"อึก...!"
เสียงครางต่ำด้วยความทรมานดังเล็ดลอดออกมาจากไรฟันที่ขบกันจนแน่น เด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสีซีดล้มพับลงไปกองกับพื้นหญ้า มือทั้งสองข้างจิกแน่นลงบนแผ่นอกและแผ่นหลังของตัวเอง ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงจนเม็ดเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเผือด
ลู่เฉินในวัยสิบhexปี กำลังเผชิญหน้ากับฝันร้ายที่กัดกินชีวิตเขามาั้แ่จำความได้
มันคือโรคประหลาดที่แพทย์ทุกคนในเมืองตระกูลลู่ต่างส่ายหน้าหนี ทุกครั้งที่เขาพยายามจะทำสมาธิเพื่อััถึงพลังปราณในชั้นบรรยากาศ กระดูกทุกชิ้นในร่างกาย โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง จะเกิดเสียงลั่นฟาดราวกับข้อไม้ไผ่ที่กำลังจะแตกหัก มันร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟแผดเผา แต่ในขณะเดียวกันก็หนาวเหน็บเสียดลึกเข้าไปในไขกระดูก
"ทำไม... ทำไมเส้นชีพจรของข้าถึงได้ตีบตันและบิดเบี้ยวเช่นนี้" ลู่เฉินพึมพำกับตัวเองด้วยความคับแค้นใจ
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ ร่างกายที่ไร้ซึ่งพลังปราณและเต็มไปด้วยโรคภัย ย่อมไม่ต่างอะไรกับเศษสวะ ลู่เฉินเป็เพียงเด็กกำพร้าของตระกูลลู่สายสาขา บิดามารดาของเขาหายสาบสูญไปในหุบเขาต้องห้ามั้แ่เขายังเล็ก ทิ้งไว้เพียงบ้านดินซอมซ่อหลังหนึ่งที่ท้ายหมู่บ้าน และตราประทับคำว่า "ขยะ" ที่คนในตระกูลมอบให้
"เฮ้! ดูซิว่าเราเจอใคร... เ้าขยะลู่เฉินกำลังนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นอีกแล้วหรือ?"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ สามคู่ ลู่เฉินพยายามพยุงร่างกายที่อ่อนแรงลุกขึ้นยืน เงยหน้ามองผู้มาเยือนด้วยสายตาราบเรียบ
ผู้ที่เดินนำหน้าคือ ลู่เหยียน ลูกพี่ลูกน้องสายตรงของตระกูลสาขา มันเป็เด็กหนุ่มรูปร่างกำยำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโอหัง ลู่เหยียนอยู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สาม ซึ่งถือว่าโดดเด่นมากในบรรดารุ่นเยาว์ และมันก็คือตัวตั้งตัวตีในการรังแกตัวเขามาโดยตลอด
"ลู่เหยียน... เ้ามีธุระอันใด" ลู่เฉินเอ่ยเสียงแหบแห้ง
"ธุระงั้นหรือ? วันนี้เป็วันแจกจ่ายทรัพยากรประจำเดือนของตระกูลไม่ใช่หรืออย่างไร?" ลู่เหยียนยิ้มกวนโทโสพลางยื่นมือออกมา "ส่งหินปราณต่ำสามก้อน กับโสมิญญาระดับเศษขยะที่เ้าเพิ่งได้มาซะดีๆ คนพิการที่เส้นชีพจรตันอย่างเ้า กินโสมิญญาเข้าไปก็เปล่าประโยชน์ เอามาให้ข้าบำรุงพลังยังจะเกิดประโยชน์ต่อตระกูลมากกว่า!"
"นั่นเป็ส่วนของข้า ตระกูลแจกจ่ายให้ศิษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน เ้าไม่มีสิทธิ์มาแย่งชิง" ลู่เฉินกำถุงผ้าหยาบในอกเสื้อแน่น แม้มันจะเป็เพียงโสมิญญาเกรดต่ำสุด แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยบรรเทาอาการปวดกระดูกของเขาได้บ้างในยามค่ำคืน
"สิทธิ์งั้นหรือ? ในตระกูลลู่... กำปั้นต่างหากคือสิทธิ์ขาด!"
ลู่เหยียนแค่นเสียงกวาง ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พลังปราณสายหนึ่งแล่นพล่านไปที่ฝ่ามือขวา ก่อนจะซัดเข้าที่แผ่นอกของลู่เฉินอย่างจัง
ปัง!
ร่างของลู่เฉินลอยละลิ่วไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ ความเ็ปจากฝ่ามือยังไม่เท่ากับความเ็ปในกระดูกสันหลังที่ลั่นเพล้งขึ้นมาอีกครั้ง โลหิตสดๆ ทะลักออกจากปากของเด็กหนุ่ม ทัศนวิสัยเริ่มพร่าเลือน
ลู่เหยียนเดินเข้าไปหาแล้วฉีกกระชากถุงผ้าออกจากอกเสื้อของลู่เฉินอย่างง่ายดาย มันเปิดดูหินปราณและโสมิญญาแห้งๆ ด้วยแววตาเหยียดหยาม ก่อนจะถ่มน้ำลายลงบนพื้นข้างตัวลู่เฉิน
"จำใส่หัวเน่าๆ ของเ้าไว้ ลู่เฉิน... เ้ามันก็แค่สุนัขพิการที่ตระกูลเลี้ยงไว้ดูเล่น อย่าริอ่านมาพูดเื่ความเท่าเทียมกับข้า พวกเรา กลับ!"
พวกมันสามคนเดินหัวเราะร่าจากไป ทิ้งให้เด็กหนุ่มนอนจมกองเือยู่เพียงลำพัง
สายลมโชยพัดผ่านพาสติของลู่เฉินให้คืนกลับมาเบาๆ เขากัดฟันยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ร่างกายสะบักสะบอม เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเื แต่แววตาของเขากลับไม่มีความสิ้นหวัง มีเพียงความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่ซ่อนพายุคลั่งเอาไว้ภายใน
เขารู้ดีว่าหากไร้ซึ่งพลัง การดันทุรังต่อสู้กลับมีแต่จะทำให้ตัวเองตายไวขึ้น
ลู่เฉินพยุงร่างที่บอบช้ำลากฝีเท้ากะเผลกๆ กลับไปยังกระท่อมดินซอมซ่อของตนเองที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวตรงชายขอบตระกูลลู่ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดและวังเวง
เขานั่งลงบนเตียงไม้เก่าๆ โคจรความเ็ปที่แผ่ซ่านออกมาจากกระดูกสันหลัง ทว่าในค่ำคืนนี้... สิ่งที่แปลกไปคือความร้อนระอุในกระดูกสันหลังของเขามันกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ลึกลับและยิ่งใหญ่กำลังพยายามจะเจาะทะลุกระดูกของเขาออกมาจากภายใน
ลู่เฉินเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง กระท่อมของเขาตั้งอยู่ติดกับทางเข้าหุบเขาหมอกทมิฬ เขตต้องห้ามที่เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบตลอดทั้งปี
"หรือว่า... ชีวิตของข้าจะต้องจบลงตรงนี้จริงๆ" ลู่เฉินกำหมัดแน่น ััได้ถึงเสียงกระดูกลั่นที่ดังขึ้นถี่กว่าทุกวัน ราวกับเป็ลางบอกเหตุว่าโชคชะตาของเขากำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาลในอีกไม่ช้า