ผู้มาเยือนกลุ่มใหม่มีอยู่ด้วยกันสี่คน โดยคนทั้งสามได้ก้าวเดินมาพร้อมกัน และมีอีกหนึ่งคนที่กำลังเดินรักษาระยะห่าง ด้วยกิริยาท่าท่างไม่ค่อยเป็นมิตรนัก
ชายหนุ่มที่เดินนำมาคนแรกนั้นมีท่วงท่าแสดงออกถึงความหยิ่งทะนง บนใบหน้าปรากฎรอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจผู้นี้ก็คือโจวอี้หาน นายน้อยตระกูลโจวแห่งเมืองเหอหยาง ซึ่งเพิ่งจะเข้าเป็นศิษยสายนอกของสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ได้ไม่นาน และยังเป็นอริกับเฉินอี้ด้วย!
พวกโจวอี้หานขยับเท้าเข้ามาหยุดตรงเบื้องหน้าของทุกคน แล้วยังไม่ทันจะได้กวาดตามองดูทั่วห้องก็พลันมีเสียงเอ่ยกล่าวขึ้นว่า “คำนับท่านผู้อาวุโสทุกท่าน ข้าน้อยโจวอี้หาน ศิษย์สำนักกระบี่เมฆาสวรรค์และสหายทั้งสอง ได้ขออนุญาตมาเยี่ยมเยือนยังสถานที่แห่งนี้อย่างกะทันหัน เพราะข้ามีเรื่องจะมาแจ้งกล่าวต่อเหล่าผู้อาวุโสทุกท่านในที่นี้ว่า พวกท่านกำลังถูกคนตระกูลเฉินหลอกลวงอยู่!”
เมื่อได้ยินคำบอกกล่าวใหญ่โตอย่างชัดเจนอีกครั้งเช่นนี้ เหล่าผู้คนก็ต่างแสดงสีหน้างงงวยสงสัย โดยไม่เข้าใจความหมายที่มันต้องการจะสื่อ
เฉินอี้ขมวดคิ้วเพ่งมองชายที่อยู่ในภาพความทรงจำผู้นี้ ขณะได้พบเจอตัวจริงเป็นครั้งแรก พลางคิดกล่าวในใจ “มันจะมาทำบ้าอะไรที่นี่ฟ่ะ!.. ทั้งยังเข้ามาขัดจังหวะ ใส่ความกล่าวหาพวกข้าว่ากำลังทำเรื่องหลอกลวงอยู่อีกเนี่ยนะ... เจ้าโจวอี้หานผู้นี้มันคิดจะทำอะไรกันแน่?”
เฉินอี้ไม่เข้าใจจุดประสงค์การมาของโจวอี้หานเลยสักนิด เขาเบนสายตามองไปทางบุรุษชายอีกสองคนที่เดินตามมาพร้อมกันนั้น สังเกตดูจากชุดเครื่องแบบสวมใสก็พอจะรู้แล้วว่าเป็นศิษย์สำนักกระบี่เมฆาสวรรค์... แต่เฉินอี้กลับไม่รู้จักพวกมันสักคน แม้แต่ในความทรงจำของเฉินอี้คนเก่าก็ตาม
ส่วนอีกคนที่มาด้วยก็คือท่านลุงเฉินตงหมิงเอง ที่กำลังแสดงสีหน้าบึ้งตึงขมวดคิ้วเป็นปมอย่างไม่สบอารมณ์ ยืนอยู่ห่างๆด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ขณะจ้องมองการกระทำของโจวอี้หานอย่างไม่ละสายตา
“เจ้าหยุดกล่าวหาตระกูลของข้าได้แล้ว!..ไหนเจ้าลองบอกมาสิว่าพวกข้าไปหลอกลวงเรื่องอะไรห่ะ!?”
เฉินตงหมิงกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ และกำลังอารมณ์เสียเรื่องที่เขาไม่สามารถลงมือขัดขวางเจ้าสารเลวโจวอี้หานที่เคยคิดจะสังหารเฉินอี้ด้วยพลังของตนเองได้ แล้วยังปล่อยให้มันผ่านเข้ามาในเมืองง่ายๆอีก..
เฉินตงหมิงจึงจำเป็นต้องล่ะทิ้งงานรักษาการณ์กองทัพทหารของเมือง และฝืนเดินทางมาด้วยกันกับพวกมัน ด้วยความเป็นห่วงว่าพวกโจวอี้หานมันมีแผนคิดจะทำอะไรกับตระกูลเฉินหรือไม่!?..
