มามี้ของข้าไม่อ่อนโยน

    แขกผู้หล่อเหลาทั้ง 4

    โถงเรือนหน้าเต็มไปด้วยผู้คนที่คุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้าหานลี่กันและเว่ยซีซวนได้เดินเข้ามาพร้อมกัน ทั้งสองคำนับมู่หนิงหวง และคนอื่น ๆตามลำดับก่อนจะคำนับเหล่าองค์ชายที่อยู่ตรงนั้นหานลี่กันแอบชำเลืองตาพินิจพิจารณาบุรุษในอาภรณ์เหลืองที่ดูสง่างามไร้ที่ติ ‘บุรุษผู้นี้น่าจะเป็นองค์รัชทายาทองค์ชายเฟิงมู่เฉิน’ บุรุษอีกคนที่นั่งถัดไปอยู่ในอาภรณ์น้ำเงินใบหน้าคมคาย‘องค์ชายหก เฟิงตงหยาง’ ส่วนบุรุษที่นั่งถัดไปอีกคนคือองค์ชายแปดเฟิงหยูเฟยแม้ใบหน้าจะดูหล่อเหลาและทำให้สตรีหลงมัวเมาในเสน่ห์นั้นกลับทำให้หานลี่กันรู้สึกขยาดอยู่ไม่น้อย‘แม้จะมีรูปร่างและใบหน้าที่น่าดูแต่กลับทำให้รู้สึกเหมือนกับดักยังไงพิกล’หานลี่กันคิดในใจก่อนจะส่งยิ้มไปทางแม่ทัพหยางหยางเฟยหย่าที่มองจ้องมายังนางตลอดตั้งแต่เดินเข้ามา

    “นี่คือหานลี่กันบุตรีเจ้ากรมหาน ส่วนสตรีอีกนางนั่นคือคุณหนูใหญ่เว่ย เว่ยซีซวนบุตรีของนายท่านโหว”

    เสียงของมู่หนิงหวงเอ่ยขึ้นก่อน

    “เหล่าไท่ไท่และตระกูลหานช่างสั่งสอนบุตรหลานได้เป็นอย่างดี มิเสียแรงที่เสด็จพ่อและเสด็จแม่ฮองเฮาทรงฝากน้องสิบสองไว้”

    “หากจะว่าไปทั้งความสามารถและกิริยามารยาทนั้นคงได้มาจากเหล่าไท่ไท่อยู่ไม่น้อยทีเดียว”

    “ความงดงามและรูปร่างช่างงง.”

    เหล่าองค์ชายต่างพูดถึงหานลี่กันกันตามลำดับมีเพียงองค์ชายแปดที่ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจกับคำพูดของเขาก่อนที่ชายหนุ่มจะรู้สึกตัวและรีบเปลี่ยนคำพูดในทันที

    “ก็ได้เหล่าไท่ไท่มาเช่นกัน”

    เฟิงหยูเฟยพูดขึ้นก่อนจะยิ้มเขิน ๆเหมือนไม่ได้ตั้งใจแม่ทัพหยางที่ฟังอยู่กำมือแน่นด้วยความไม่พอใจที่สตรีของตนถูกบุรุษอื่นวิจารณ์หานลี่กันคำนับขอบคุณคำชมจากองค์ชายทั้งสาม

    “ขอบพระทัยองค์ชายทั้งสามแต่สตรีที่มีคู่ครองเช่นหม่อมฉันอีกทั้งยังมีลูกติดคงไม่คู่ควรกับคำชมเช่นนี้หรอกเพคะพี่หญิงใหญ่ของหม่อมฉันมากกว่าที่คู่ควรกับคำชมเหล่านี้”

    หานลี่กันเอ่ยขึ้นน้อย ๆก่อนจะโยนไม้ไปทางเว่ยซีซวน สตรีที่ถูกเอ่ยนามถึงกับก้มหน้าลงในทันทีเพื่อหลบซ่อนความเขินอายนั้น

    “มา ๆ มาข้าง ๆ ข้านี่จะได้พูดคุยกัน”

    สตรีมากอายุเอ่ยขึ้นกับหานลี่กันและเว่ยซีซวนในทันทีสตรีทั้งสองจึงเดินเข้าไปยืนด้านข้างสตรีมากอายุนั้น

