ตอนที่ 129 เหล่าเทพตามหา
บทสนทนาของเหล่ามนุษย์กึ่งเทพรอบบ้านพักต่างพูดถึงบางอย่างเกี่ยวกับพวกพ่อว่าออกไปไหนมาทำให้เธอสงสัยเลยว่าพ่อของเธอออกไปไหนมาแล้วกำลังตามหาอะไร โพรทาเลียหันไปมองโฟกัสว่าก่อนออกมาจากค่ายมีเรื่องอะไรก่อนหน้าไหมแต่น้องสาวกับบอกว่าไม่มีเรื่องอะไรก่อนหน้าเลยแถมยังไม่มีการตามหาอะไรด้วยซ้ำโพรทาเลียได้ยินแบบนั้นก็สงสัยแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าเพราะยิ่งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เธอกลัวว่าแซเทิร์นจะเล่นกับกาลเวลา
พวกเพอร์ซีย์มายืนตรงหน้าของเหล่าทวยเทพที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ส่วนตัวของพวกเขาที่โผล่มาจากพื้นเพอร์ซีย์จ้องมองพวกเทพตรงหน้าอย่างไม่ชอบใจที่พวกนี้มาทำให้การพักผ่อนของพวกเขาเหลือน้อยลงการหาใครสักคนทำไมต้องมาเดือดร้อนเขาจนสายตาของเพอร์ซีย์ปะทะกับคนเป็นพ่อที่ใช้สายตาบอกว่าอย่าทำอะไรที่ไร้ความคิดเด็ดขาดเขาโคตรอยากทำเรามันน่าจะทำให้เทพตรงหน้าของเขากลับไปได้แต่เขาจะยอมอยู่นิ่ง ๆเพื่อตัวเองและแฟนสาว
“พวกเราออกตามหาทั้งค่ายแล้วแต่ไม่เจอเธอ”
“พูดจริงเหรอ?” ซุสเอ่ยถามอย่างสงสัย
โพรทาเลียได้ยินคำพูดว่าเธอก็สงสัยว่าพ่อหมายถึงใครยิ่งทำให้สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นและใครเป็นบุคคลที่พ่อกล่าวออกมาก่อนที่หญิงสาวอีกคนจะพูดขึ้นมา
“ถามนะ พวกเราแบ่งกันออกตามหาทั่วทั้งค่ายแค่เด็กคนเดียวหาไม่เจอไม่ได้หรือไงกัน?”
แคลรีสเอ่ยถามออกมาอย่างขุ่นเคืองใจที่ต้องมาตามหาเด็กที่เธอไม่ค่อยชอบหน้าสุดๆยิ่งเห็นหน้ายิ่งรู้สึกคล้ายเพอร์ซีย์จนนึกว่าพี่น้องแต่ก็คล้ายไปทางแอนนาเบ็ธเช่นกันยิ่งเคืองใจมากกว่าเดิม
“แคลรีส!!”
น้ำเสียงอันดุดันของชายร่างกำยำ แคลรีสสะดุ้งเหมือนโดนเสียงใหญ่นั้นตะโกนเรียกชื่อจนเธอค่อยๆ เงยหน้ามองผู้เป็นพ่อ ชายที่ใส่ชุดหนังอย่างกับพวกไบค์เกอร์ที่ชอบใส่ชุดหนังเงาแววกับบิ๊กไบค์ไปด้วย
“สงบปากของเจ้าหน่อยก็ดีนะ!!”
“ค่ะ...” แคลรีสถึงกับก้มหัวหงอยไปเลย
“เลิกพูดอะไรที่มันน่ารำคาญเสียที!!ออกไปตามหาใหม่!! จากคำกล่าวของไดโอนีซุสว่านางไม่ได้ออกไปไหนเลยแปลว่านางยังอยู่ที่นี่”
โฟกัสฟังทุกคำพูดของซุสก็รับรู้เลยว่าเขาไม่ถึงใครกันแน่จนเธอมองพี่สาวที่มองมาทางเธออย่างรู้ว่าเขาหมายถึงใครกันแน่ ถ้าไม่ใช่ตัวโพรทาเลียที่อยู่ข้างนอกก็เป็นโฟกัสที่อยู่ในค่ายตอนแรก
“รู้สึกพวกนั้นตามหาเธอนะ~”
“หนูขอโทษค่ะ...พี่...”
