หลัวสุ่ยิ คุณชายใหญ่สกุลหลัวผู้เพรียบพร้อมไปด้วยรูปร่างหน้าตา สติปัญญาและฐานะล้วนสมบูรณ์แบบยากหาใครเทียบเคือง บัดนี้กำลังวุ่นวายใจเพียงเพราะมีปากเสียงกับภรรยาจนอีกคนหนีหายไปไหนแล้วก็ไม่ทราบ
ตามจริงหลัวสุ่ยิไม่ได้พึงใจต่อหลี่ซูเซียนั้แ่แรก เพียงทำตามความ้าของมารดาเท่านั้น และยามนี้สาเหตุของความวุ่นวายใจคือมารดาของตนมาหวาดล้อมแกมกดดันให้ไปตามหาสะใภ้ของนางั้แ่เช้าตรู่ ความโปรดปราณที่มากเกินพอดีพาให้หลัวสุ่ยิอึดอัดเป็อย่างมาก เขาสู้อุตส่าห์แต่งให้แล้วยังจะมากกะเกณฑ์ให้ทำนู้นนี้เพื่อเอาใจคุณหนูสกุลใหญ่ผู้นี้อีก
ช่างวุ่ยวายเสียจริง
มือหนาปิดสมุดบัญชีที่เพิ่งตรวจเสร็จเก็บไว้ในกล่องพร้อมลงกลอนอย่างแ่า ร่างสูงใหญ่ของคุณชายตะกูลหลัวลุกยืนก่อนก้าวเดินออกจากห้องอย่างไม่เร่งรีบนักเพื่อทำตามความประสงค์ของมารดาให้จบๆ ไป
จากการไตร่ถามบ่าวคนสนิทของหลี่ซูเซียนหลัวสุ่ยิเดาว่านางไม่น่าจะออกไปนอกจวน เพราะถุงเงินของมีค่าของนางยังอยู่ครบทุกชิ้นหากออกไปนอกจวนเป็ไปไม่ได้เลยที่จะไม่พกของมีค่าไปด้วย ความเป็ได้ที่เหลือคือเรือนสักเรือนในจวนสกุลหลัวแห่งนี้ แต่ที่ไหนกันล่ะที่นางจะไปได้?
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว กลางดึกเมื่อหลายวันก่อนสร้างความฉงนใจให้คุณชายใหญ่สกุลหลัวไม่น้อย หลี่ซูเซียนคุณหนูผู้เพรียบพร้อมด้วยหลักสี่คุณธรรมกลับเมามายพูดจาไม่รู้ความถูกประคองมาโดยคุณชายใหญ่สกุลอี้หย่ง ข้างกันนั้นยังมีอี้หย่งเพ่ยซานบุรุษตัดแขนเสื้อที่เคยตามตื้อตนด้วยวิธีประหลาดมากมายนอนหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนของหลัวเจิ้งเหยียน
สองขาก้าวเดินตรงไปยังเรือนท้ายจวนเมื่อวิเคราะห์ความเป็ไปได้ว่าคนที่ตามหาอาจจะอยู่ที่นั้น เส้นทางไม่คุ้นตาเพราะตนมายังเรือนภรรยาอีกคนของบิดานับครั้งได้ แต่ก็ไม่เป็อุปสรรคเพราะหลัวสุ่ยิไม่ได้เร่งรีบอะไร นานทีเดินชมส่วนหลังจวนหน่อยก็ไม่เลวเท่าไหร่
เรือนขนาดกลางที่จำได้รางๆ ว่าเป็ที่อยู่ของมารดาหลัวเจิ้งเหยียนเงียบเชียบบ่งบอกว่าไม่มีคนอาศัยอยู่ ผนวกกับเคยได้ยินผ่านๆ จากการสนทนาของบ่าวรับใช้ในจวนถึงเรือนใหม่ที่พึ่งสร้างคุณชายใหญ่สกุลหลัวจึงเดินผ่านโดยไม่แปลกใจกับสภาพเรือนนัก
ผ่านสองเรือนว่างเปล่ามาไม่นานเรือนใหญ่รูปทรงแปลกใหม่ก็ปรากฎขึ้นในครรลองสายตา เพียงมองด้วยตาเปล่าไกลๆ ยังรู้สึกได้ถึงความรมรื่นกลิ่นดอกไม้นานาพรรณลอยมาตามลมที่ปะทะใบหน้าพาให้ใจสงบโดยแท้ อยู่มาั้แ่เกิดจนเติบใหญ่เพิ่งทราบว่าในจวนมีสถานที่น่าอยู่เช่นนี้ด้วย
สำรวจรอบด้านด้วยตาเปล่าจนพอใจหลัวสุ่ยิคิดเข้าไปถามไถ่ถึงการมาของหลี่ซูเซียน ทว่ายังไม่ทันยกขาก้าวไปด้านหน้าเสียงจากด้านหลังก็หยุดฝีเท้าที่กำลังจะขยับไว้เสียก่อน
“ท่านมาทำอันใดที่นี่?”