    ในเรือนที่ดูเงียบเหงาอาฮุ่ยรีบสาวเท้าเข้ามารายงานนายตนในทันที

    “คุณหนูเมื่อสักครู่นี้บ่าวได้ยินมาว่าองค์รัชทายาทองค์ชายหกและองค์ชายแปดได้มาเยี่ยมและดูการเรียนการสอนขององค์ชายสิบสองที่จวนหานเจ้าค่ะ”

    “เจ้าว่าอะไรนะแล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใดกัน”

    “ดูเหมือนตอนนี้จะอยู่โถงใหญ่ของจวนหานเจ้าค่ะ”

    “เร็วเข้ารีบแต่งตัวให้ข้า”

    “แต่นายท่านจะมิว่าหรือเจ้าคะ”

    “ท่านพ่อไม่กล้าตำหนิข้าต่อหน้าแขกที่มาหรอกดีเสียอีก หากข้าสามารถใช้ความงามของข้าจับองค์ชายคนใดคนหนึ่งได้สักคนท่านพ่อก็คงจะสบายขึ้นไม่น้อย”

    “แต่บ่าวได้ยินมาว่าเหล่าองค์ชายต่างมีอนุยิ่งองค์ชายแปดแล้ว...”

    “ธรรมดาที่บุรุษต้องมากอนุท่านพ่อเองก็มีอนุตั้งหลายคน”

    แม้อาฮุ่ยอยากจะห้ามคุณหนูของตนแต่ดูจากความต้องการของเว่ยซิ่วแล้วหญิงสาวจึงจำใจปิดปากของตนเอง

    “ซิ่วเออร์คำนับท่านย่าท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอาเขย ท่านอา”

    แม้ทุกคนจะไม่คิดว่าซิ่วเออร์จะกล้ามาโดยมิได้เรียกแต่เมื่อมาแล้วมู่หนิงหวงจึงจำใจเอ่ยปากขึ้นมา

    “ทำไมเพิ่งมากันยังไม่รีบคำนับองค์รัชทายาท องค์ชายหก องค์ชายแปดและแม่ทัพหยางอีก”

    เว่ยซิ่วรีบทำตามอย่างว่าง่ายก่อนจะแอบพิจารณามองบุรุษทั้งสี่‘นั่นหรือว่าที่น้องเขยดูแล้วก็เหมาะกับหานลี่กันนั่นแหละ แม้จะดูหล่อเหลาแต่ก็มีตำหนิทั้งมีใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่น่าเกลียด ดูแล้ว....ไม่น่าสนใจต่างจากเหล่าองค์ชาย’ เมื่อสรุปบางอย่างได้หญิงสาวจึงยิ้มอย่างหวานหยดย้อยไปทางเหล่าองค์ชายจนหานลี่กันต้องแอบเบือนหน้าหนี

    “เสด็จพี่องค์รัชทายาทพี่หก พี่แปด แม่ทัพหยางก็มาด้วยหรือ”

    เสียงองค์ชายสิบสองเอ่ยขึ้นก่อนจะก้าวข้ามประตูเข้ามาโดยมีหยางชุนตามมาติดๆ ก่อนจะคำนับทุกคนที่อยู่ที่นั่น

    “พวกพี่มาก็เพื่ออยากจะดูความคืบหน้าการเรียนของเจ้าอีกทั้งอยากจะมาดูที่ร่ำเรียนและจวนใหม่ของเจ้าเย็นนี้พวกเราจะไปรับอาหารค่ำที่นั่นด้วย”

    เด็กชายตัวน้อยยิ้มยิงฟันให้กับสี่บุรุษก่อนจะหันไปทางผู้อาวุโส

    “เช่นนั้นข้าและเสี่ยวชุนขอพาเสด็จพี่องค์รัชทายาทพี่หกและพี่แปดไปดูเรือนเรียนและลานฝึกซ้อมนะขอรับ”

    เมื่อเหล่าองค์ชายออกพ้นประตูไปแล้วหยางเฟยหย่าจึงได้มอบวันมงคลที่เหมาะแกการจัดงานแต่งงานให้แก่มู่หนิงหวง

    “นี่มัน....”