“ช่างเถอะ ไม่ใช่ความผิดเธอโฟกัส...ถึงพี่อยู่ที่นี่แทนเทพเฮงซวยนั้นก็ต้องมาอยู่ดี”
“จุกเลยนะ...เรียกซุสว่าเทพเฮงซวยนะ” เจสันกล่าวด้วยความรู้สึกจุกแทนซุสที่โดนด่าแบบนี้
“ทำไม? พ่อนายทำตัวเองนี่น่า”
“ก็จริง...”
เจสันเห็นด้วยกับคำพูดของโพรทาเลียเขามองสถานการณ์ตรงหน้าที่เพอร์ซีย์เจอ ถ้าเขาเป็นอีกฝ่ายก็คงไม่พอใจเช่นกันช่วงเวลาที่ทุกคนควรได้นอนกับต้องมาแหกขี้ตาตื่นกันสายตาของเขามองไปชอบ ๆก็หันไปมองจุดหนึ่งที่มีบ้านใหญ่เล็กตกแต่งด้วยสีชมพูและม่วงพร้อมดอกไม้ตามจุดต่างๆ ของบ้าน แต่สายตาของเขาไปเห็นร่างของหญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งกำลังกอดอกพิงเสาบ้านมองสถานการณ์เช่นเดียวกับเขาอยู่อย่างเบื่อหน่าย
‘ไพฟ์...’ เจสันคิด
ขนตางอกยาว ดวงตาหลากสีอันน่าดึงดูดริมฝีปากสีน้ำตาลอ่อนน่าสัมผัสเขามองกี่ครั้งก็ละสายตาจากแฟนสาวไม่ได้สักครั้งยิ่งตอนนี้เขาอยู่ห่างจากเธอมากก็อยากจะเข้าไปหาโพรทาเลียกำลังฟังสถานการณ์ไปสักครู่เธอคิดว่าตัวเองควรเลิกที่จะฟังพวกนั้นแล้วหันมาสนใจสถานการณ์ของเธอก่อนจะเห็นสายตาของชายหนุ่มที่จ้องมองไปที่ไกล ๆ ก่อนจะเห็นเป้าหมายของอีกฝ่าย
“เหอะ ๆ จ้องไม่ละสายตาเลยนะเจสัน”
“อ๊ะ!!” เจสันได้ยินคำพูดอีกฝ่ายถึงกับหน้าแดงทันที“จะบ้าหรือไง? ฉัน...”
“น่า~ พวกคุณสองคนรักกันดีอยู่แล้วเดียวก็ได้กลับไปใช้ชีวิตด้วยกันล่ะนะ”
“เธอพูดอย่างกับรู้ว่าชีวิตฉันจะเป็นไงในอนาคตเลยนะ”
“ไม่รู้สินะ...แต่มีคำหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกคุณเอาไว้เจสัน”
“หือ?”
“จงมีชีวิตต่อไป ห้ามตายอีกเด็ดขาดนะ!!” โพรทาเลียเอ่ยออกมาด้วยสายตามุ่งมั่น
“เหอะ ๆ ฟื้นมาแบบนี้แล้วฉันไม่ยอมตายง่าย ๆ หรอกนะ”
“ก็ดี...แต่ฉันมีคำถามหนึ่งจะถามทุกคน...”
“มีอะไรเหรอคะ? พี่”
“ไม่รู้สึกแปลก ๆตั้งแต่มาถึงที่นี่เหรอ?”
“หือ?”
“แปลกหมายถึงอะไร?” เจสันขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“ก่อนหน้ามันกลางวันไม่ใช่เหรอ?ทำไมจู่ ๆ พอเราขึ้นรถคันนั้นที่เร็วจนสามารถพาเรากลับมาถึงที่นี่น่าจะได้สัก 10หรือ 20 นาที แต่ทำไมพอเราถึงมาที่นี่ถึงกลายเป็นกลางคืนไปได้ล่ะ?”