ไม่ต้องหันไปมองหลัวสุ่ยิก็ทราบได้ว่าเ้าของเสียงนั้นคือใคร ตอบคำถามโดยสายตาไม่ละไปจากจุดหมายตรงหน้า “ข้ามาตามหาหลี่ซูเซียน”
คิ้วคมของคนฟังเลิกขึ้นทวนประโยคแล้วถามกลับ “หลี่ซูเซียน? ภรรยาของท่านจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“เป็เพียงการคาดเดาของข้า” หลัวสุ่ยิตอบไปตามตรงเพราะไม่มีอะไรมายืนยันว่านางอยู่ที่นี่ มีเพียงการคาดเดาของเขาที่อาจจะไม่ใช่ก็ได้
“เหตุใดท่านถึงคิดว่านางจะอยู่ที่นี่?”
“หลายวันก่อนข้าเห็นนางกลับมาพร้อมคุณชายอี้หย่ง……”
“ท่านเลยคิดว่าพี่สะใภ้จะมาหาภรรยาของข้า?”แค่คิดว่าภรรยาในนามของเขาเคยชอบพี่ชายต่างมารดาผู้นี้มากน้ำเสียงที่ใช้พลันเน้นหนักโดยไม่รู้ตัว
หลัวสุ่ยิพยักหน้า “เป็เช่นนั้น”
หลัวเจิ้งเหยียนเดินนำหน้าพี่ชายต่างมารดาเข้าไปในเรือนโดยไม่ได้กล่าวเชิญอย่างที่ควรจะเป็ แต่หลัวสุ่ยิก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพียงเดินตามไปเงียบๆ เท่านั้น
บรรยากาศแปลกๆ ในเรือนทำสองผู้มาใหม่อดจะฉงนไม่ได้ โถงขนาดย่อมมีสมาชิกในเรือนอยู่เกือบครบ ขาดแค่อี้หย่งเพ่ยซาน เกินมาคือหลัวเชิ่งหยวน ทั้งหมดมีท่าทีกระวนกระวาย หลัวเจี้ยนฮ่าวลุกเดินไปยังห้องหนึ่งแล้วกลับมานั่งอีกครั้งไม่นานก็ลุกเดินไปหยุดที่หน้าห้องใหม่แล้วกลับมานั่งอีกครั้ง
หลัวเจิ้งเหยียนทักขึ้น “ทำอันใดกันอยู่หรือ?”
ทุกสายตาหันไปมองยังต้นเสียง รอยยิ้มคล้ายโล่งใจฉายชัดบนใบหน้าของทุกคน ทว่าเมื่อมองเลยไปยังแขกอีกคนความกังวลใจกลับมาแทนที่
“เอ่อ….”
เมื่อไม่มีใครให้คำตอบหลัวสุ่ยิจึงเอ่ยถามเพื่อความกระจ่าง “หลี่ซูเซียนมาที่นี่ใช่หรือไม่?”
