“อือ” พันธกรเองก็เห็นด้วย ว่าอาณาเขตนี้จะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของพวกเขา “คนที่นี่ใจดีและเป็นมิตรมากๆ หาได้ยาก ขนาดฝ่ายพวกเราที่เป็นคนคิดต่อต้านพวกเอไอ ยังไม่โกรธเลย”
“ใช่ แล้วตอนนี้เราก็ได้เป็นทหารประจำอาณาเขตแล้ว” วาสุกรีพูดขึ้นมาในความมืด เขานอนอยู่บนเตียง “พี่ภูมิใจจังที่ได้เป็นแบบนั้น”
“ใช่ ผมก็ภูมิใจ มันดูเท่ดีนะ” ปฏิคมบอกออกมา “ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะทำได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่ตอนแรก เราต่อสู้อะไรไม่เป็นแท้ๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ พวกเราก็เจ๋งเหมือนกันนะ”
ทรัพย์สินหัวเราะขึ้นมาในห้องที่มืดมิด ก่อนจะบอก “นั่นสิ ตอนแรก คิดว่าจะไม่รอดกันเสียอีก”
แล้วปฏิคมก็หยุดพูดไป ก่อนจะตัดสินใจเอาศีรษะหนุนหมอนแล้วนอนลงไปบนพื้นแข็งๆ พันธกรเองก็ทำเช่นกัน เขาพยายามข่มตาหลับ แต่ก็หลับไม่ลง ไม่รู้ว่าป่านนี้พสุจะทำอะไรอยู่? กินข้าวกินปลาหรือยัง? คนอย่างพสุคงทำอาหารเองกินไม่เป็นหรอก
“ไอ้ดินเอ๊ย...” พันธกรพูดเสียงกระซิบออกมาเบาๆ ไม่มีใครได้ยินเสียงของเขา “แกต้องเข้มแข็งไว้นะเว้ย”
พันธกรว่าแบบนั้นออกมา ก่อนจะพยายามข่มตานอนหลับ แล้วเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เขาก็ผล็อยหลับไป ทุกคนในห้องผู้ชายต่างพากันหลับไปกัน