คำอธิบายของโพรทาเลียทำให้ทั้งสองคนมองหน้าเธออย่างตกใจก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กลายเป็นสีน้ำเงินอย่างที่พวกเขาไม่คิดจนพวกเขานึกได้ว่าก่อนหน้ามันยังสว่างอยู่นี่น่าจนสงสัยว่าอะไรทำให้พวกเธอคล้อยตามสถานการณ์ตรงหน้ากันโฟกัสตบหน้าอย่างแรงจนเธอจำได้ว่าก่อนหน้ามันกลางวัน แต่หลังจากขึ้นรถก็กลายเป็นกลางคืนไปแล้ว
“จริงของพี่หนูจำได้แล้วพวกเรายังอยู่ช่วงกลางวันอยู่เลย แต่พอลงจากรถหนูนึกว่ารถขับช้าจนกว่าจะไปถึงค่ายก็ใช้เวลานานสุดๆ”
“ฉันก็ด้วย...ตอนนั้นเหมือนโดนมนต์สะกดยังไงชอบกล...”
“ฉันว่าไม่ใช่มนต์อะไรนอกจากภาพลวงตาที่ทำให้เราสับสนบวกการเร่งเวลาของเทพองค์หนึ่ง”
“เทพองค์ไหนกัน?” เจสันเอ่ยถามอย่างสงสัยว่ามีเทพองค์ไหนจะมาวุ่นวายกับการทำภารกิจของมนุษย์กึ่งเทพกัน
“มีอยู่สององค์ที่ทำได้แต่...คนที่ฉันมั่นใจที่สุดคือ แซเทิร์น...อนุชาของโครนอส”
“อนุชา...หมายถึงน้องชายนะเหรอ?เดียวนะ แซเทิร์นเป็นร่างแยกโรมันของโครนอสนะ!!”
“ในประวัติศาสตร์เป็นแบบนั้น แต่เบื้องลึกเบื้องหลังพวกคุณไม่รู้ว่าสองเทพนี้เป็นพี่น้องกัน”
“ว่าไงนะ!?”
เจสันได้รับข้อมูลใหม่จนเขานั้นรู้สึกปวดหัวยิ่งกว่าเดิมว่าบางอย่างไม่เป็นอย่างในประวัติศาสตร์ที่เขาได้เรียนรู้เลยสักนิด
“ไม่ต้องห่วงสักวันนายจะเข้าใจที่ฉันพูดเจสัน”
“คงจะยาวนั้นล่ะ...”
“พี่ค่ะ...เราจะเอาไงดี...”
“อืม...พี่ก็ไม่แน่ใจนะ...”
โพรทาเลียไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างใดแต่รู้เพียงอย่างเดียวว่าตัวเองควรจะหาทางกลับบ้านก่อนจะหมดเวลาทำภารกิจแต่ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเสียงของเพอร์ซีย์ก็ดังขึ้นมา
“ถ้าเราตามหาไม่เจอแล้วงั้นเชิญพวกท่านกลับออกไปจากที่นี่ซะ!!”
“ว่าไงนะ!?”
“พวกคุณมาตามหาสิ่งใดก็ไปหาสิ่งนั้นเองพวกเราไม่ทำแล้ว!!”
“เจ้ากล้าขึ้นเสียงใส่ข้างั้นฤๅ?”
“ทำไม? ถ้าท่านทำตัวน่าเคารพฉันก็คงไม่ขึ้นเสียงหรอกนะ!! สงสารเด็ก ๆ คนอื่นที่ต้องแหกขี้ตากันรอเวลาที่พวกท่านตามหาเด็กคนนั้น!!ไอ้เทพเฮงซวย- อ๊ะ!!”
เพอร์ซีย์เผลอปล่อยไปตามอารมณ์จนเขาหลุดปากด่าอีกฝ่ายไปโพไซดอนเห็นว่าลูกของตนนั้นด่าเทพซุสไปเต็ม ๆ แต่ว่าทุกทีพวกเขาด่าลับหลังกันอยู่แล้วแต่ตอนนี้ด่าต่อหน้าทำเอาเขามองน้องชายของตนเองว่าจะทำอะไรไหมก่อนที่อีกฝ่ายจะลุกพรวดพราดพร้อมกับยกสายฟ้าขึ้นมาชี้หน้าเด็กตรงหน้า
“บังอาจ!พวกเจ้าอดทนกันไม่เป็นฤๅไงกัน!! อยู่หามรุ่งหามค่ำยังอยู่กันได้!!”
เพอร์ซีย์เห็นอีกฝ่ายยกสายฟ้ามาชี้หน้าเขาก็ไม่พอใจเช่นกันนั้นล่ะ“พวกเรามีงานกันอีกนะ!!พรุ่งนี้วันครีษมายัน!! พวกเราต้องเตรียมงานกันอีกนะ!!”