ทั้งหมดพยักหน้าพร้อมกัน เป็หลัวเจี้ยนฮ่าวตอบ “คุณหนูหลี่มาหาพี่สะใภ้ั้แ่เช้าจนตอนนี้ยังไม่ออกมาจากห้องโถงใหญ่เลยขอรับ แถมยังกำชับด้วยว่าห้ามรบกวน”
โถงใหญ่ที่ว่าคือห้องที่เชื่อมกับโถงไว้ใช้รับแขกที่พวกเขากำลังยืนอยู่นี่ หลังประตูที่หลัวเจี้ยนฮ่าวเดินไปหยุดคือโถงขนาดใหญ่มีสระบัวอยู่ตรงกลางมีทางเชื่อมไปยังทะเลสาปด้านหน้า ตัวเรือนฝั่งหนึ่งอยู่ใต้ชายคาแต่ฝั่งหนึ่งเปิดโล่งไม่มีหลังคา นับเป็สิ่งก่อสร้างที่ประหลาดสุดๆ เท่าที่เคยประจักษ์มาเลยก็ว่าได้
หลัวสุ่ยิหันไปหาน้องชาย “น้องรอง รบกวนเ้าแล้ว”
“อืม” เจิ้งเหยียนตอบรับก่อนตรงไปยังทางเข้าโดยไม่สนคำว่าห้ามรบกวนของคนด้านใน ทันทีที่ประตูเปิดก็ได้ยินเสียงหวานตวาดลั่นหากแต่ประโยคที่กล่าวฟังยังไงทั้งสองคนก็ไม่เข้าใจ
สองบุรุษมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ผ่านประตูเข้ามาบทสนทนาภาษาดังกล่าวยังดังอยู่ต่อเนื่อง ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนชะงักเท้าไม่ก้าวเดินต่อคงเป็อริยาบถของสองคนด้านในมากว่า
หนึ่งสาวงามนั่งบนพื้นต่างระดับคล้ายขึ้นบรรได ถัดลงไปอีกขั้นเป็หนึ่งบุรุษคุกเข่ายืดกายลูบใบหน้าขาวเนียนของหญิงสาว มือขาวยังเลื่อนต่ำลงไปยังคอเสื้อของหลี่ซูเซียน หลัวสุ่ยิขมวดคิ้ว หลัวเจิ้งเหยียนไม่ต่างกันปากขยับเอ่ยไวกว่าความคิด “ทำอะไรกัน?”
สายตาทั้งสองจับจ้องไปยังต้นเสียง ก่อนหันกลับมามองหน้ากันพิจารณาอิริยาบถของแต่ละฝ่าย หญิงสาวใบหน้าแดงกล่ำน้ำตาคลอเบ้าจมูกแดงระเรื่ออย่างกับผ่านการร้องไห้มามีบุรุษแนบชิดลูบไล้เรือนกายสองต่อสองในห้องกึ่งมิดชิดกึ่งเปิดโล่ง สภาพเขาสองคนดูยังไงก็คิดดีไม่ได้เลย
อันจื่อเทาค่อยๆละมือออกอย่างเป็ธรรมชาติ ขยับกายห่างมองสองผู้มาใหม่ที่ยังจ้องเขากับไอ่เด็กเกรียนไม่วางตา ไม่บอกก็รู้ว่าคิดอะไร อันจื่อเทาแสร้งตอบคลุมเคลือ “ซับเหงื่อให้”
“……” หลัวเจิ้งเหยียนอ้าปากจะกล่าวแต่ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดจึงหุบปากไว้แล้วเดินเข้าไปดึงภรรยาตัวเองให้ลุกยืนเคืองข้างตน “เ้าเปียกด้วยหรือไม่?”
หลี่ซูเซียนผู้ถูกกระทำอ้าปากค้างไร้คำจะเอ่ยได้ เขาต่างหากที่ถูกคำพูดเฮียฟาดให้จนเปียกไปทั้งหน้า ไฉนคนถูกปลอบโยนถึงเป็เฮียกันล่ะพ่อพระรอง!
“ไม่ ข้านั่งเฉยๆ มีแค่นางที่เปียก” วาจาสองแง่สองง่ามพาให้คนฟังอดคิดอกุศลกันไปใหญ่
หลัวสุ่ยิขมวดคิ้ว “เ้าทำอันใดหลี่ซูเซียน?”
