ตอนที่ 15 คนตระกูลเหนียนที่มาหาเื่กลางดึก
พริบตาที่สติหวนคืน เหนียนอิ๋งสี่ก็รู้สึกถึงการเย้ยหยันและดูแคลนในน้ำเสียงของชายผู้นี้อย่างชัดเจน คิดว่าบุรุษเช่นนี้น่าจะใช้ชีวิตหรูหราอยู่สุขสบายจึงจะถูก ไม่เช่นนั้นผิวพรรณที่ดีของเขาจะมาจากที่ใด
แต่ว่าสำหรับบุรุษเช่นนี้ เหนียนอิ๋งสี่แค่รู้สึกว่าหวั่นไหวและชื่นชมก็พอแล้ว จะไม่เอาหัวใจของตนเองไปข้องเกี่ยวเด็ดขาด เพราะนางมองเห็นความเฉียบคมและเฉียบแหลมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาที่มีเสน่ห์คู่นั้นของเขาอย่างชัดเจน ประสบการณ์ของเหนียนอิ๋งสี่บอกนางว่าบุรุษที่มีดวงตาเช่นนี้ มีกลอุบายและกุศโลบายที่คนทั่วไปไม่อาจเทียบ
หลังสีหน้ากลับมาเป็ปกติ เหนียนอิ๋งสี่ถามอย่างไม่ใส่ใจว่า “เ้าชื่ออะไร” ที่จริงแล้วคำพูดประโยคนี้ไม่มีความหมายสำหรับเหนียนอิ๋งสี่สักนิด นางแค่้าเบี่ยงเบนความสนใจของชายผู้นั้น เพื่อให้นางถอดเสื้อที่ติดอยู่บนไหล่ได้เร็วขึ้น
เหลือบมองศีรษะน้อยๆ ที่กำลังยุ่งอยู่ตรงหน้าอกของตนเอง ชายชุดขาวพลันยิ้มอย่างลึกลับ กล่าวอย่างย่ามใจว่า “เซวียนอี้หนิง”
“แกร๊ง…!” เป็เสียงกะละมังในมือชายชุดแดงหล่นลงพื้น
มองน้ำสะอาดที่ตนเองไปตักมาด้วยความลำบาก ใบหน้าเหนียนอิ๋งสี่ก็บูดบึ้งลงเล็กน้อย “มือไม่พายยังจะเอาเท้าราน้ำอีก บ่อน้ำอยู่ตรงลานเรือน เ้าไปตักกะละมังใหม่มาให้ข้า”
ชายชุดแดงไม่อยากเชื่อสีหน้าของนางเล็กน้อย จ้องหน้าตรงๆ พลางกล่าว “ข้าชื่อถังฉู่”
เหนียนอิ๋งสี่เลิกคิ้ว “ต่อให้เ้าชื่อถังไคว่[1]ก็ต้องไปตักน้ำ!” หน็อยแน่ รู้มาโดยตลอดว่ามีกลยุทธ์ชายงาม ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีกลยุทธ์ชื่องามเช่นนี้ด้วย
ถังฉู่ไปแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังไปโดยถือกะละมังล้างหน้า นายน้อยของหอนักฆ่าอันทรงเกียรติ ถูกสตรีผู้หนึ่งชี้นิ้วสั่งใช้แรงงานครั้งแรก
เซวียนอี้หนิงเหมือนว่าจะเพลิดเพลินกับปฏิกิริยาของเหนียนอิ๋งสี่อย่างยิ่ง ดวงตาที่ถูกขนตายาวปิดไปครึ่งหนึ่งแสดงความสนใจที่ได้เห็นของเล่น กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดก็เห็นถังฉู่กลับมาแล้ว พลางกล่าวอย่างร้อนใจเล็กน้อย “มีแสงไฟตรงถนนหินกรวดที่ไกลออกไป เหมือนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้”
เมื่อฟังคำพูดของถังฉู่ เหนียนอิ๋งสี่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายที่อยู่ภายใต้มือของตนเองแข็งฉับพลัน ทั่วร่างถูกจิตสังหารปกคลุมในชั่วพริบตา
ดึงเสื้อที่ถอดไปแล้วครึ่งหนึ่งของเซวียนอี้หนิงใส่ใหม่อย่างปวดศีรษะ ก่อนยัดถังฉู่เข้าไปในตู้ที่เป็เครื่องใช้เพียงหนึ่งเดียวในบ้านอย่างตาไวมือว่อง จากนั้นลากเซวียนอี้หนิงขึ้นเตียงไม้เล็กๆ ของตนเอง