โพรทาเลียได้ยินก็สงสัยว่าพรุ่งนี้วันครีษมายันเป็นวันอะไรกันเพราะเคยได้ยินบ่อย ๆ จากแซเทิร์นโฟกัสถึงกับตาโตว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่พวกเธอไม่คาดคิดจริง ๆไม่นึกว่ามันจะตรงแบบนี้
“วันเกิด...”
“หือ?”
“วันจันทร์ที่สามก่อนรุ่งสาง...ไม่นึกเลย...มันจะตรงกับวันเกิดพวกเรา!”
“หมายความว่าไง?”
“อาจารย์ไครอนบอกว่ามีคำพยากรณ์หนึ่งกล่าวว่าแสงสว่างเจิดจ้าของดวงดาราทั้งสองตกสู่พื้นธรา สองในหนึ่งต้องค้นหาและผู้ค้นหาต้องนำสิ่งที่ค้นหากลับมาก่อนรุ่งสางของจันทร์ที่สามไม่งั้นจะแก้ไขอะไรไม่ได้”
“คำพยากรณ์เหรอ?”
“หนูดัดแปลงคำพูดของไครอนออกมาอธิบายให้เข้าใจจากที่คิดหนึ่งแสงสว่างคือพวกเรา สองในหนึ่งที่ต้องค้นหาคือพี่ แล้วพี่ต้องพาเจสันกลับมาแล้วเขาก็พาเข้ากลับมาแล้ว ทุกอย่างน่าจะจบลงแล้ว แต่ว่า...”
“แต่ว่า?”
“เรายังไม่ได้หาทางกลับเลยนะแล้วไม่รู้ว่าพอถึงพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นเหลือเวลาเท่าไหร่จะถึงพรุ่งนี้”
โพรทาเลียครุ่นคิดกับคำพูดน้องสาวก่อนจะเงยหน้าขึ้น
“ตอนนี้กี่โมงแล้วล่ะ?”
“หนูมีนาฬิกานะแต่เวลาต่างกันสุด ๆ เลยนะ...”
“ฉันก็ไม่มีนะมือถือก็ไม่รู้หายไปไหน?”
โพรทาเลียฟังทั้งสองคนพูดก็ครุ่นคิดเลยว่าตนเองจะทำยังไงดีจะหาใครบอกเวลาได้มั้งว่าตอนนี้กี่โมงก่อนที่จะได้ยินเสียงดังมาจากสนามหญ้าที่พวกเทพอยู่เธอเห็นพ่อกับซุสกำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง ทุกเขาอยากจะให้ทุกคนและตัวเขากลับไปพักสำหรับพรุ่งนี้แต่ซุสไม่ยอมและต้องการให้พวกมนุษย์กึ่งเทพทุกคนออกไปหาเพื่อให้ความคิดของเขาถูกต้องว่าถ้าสองคนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเป็นบุคคลอันตรายเขาก็จะได้จัดการโพรทาเลียเห็นท่าทางของซุสที่อยากทำหน้าที่ผู้ทรงพลังสามารถตัดสินชะตาคนอื่นได้แต่เธอไม่ได้คิดแบบนั้นก่อนจะมองหน้าทางว่าจะดูเวลายังไงจนเห็นหนึ่งในกลุ่มเด็กตรงหน้าที่อยู่ไม่ห่างมีนาฬิกาข้อมืออยู่ทำให้โพรทาเลียค่อยๆ เดินไปอย่างช้า ๆ
“พี่ไปไหนนะ?”
“เดี๋ยวมา!!”
โพรทาเลียกล่าวแบบนั้นก็เดินเข้าไปฝูงเหล่ามนุษย์กึ่งเทพแทรกตัวเขาไปในกลุ่มสักพักก็เจอเป้าหมายที่ยืนดูสักพักก่อนจะพินิจและจดจำคำพูดของคนข้างๆ อีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่คล้ายคลึงกับคนข้างอีกฝ่าย
“ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ”
“ตอนนี้ 23:05 นาที”
“ขอบใจ”
“ไม่เป็นไร...หือ?” ชายหนุ่มหันไปหาคนข้าง ๆทันที “เมื่อกี้นายถามเวลาฉันเหรอ?”
“เปล่า...”
“นายไม่ถามแล้วใครถามกัน?”