อันจื่อเทาตอบกลับคล้ายไม่ใส่ใจ “ถามนางดูสิ”
เห็นท่าทีเช่นนั้นพาให้หลัวสุ่ยิแปลกใจไม่น้อย ปกติอี้หย่งเพ่ยซานเวลาอยู่ต่อหน้าเขานิ่งได้เพียงนี้เลยหรือ? แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่ได้มีมากจนถึงขั้นเอ่ยปากถาม เวลานี่เื่ของหลี่ซูเซียนเขา้าคำตอบมากกว่า “ข้าถามเ้า”
“ข้าบอกไปแล้ว”
หลัวสุ่ยิตอบโดยไม่ต้องคิด “แต่สิ่งที่ข้าเห็นมันไม่คล้ายเช่นนั้นเลย”
ดวงตาดอกท้อฉายแววเบื่อหน่ายมองผ่านๆ เลยไปยังคนข้างกาย “เ้าเองก็คิดว่าข้าทำเื่บัดสีกับคุณหนูหลี่เช่นกัน?”
“ข้าเชื่อว่าเ้ามีเหตุผลของเ้า” หลัวเจิ้งเหยียนไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้ยอมรับ เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้เอ่ยเพียงเพราะจะเอาใจอี้หย่งเพ่ยซาน เขาตัดสินใจทำความรู้จักอีกฝ่ายใหม่แล้วเขาควรฟังเหตุผลจากปากหาใช่ตัดสินจากสิ่งที่ตาเห็นแค่ชั่วครู่ชั่วคราว
“มันไม่อะไรจริงๆ นะ!”หลี่ซูเซียนแทรกขึ้นด้วยท่าทางแตกตื่นหลังจากรับรู้ถึงสายตาแปลกๆ และความคิดน่าขนลุกของผู้มาใหม่ “ข้าแค่สำลักชาแล้วคุณชายอี้หย่งมาช่วยซับให้เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเกินเลยกว่านั้นจริงๆ นะ”
“แค่นั้น?” หลัวสุ่ยิยังทำใจเชื่อไม่ได้ “เ้าหายออกไปจากเรือนกว่าครึ่งวันมาอยู่ลำพังกับบุรุษสองต่อสอง ให้ข้าเชื่อแค่คำพูดไม่กี่คำไม่ง่ายไปหน่อยหรือ?”
“แต่บุรุษที่ท่านว่าคือภรรยาของน้องชายท่านนะ!” หลี่ซูเซียนเถียงกลับไม่ยอมแพ้
“แล้วอย่างไรเนื้อแท้ของเขาก็คือบุรุษผู้หนึ่ง”
“ข้าบอกไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไรสิ ท่านจะคิดไปไกลทำไม!” เพราะมีความไม่พอใจในตัวพระเอกที่ตัวเองสร้างมากับมืออยู่แล้ว มาเจออีกคนโบ้ยข้อหาน่าขนลุกให้อีกเด็กหนุ่มในร่างหญิงสาวจึงไม่สามารถคีพลุคเรียบร้อยต่อได้อีก
หลัวสุ่ยิขมวดคิ้วกับท่าทางที่ไม่เห็นมาก่อน “เ้าเป็คนไม่มีเหตุผลเช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่?”
“ข้าก็เป็ของข้าแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทำไม!จะหย่ากับข้าหรือ? เอาสิข้าก็ไม่ได้อยากมีบุรุษเป็สามีเหมือนกัน!” แขนเรียวยกท้าวเอวใบหน้าเชิดรั้นสายตาเต็มไปด้วยความถือดี
อันจื่อเทาเห็นท่าไม่ดีอดแทรกขึ้นไม่ได้ “เฮ้ ใจเย็นก่อน”
ความจริงอันจื่อเทาแค่อยากทดสอบบางคนเท่านั้นจึงแสร้งเอ่ยวาจากำกวมออกไป ไม่คิดว่าเื่จะเลยเถิดถึงขั้นทำให้พระเอกนางเอกแตกหักกันแบบนี้
เดี๋ยวนะ…
พระเอกนางเอกแตกหัก...
อย่าบอกนะว่า…
“เฮียอยู่เฉยๆ อย่ายุ่ง” ชัดเลย…..