    “ขอรับ”

    “อื่ม...เป็นฤกษ์ที่ดียิ่งเจ้าลองดูสิ”

    มู่หนิงหวงยื่นต่อให้ทุกคนดูจนถึงมือหานลี่กันหญิงสาวมองดูฤกษ์แต่งงานของตนก่อนจะคำนวณในใจ ‘ปีหน้างั้นหรือ ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนแล้วสินะ’ เว่ยซิ่วที่มิได้สนใจเรื่องตรงหน้ากลับเอ่ยขอตัวกลับไปในทันที

    “หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

    ร่างน้อยในอาภรณ์เหลืองรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีสายตาของทุกคนที่มองตามจนร่างนั้นหายลับตาไป

    “เจ้าว่าอย่างไรลี่เออร์”

    “เรื่องนี้แล้วแต่ท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าค่ะ”

    หานลี่กันเอ่ยตอบมู่หนิงหวงสตรีมากอายุจึงหันไปทางหานเทียนและเว่ยเหลียน

    “พวกเจ้าว่าอย่างไร”

    “ทุกอย่างข้าได้จัดเตรียมไว้นานแล้วเจ้าค่ะ”

    “เช่นนั้นก็ดีตกลงตามนี้”

    “ขอบคุณขอรับ”

    “เช่นนั้นลี่เออร์เจ้าก็พาแม่ทัพหยางไปเดินเล่นเสียหน่อยสิ”

    “เจ้าค่ะ แต่...”

    “แต่อะไรงั้นหรือ”

    มู่หนิงหวงหันมาทางหานลี่กันอย่างสงสัย

    “อีกไม่นานจะได้เวลาทานอาหารว่างของเด็กๆ ...”

    “เรื่องนั้นเดี๋ยวข้าจะให้ซวนเออร์จัดการแทนเจ้าเอง”

    “ขอบคุณเจ้าค่ะ”

    หานลี่กันยกยิ้มก่อนจะขยิบตาไปทางเว่ยซีซวนหญิงสาวมีใบหน้าเห่อแดงเล็กน้อยก่อนจะรีบเก็บอาหารจนเมื่อแม่ทัพหยางและหานลี่กันออกไปเว่ยเจ๋อจึงได้เอ่ยขึ้น

    “ท่านพ่อดูท่าแล้วศึกทางตะวันออกคงจะหนักไม่น้อย”

    “อื่มกว่าแม่ทัพหยางจะชนะศึกและรอดกลับมา ก็เป็นดั่งที่เจ้าเห็นนี่แหละ”

    “แม้ใบหน้าจะมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่แต่ลี่เออร์กลับไม่รังเกียจ”

    “สมกับที่เป็นน้องสาวของข้าจริงๆ ฮ่า ๆ ๆ”

    หานหลงเอ่ยขึ้นในตอนท้ายพลันเรียกรอยยิ้มจากทุกคนที่อยู่ตรงนั้นแต่ทุกคนกลับรู้ดีว่าสตรีที่ถูกเอ่ยถึงนั้นเป็นสตรีที่ไม่เหมือนใครจริง ๆเพราะรอยแผลเป็นขนาดใหญ่เช่นนี้หากสตรีอื่นเห็นคงถูกรังเกียจหรือกลัวจนหัวใจวายตายเป็นแน่

    “ท่านแม่เรื่องงานแต่งลี่เออร์”

    “ในเมื่อได้ฤกษ์แล้วก็อย่าได้รีรออีกเลยตอนนี้ที่ข้าเป็นกังวลมากที่สุดกลับมิใช่เรื่องนี้”

    มู่หนิงหวงเอ่ยขึ้นก่อนจะมองออกไปด้านนอกอย่างเหม่อลอยทุกคนที่เห็นสีหน้าและแววตาของสตรีมากอายุต่างรู้ได้ในทันทีว่าเป็นเรื่องของผู้ใดกัน

    “มาถึงขนาดนี้แล้วอะไรจะเกิดก็คงต้องให้เกิด แต่หากป้องกันได้ก็ควรที่จะ....ป้องกันไว้ดีกว่า”

    ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย

    “ซวนเออร์เจ้าช่วยนำของว่างไปให้เหล่าองค์ชายและชุนเออร์ทีนะแต่หากว่า.....มีสิ่งใดมาขัดขวางเจ้า เจ้าก็อย่าได้ฝืน เข้าใจหรือไม่”

    “เจ้าค่ะท่านย่า”

    มู่หนิงหวงพูดจบจึงได้เดินออกไปจากโถงของเรือนนั้นก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันออกไปเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องมามี้ของข้าไม่อ่อนโยน ที่คุณอ่าน