ชายหนุ่มสองคนต่างถกเถียงกันโดยไม่รู้สาเหตุแต่ตัวต้นเหตุอย่างโพรทาเลียก็เดินกลับไปหาพวกโฟกัสอย่างรวดเร็วตั้งแต่โพรทาเลียไปโฟกัสก็กังวลว่าพี่สาวจะโดนจำได้แต่ความสามารถอันล้นเหลือของพี่สาวก็สามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย
“พี่ไปทำอะไรนะ?”
“ถามเวลานะสิ!”
“แค่ถามเวลาต้องลงทุนลงไปขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ทำไงได้ล่ะ...”
“แล้วตอนนี้กี่โมงแล้วล่ะ” เจสันเอ่ยถามออกมาทันที
“เมื่อกี้ถามไป 23 : 05นาที...เดินมาเมื่อกี้น่าจะใกล้ 7 นาทีล่ะ”
“เหลือเวลาอีกไม่มาที่จะเที่ยงคืน...” โฟกัสได้ยินพี่สาวกล่าวแบบนั้นเธอก็ตามหากุญแจของเธอทันที
พอเห็นน้องสาวกำลังหากุญแจเธอก็ตามหามั้งตามตัวของเธอการค้นหาของพวกเธอก็ทำให้ชายหนุ่มต้องหันหนี เพราะพวกเธอค้นหาตามหาร่างกายอย่างไม่เกรงใจท่าทางในการล้วงเลยสักนิดพวกเธอค้นหากุญแจที่จะเปิดประตูของโครนอสก็สามารถพวกเธอกลับไปยังโลกเดิมแต่ว่าถ้าหาไม่เจอจะไม่สามารถเปิดได้แบบนี้พวกเธอจะไม่ติดอยู่ที่นี่งั้นเหรอไม่นานนักโพรทาเลียก็เจอของเธอที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของเธอเหลือแค่โฟกัสที่ค้นหาจนจะเปิดเสื้ออยู่แล้วแต่ก็หาไม่เจอ
“หนูหาของตัวเองไม่เจอ!!”
“ว่าไงนะ!? แล้วก่อนหาเธอเอาไว้ไหน?”
“หนูจำไม่ได้ตอนตกลงมาก็สลบไปหลังจากนั้นก็สนแต่การพบปะกับพวกคุณพ่อหลังจากนั้นก็...” โฟกัสดึงความทรงจำของเธอก่อนหน้าก่อนจะนึกถึงช่วงหนึ่งพอดี “หรือว่า...อยู่ในกระเป๋าเป้...”
“แล้วกระเป๋าไปไหน?”
“ฝากไว้กับคุณวิล...”
ได้ยินแบบนั้นทุกคนต่างหันไปมองทิศทางที่กลุ่มของพวกเพอร์ซีย์อยู่ก็เห็นวิลกำลังยืนฮ้าวอย่างง่วงนอนสุดๆ แต่บนตัวของเขาไม่มีสิ่งไหนที่เป็นกระเป๋าเป้ของโฟกัสเลยจนสงสัยว่าอีกฝ่ายเอากระเป๋าน้องสาวไปไว้ไหนกัน
“แปลว่าเขาไม่ได้ถือกระเป๋าเป้เธอไว้ตอนนี้...แล้วเขาเอาไปไว้ไหนกัน?”
“ลองติดต่อเขาไหมล่ะ?” เจสันย่อตัวลงเขาเริ่มเมื่อยจากการยืนแล้ว
“แล้วจะติดต่อยังไง?”
“เธอมีสายเลือดขอโพไซดอนก็ติดต่อผ่านเพอร์ซีย์สิฉันเคยได้ยินหมอนั้นบอกว่าสายเลือดเดียวกันสามารถโทรจิตหากันได้นะ”
“ว่าไงนะ!! จะบ้าเหรอ? ระหว่างโทรจิต พ่- เอ๊ย เพอร์ซีย์ทำท่าทางมีพิรุธจะทำไง” โฟกัสเอ่ยตอบอีกฝ่ายแต่ตัวเธอเกือบหลุดปากเรียกเพอร์ซีย์ว่าพ่อเสียแล้ว
“ไม่ลองก็ไม่รู้นะพวกเธอเหลือเวลาไม่มากแล้วนะ~”
เจสันกระตุ้นให้สองสาวครุ่นคิดถึงสถานการณ์ตอนนี้ที่เหลือเวลาไม่มากนักจนโพรทาเลียหันไปทางบ้านพักก็หลับตาลงเธอไม่มีวิธีอื่นแล้วเหมือนกันเพราะธีเอมัสก็บอกว่าไม่มีวิธีไหนที่จะสามารถสื่อจิตได้เหมือนพวกบ้านโพไซดอนอยู่แล้วโพรทาเลียสงบจิตก่อนจะจูนคลื่นของเธอให้ตรงกับพ่อวัยรุ่นก่อนจะตรงจุดเธอก็เอ่ยเรียกอีกฝ่าย
‘เพอร์ซีย์’
‘หือ?’