หันกลับมาขยับปากเป็ภาษาอังกฤษที่มีเพียงเขาสองคนที่เข้าใจแถมด้วยวิ๊งส่งท้าย รู้เลยเจตนาไอ่เด็กเกรียนนี่คืออะไร
เฮ้ออ ยังไงแดเนียลก็ผู้ชายแมนๆ คนหนึ่งการมีสามีคงไม่ใช่เื่ที่จะทำใจยอมรับได้ บวกกับคำถามของเขาเลยยิ่งทำให้เ้าหนูนั้นระแวงหลังกว่าเดิม พอสบโอกาสเลยไม่รอช้ารีบลงมือทันที
“เ้าขอหย่ากับข้าเพื่อมาหาเขา?”
“ใช่แล้วจะทำไม ไม่ใช่แล้วจะทำไม?”
ในเมื่อบอกไม่ให้ยุ่งเขาก็จะไม่ยุ่ง คิดจะหาที่นั่งรอพระเอกนางเอกจัดกากันเอาเองทว่าสายตาดันไปสบกับคนข้างกายก่อนเสียนี่
หลัวเจิ้งเหยียนมีท่าทีลังเลก่อนอ่อมแอ่มถามขึ้น“เ้ากับนาง…มีสัมพันธ์กันจริงๆ หรือ?”
เวลานี้จะตอบรับหรือปฏิเสธผลลัพธ์คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ อันจื่อเทาจึงเลือกจะเงียบแล้วกระซิบเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคนแทน “เ้าเชื่อข้าสิ มันไม่มีอะไรเลย”
ไม่มีคำใดหลุดออกจากปาก หลัวเจิ้งเหยียนเพียงสบตาคู่งามนิ่งเพื่อหาความจริงในนั้น แต่ไม่ว่าจะมองยังไงก็มีเพียงความนิ่งสนิทไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งรอบข้าง หากเป็เมื่อก่อนเขาคงไม่เชื่อและร่วมกับพี่ชายต่างมารดาต่อว่าในการกระทำของคุณชายอี้หย่งผู้นี้ ทว่ายามนี้แตกต่างออกไป ความรู้สึกในใจเชื่อใจอี้หย่งเพ่ยซานไปมากกว่าครึ่งแล้วเพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยค
“อืม ข้าเชื่อเ้า” มุมปากยกเป็รอยยิ้มอีกครา พาให้คนมองยกยิ้มตามอย่างช่วยไม่ได้ อย่างน้อยคนๆ นี้ก็รักษาคำพูด
ท่ามกลางบรรยากาศชื่นบานอย่างกับมีพร๊อพหลังเป็ดอกไม้นานาพรรณล่วงหล่นของคนที่ส่งยิ้มให้กัน อีกสองคนกลับมีบรรยากาศตรงข้าม ไอความมาคุขมุกขมัวคละคลุ้ง สองพระนายจ้องตาไม่เอ่ยคำอย่างกับ้าทดสอบความอดทนของอีกฝ่ายอย่างไรอย่างนั้น
และคนที่ความอดทนน้อยกว่าก็เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน “เ้าจะเอายังไง?”
“เป็ข้าไม่ใช่หรือต้องถามเ้า?” หลัวสุ่ยิตอบคำถามด้วยคำถาม
หลี่ซูเซียนจิ๊ปากขัดใจ “ข้าไม่้าคนที่ไม่ให้เกียรติข้ามาเป็สามี”
“ข้าไม่ให้เกียรติเ้าที่ใด?” ว่ากันตามจริงแม้จะเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกันแล้ว แต่เมื่ออีกคนบอกยังไม่พร้อมเขาก็ไม่เร่งรัดปล่อยไปตามใจแล้วยังหาว่าไม่ให้เกียรติอะไรอีก
“ตรงไหนก็ตรงนั้นแหละ”หลี่ซูเซียนโดนย้อนถามกลับคิดคำตอบไม่ทันจึงตัดบทด้วยความเอาแต่ใจ “สรุปเ้าจะเอายัง?”