เหนียนอิ๋งสี่ที่เพิ่งโยนเซวียนอี้หนิงขึ้นเตียงก็ได้ยินเสียงเปิดประตูจากข้างหลังทันที นางที่ไม่มีเวลาให้คิดมากได้แต่กัดฟันมุดเข้าใต้ผ้าห่ม จากนั้นก็นอนลงและปิดตาตาม แสร้งทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เซวียนอี้หนิงที่ ‘นอนร่วมเตียง’ กับนางในเวลานี้ ภายใต้ผ้าห่มที่มืดมิด เขามองสตรีผู้นี้อย่างคาดคะเนไม่หยุด สิ่งที่เขาอยากรู้ในตอนนี้ไม่ใช่การคาดการณ์อย่างมีไหวพริบหรือการเคลื่อนไหวที่ปราดเปรียวของนาง แต่ที่เขาอยากรู้คือเหตุใดสตรีผู้หนึ่งที่ถูกขังอยู่ในกรงั้แ่เด็ก กลับไม่สนใจเลยว่าชายหญิงมิควรใกล้ชิดกัน ดูเหมือนว่าการมาสืบเสาะยามค่ำในคืนนี้จะไม่สูญเปล่า เื่ราวน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
“พี่สาวที่น่าเวทนาของข้า…ฮือๆ…” คนยังมาไม่ถึง เสียงกลับมาถึงก่อนแล้ว ตามด้วยเสียงร้องไห้ที่ปลอมจนไม่สามารถปลอมได้อีก เงาคนหลายร่างก็วิ่งเข้ามาในห้องของเหนียนอิ๋งสี่อย่างรีบร้อนพร้อมกับความมืด
เมื่อได้ยินเสียงเหนียนอิ๋งสี่ที่แสร้งทำเป็ตื่นค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง กวาดสายตามองก่อนหนึ่งรอบ จึงจะกล่าวอย่างจืดชืด “ดึกเช่นนี้แล้ว ไม่ทราบว่าท่านพ่อมีเื่อะไรหรือ” อันที่จริงเมื่อเห็นหน้าเหนียนอิ๋งชุนที่โอ้อวดกำลังตนตอนกลางวันเปลี่ยนไปราวคนละคน และอันจือเหมยที่ยืนอยู่ข้างเหนียนเกิงหรงอย่างเรียบร้อยด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ เหนียนอิ๋งสี่ก็รู้แล้ว ดูเหมือนพวกนางมาเพื่อแก้แค้นที่เสียท่าให้นางเมื่อตอนกลางวัน แต่ว่าเหนียนอิ๋งสี่ไม่ได้กลัว แข่งแสดงละครกับนางหรือ พี่สาวเลิกเล่นบทแกล้งร้องไห้ั้แ่อายุสามขวบแล้ว
“ข้าได้ยินมาว่าหลายวันก่อนเ้าไปก่อเื่ที่จวนซือหนานอ๋อง ยิ่งกว่านั้นยังถูกผู้อื่นขังอยู่นอกประตูใหญ่ทั้งวันหรือ” ผู้พูดก็คือบุคคลที่มีอำนาจที่สุดในจวนเหนียน และเป็บิดาของเหนียนอิ๋งสี่…เหนียนเกิงหรง
เหนียนเกิงหรงอายุสี่สิบ คือ่เวลาที่บุรุษเป็ผู้ใหญ่ที่สุด แต่ขณะนี้ใบหน้าที่ผ่านความผันผวนจากกาลเวลานี้ เต็มไปด้วยความโกรธและคับข้องใจต่อผู้มีสติปัญญาด้อยบนเตียง ในมุมของเขา หากลูกสาวคนนี้ไม่ได้ให้กำเนิดโดยเขากับภรรยาเอกคนก่อน คงจะโยนนางออกนอกจวน ปล่อยให้เป็ไปตามยถากรรมของนางเองนานแล้ว มีหรือที่ยังจะเก็บนางไว้ในจวนอีก น่าอับอายเช่นนี้กลับไม่รู้จักปรับปรุงตัว ตอนนี้ยิ่งถูกถอนหมั้นสามสิบสี่ครั้งเพราะความด้อยปัญญาของนาง ปัจจุบันเื่ตลกยามว่างของคนทั่วทั้งแคว้น แทบเป็เื่ลูกสาวคนรองที่ไม่เอาถ่านคนนี้ของเขาทั้งหมด
แม้อันจือเหมยยืนอยู่ข้างๆ โดยไม่ได้พูดอะไร แต่กลับจ้องเหนียนอิ๋งสี่ด้วยสีหน้าเกลียดชังตลอด หากไม่ใช่นางแพศยาผู้นี้ ไม่เช่นนั้นนางก็ไม่เสียฮูหยินเสียซ้ำไพล่พลต่อ[2]หน้าหวังหว่านซิว แต่ว่าดีที่นางยังมีที่พึ่งพิงอย่างเหนียนเกิงหรงคนนี้ ขอแค่นางพูดเป่าหูอีกฝ่ายเป็ระยะ เหนียนอิ๋งสี่คนนี้ก็ไม่มีวันได้อยู่อย่างสบายแน่นอน!
ชำเลืองมองอันจือเหมยที่มองบนใส่นางอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น เหนียนอิ๋งสี่ตอบอย่างเกียจคร้าน “หลายวันก่อนลูกไปจวนซือหนานอ๋องจริง”
เชิงอรรถ
^ หมายถึง น้ำตาลก้อน^ หมายถึงอยากได้ประโยชน์จากอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับเสียทั้งสองอย่างในคราวเดียว