เพอร์ซีย์ได้ยินใครบางคนในหัวของเขาทำให้เขาหันหน้าซ้ายกว่าอย่างสงสัยว่าใครเรียกชื่อเขา แอนนาเบ็ธหันมามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรก่อนที่โพรทาเลียจะพูดต่อ
‘เพอร์ซีย์ แจ็กสัน จงหยุดมองซ้ายมองขวาซะฉันไม่ได้อยู่ในรัศมีของนายตอนนี้’
‘เธอเป็นใครกัน?’
‘เป็นใครไม่สำคัญ ฉันอยากให้นายช่วย?’
‘ช่วยอะไร?’
‘ช่วยถามวิล โซเลสให้หน่อยว่ากระเป๋าของโฟกัสอยู่ไหนหมายถึงกระเป๋าเป้นะ!’
‘โฟกัส...หมายถึงเด็กที่ตกลงมาจากท้องฟ้านะเหรอ?’
‘ใช่!’
‘เดียวเธอเกี่ยวกับเด็กคนนั้น...รู้บางไหมพวกเรากำลังลำบากเพราะเด็กคนนั้นนะ!!’
‘อย่ามาโทษน้องสาวฉัน!!’
‘น้องสาว...หรือว่าเธอคือแสงสว่างอีกดวงที่ตกไปอีกทาง’
‘ช่างเถอะ ช่วยถามวิลโซเลสให้เรา ตอนนี้เหลือเวลาไม่มากที่เราจะทำภารกิจ!!’
‘ฉันจะเชื่อได้ไงว่าเธอไม่ใช่ศัตรู?’
‘เจ้าหมอนี้!!’
‘เพอร์ซีย์ได้โปรดเราไม่ใช่ศัตรูของคุณ!!’ โฟกัสเข้ามาขัดพร้อมกับพูดต่อ ’เรากำลังรีบเพื่อออกจากที่นี่ถ้าเราไปแล้วพวกคุณจะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ เหมือนไม่เคยเกิดเรื่องนี้อีกเลย’
‘ใช่!!’
‘เดี๋ยวนะ!! ยัยเด็กบ้าเธออยู่ไหนกัน!! แต่ว่า...เธอโทรจิตกับฉันได้ไง!?’
‘หยุดถามอะไรสักที!! เรากำลังรีบนะ!!’
‘รีบ ๆ ถามวิล โซเลสด่วน!!’
‘ดุชิบ!!’
เพอร์ซีย์สะดุ้งกับน้ำเสียงของทั้งสองคนที่ดุใส่เขาเหมือนแฟนสาวที่อยู่ข้างๆ ไม่มีผิด เพอร์ซีย์หันไปคุยกับวิลไม่กี่นาทีเขาก็โทรจิตกลับมา
‘วิลบอกว่าเอากระเป๋าของโฟกัสไว้ที่บ้านของเขานะ’
‘บ้านไหน?’
‘บ้านหมายเลข 7 ตรงนั้นนะ’
เพอร์ซีย์ตอบพร้อมกับหันหน้าบ้านพักหมายเลขเจ็ดโพรทาเลียเห็นก็รับรู้เลยว่าตัวเองต้องรีบไปที่นั่น แต่ว่าต้องมีคนเป็นตัวล่อให้พวกเทพสนใจเจสันมองเด็ก ๆที่เงียบไปสักระยะก่อนที่เขาจะรู้สึกถึงสถานการณ์ตรงหน้าก่อนที่เขาจะคิดบางอย่างออกมาเขาลุกขึ้นพร้อมกับเดินไปตามทาง โพรทาเลียมองอีกฝ่ายที่เดินออกไป
“เจสันไปไหน!!”
“ไปทำหน้าที่ของฉันไง~”
“อะไรนะ!!”
“พ่อใครก็ต้องจัดการเองล่ะนะ!!”
จบตอนที่ 129 โปรดติดตามตอนที่ 130 ต่อไป