หลัวสุ่ยิอยากกุมขมับ การต้องมาถกเถียงด้วยเื่ไม่เป็เื่แถมยังวกไปวนมามันทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อยเหมือนกัน “หากเ้า้าหย่ากับข้าถึงเพียงนั้นก็ให้ผู้ใหญ่มาคุยกันเถิด ข้าไม่ขัดข้อง”
“เ้าพูดแล้วนะ” อันจื่อเทาละอยากเขกกบาลเ้าเด็กนี้จริงๆ พอได้ตาม้าก็ระริกระรี้แสดงเจตนาชัดเจนแบบนี้ไหนล่ะเหตุผลสวยหรูที่อ้างมาเมื่อกี้
“พวกท่านพึ่งเข้าหอกันไม่นานหากหย่าร้างกันตอนนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกระมัง” หลัวเจิ้งเหยียนที่ฟังอยู่นานอดสอดปากขึ้นไม่ได้ อย่างไรเสียเขาก็เคยพึ่งใจสตรีผู้นี้มาก่อนแม้นไม่สมหวังแต่ก็ยังมีความปราถนาดีต่อนางฉันสหาย ไม่อยากให้เป็ที่ครหาของชาวบ้าน
ทว่าความหวังดีของพ่อพระรองคงไม่ถูกใจนางเอกสักเท่าไหร่ เ้าตัวถึงหันขวับมามองตาเขียวอย่างไม่เก็บงำความรู้สึกใดๆ อีกแล้ว “ตอนไหนก็ไม่ต่างกันหรอก สองคนมิพึงใจจะอยู่ด้วยกัน ต่อให้รั้งไปนานแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องแยกจากอยู่ดี สู้ให้จบๆ ลงตอนนี้มิดีกว่าหรือจะได้ไม่ลำบากใจทั้งสองฝ่าย”
คนจะไปรั้งยังไงก็ไม่อยู่สินะ อันจื่อเทาเข้าใจเด็กเกรียนดี แต่คำพูดของหลัวเจิ้งเหยียนก็ไม่ควรมองข้าม
“ข้าว่าหลัวเจิ้งเหยียนก็พูดถูกนะ เ้าควรลดความเอาแต่ใจแล้วมองมุมกว้างบ้าง”
“…….” วาจาจากปากคนโลกเดียวกันทำให้หลี่ซูเซียนหันมองด้วยแววตาตัดพ้อ เหตุผลที่เขาทำแบบนี้เฮียน่าจะรู้อยู่แก่ใจ ละไอ้ชื่อเสียงบ้าบอนั่นเขาสนใจที่ไหนล่ะ อันจื่อเทารับรู้ความคิดของเด็กเกรียนจึงค่อยๆ อธิบายเหตุและผลให้ฟังอย่างใจเย็น
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เข้าใจเ้า แต่เื่เช่นนี้ไม่ควรรีบร้อน ใจเย็นๆ แล้วรอเวลาที่เหมาะสมเถิด”อันจื่อเทาวางมือบนไหล่เด็กเกรียนบีบเบาๆ หลี่ซูเซียนมีแววตาอ่อนลงเงียบคิดตามคำเฮียแล้ว
ท่าทีที่เปลี่ยนไปของอี้หย่งเพ่ยซานไม่เพียงสร้างความแปลกใจให้หลัวสุ่ยิ แต่ยังสร้างความพึงพอใจให้อีกคนเงียบๆ ด้วย หากเป็แต่ก่อนอี้หย่งเพ่ยซานคงดีใจแทบบ้าที่บุรุษในดวงใจหย่าร้างกับสตรีอื่น และคงทำทุกทางเพื่อให้หลัวสุ่ยิหันมามอง ไม่ใช่เกลี่ยกล่อมด้วยเหตุแลผลให้ทั้งสองยื้อเวลาไปอีก ซึ่งเวลาที่ยื้อไปนั้นอาจเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของทั้งสองคนก็ได้แต่อี้หย่งเพ่ยซานก็ยังทำมันโดยไม่เสียเวลาคิดสักนิด
เห็นได้ชัดว่าอี้หย่งเพ่ยซานเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ คิดถูกแล้วที่เลือกเชื่อใจ
โดยไม่รู้ตัวมันยังสร้างความประทับใจเล็กๆ ให้กับบางคนอีกด้วย
**************