“ท่านอาวุโสเฉินตงหมิงโปรดระวังคำพูดของท่านด้วย ท่านกำลังอยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ของข้านะ!” โจวอี้หานกล่าวอย่างวางท่าอวดดี มองด้วยสายตาเหนือกว่าให้กับเฉินตงหมิง
“หึ่ม!..หนอย!..” เฉินตงหมิงยืนขบฟันหน้าตาถมึงทึง มือขวากำหมัดแน่นอย่างรู้สึกเจ็บใจที่ไม่สามารถทำอะไรมันได้
“ศิษย์โจวอี้หานสินะ.. เจ้านั่นแหละอย่าเสียมารยาทต่อตระกูลเฉิน แล้วจงรีบๆอธิบายเรื่องที่เจ้าเพิ่งพูดมาซะว่ามันหมายความว่ายังไง!” เจิ้งหู่ชายตามองกล่าวตะหวาดใส่โจวอี้หานด้วยความสงสัย.. เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีศิษย์ในสำนักมาเยือนที่นี่เพิ่ม แล้วยังไม่เคยเห็นหน้าศิษย์สายนอกคนใหม่ที่มีพลังระดับหลอมลมปราณขั้นที่ 5 ผู้นี้มาก่อนเลย.. และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบเจอกัน เพราะตัวเจิ้งหู่เป็นผู้อาวุโสที่มีหน้าที่ดูแลสั่งสอนแต่เพียงศิษย์สายในและศิษย์สายหลักบางคนเท่านั้น
“ระ..รับทราบขอรับท่านผู้อาวุโส” โจวอี้หานก้มหน้างุดกล่าวตอบรับด้วยความงุนงง พลางคิดอย่างแปลกประปลาดใจว่า “เหตุใดท่านอาวุโสสำนักข้าถึงได้เข้าข้างพวกตระกูลเฉินแทนที่จะเป็นข้ากัน!?” ผลลัพธ์เช่นนี้มันผิดแผกไปจากที่ตนได้คิดเอาไว้นัก
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นรึ!?" เฉินตงหมิงกล่าวกับตนเองหันสายตาล่อกแล่กไปมาสีหน้างงงวยไม่ต่างกัน เพราะเขายังไม่ทราบถึงสถานการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
ศิษย์ชายสองคนผู้มาด้วยกันกับโจวอี้หาน และยังไม่ได้กล่าวคำทักทายผู้อาวุโสสำนักตนเอง ต่างคนต่างกำลังยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆด้านหลัง เริ่มจะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณภายในห้องแห่งนี้ แล้วหยุดลงเมื่อแลเห็นสตรีชุดฟ้ารูปงามนางหนึ่งที่เผอิญรู้จักเข้าพอดี
“ท่านผู้อาวุโสสูงสุดเซี่ยซูเหยาเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่!?” หนึ่งในนั้นพลันสะดุ้งตัวขึ้นกล่าวออกมาอย่างตื่นตกใจ
ชายหนุ่มบุคลิกภายนอกดูขึงขังผู้เป็นคนกล่าวนี้ก็คือ ศิษย์สายในของสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์นามว่า หวังมู่ ซึ่งมาด้วยกันกับโจวอี้หาน และยังมีชายรูปร่างสูงใหญ่อีกคน ลักษณะหน้าตาคล้ายกับหวังมู่แต่มีความเคร่งขรึมสงบนิ่งกว่า กำลังยืนเงียบอยู่ข้างๆหวังมู่คนนี้คือ หวังชุนเทียน พี่ชายร่วมสายเลือดโดยแท้ของหวังมู่นั่นเอง ตัวมันก็เป็นศิษย์สายในเฉกเช่นเดียวกัน แต่กลับมีพลังอยู่ในระดับแก่นแท้มนุษย์ลมปราณถึงขั้นที่ 9 ซึ่งแตกต่างจากตัวหวังมู่ผู้เป็นน้องชายที่อยู่เพียงระดับแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้นที่ 3 เท่านั้น
โจวอี้หานได้ยินแล้วหันไปมองตามสายตาของหวังมู่ด้วยความรู้สึกสงสัยว่าท่านผู้อาวุโสสูงสุดเซี่ยซูเหยานั้นเป็นใครกัน? เพราะด้วยตัวมันเพิ่งจะเข้าสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ได้ไม่นานเท่าใด จึงยังไม่ค่อยรู้จักเหล่าผู้มีอิทธิพลของแต่ละสำนักมากนัก..
แต่เมื่อโจวอี้หานได้เห็นนางเต็มสองตาตนเอง ก็ต้องถึงกับเบิกดวงตากลมโตหัวใจสั่นไหวตกตะลึงในความงดงามมีเสน่ห์ล้นเหลือ และระดับพลังปราณอันสูงส่งของเซี่ยซูเหยามากนัก!
หวังชุนเทียนที่มองเห็นตัวเซี่ยซูเหยานานแล้ว ได้แต่ยืนนิ่งเฉยหันใบหน้าไปอีกทางโดยไม่กล่าวสิ่งใด
“เห..มีพวกเจ้าหนูน้อยสำนักกระบี่มาก่อกวนเพิ่มด้วยรึนี่.. ถ้าพวกเจ้ายังเอาแต่พูดจาไม่เข้าหู ทำเรื่องเสียมารยาทต่อสหายตระกูลเฉินของข้าอีกล่ะก็..ข้าจะแช่แข็งปิดปากเน่าๆของพวกเจ้าซะเดี๋ยวนี้เลย!” เซี่ยซูเหยากล่าววาจาดุดันสีหน้าเย็นชา ปล่อยบรรยากาศกดดันระดับแก่นแท้ศักดิ์สิทธิ์ลมปราณใส่พวกมันทั้งสามอย่างไม่ปรานี
คลืนนน!! “อึก!!..อ๊า!..ทะ..ท่านผู้อาวุโสข้าน้อยผิดไปแล้ว!..ขอได้โปรดท่านช่วยยั้งมือด้วย!!..อ๊ากกก!!”
โจวอี้หานร้องเสียงหลงกล่าวใบหน้าหมอบติดลงกับพื้นอย่างทรมาน ทั้งมือและขาทั้งสองข้างถูกตรึงจนขยับแทบไม่ไหว เพราะไม่อาจจะทนต่อคลื่นพลังอำนาจของเซี่ยซูเหยาได้ ต่างจากเฉินอี้ที่สามารถทนได้อย่างสบายๆตอนเจอนางครั้งแรก ถึงแม้ตัวเซี่ยซูเหยาจะไม่ได้เอาจริงเลยช่วงประลองฝีมือกันก็ตาม แต่กับแรงกดดันทางพลังลมปราณนั้น นางไม่ได้ออมแรงให้กับเฉินอี้เลยแม้แต่น้อยเหมือนในเวลานี้!
“ท่านผู้อาวุโสเซี่ยซูเหยา!..ได้โปรดหยุดเถิด..พวกข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีกแล้ว!” หวังมู่กัดฟันกล่าวออกด้วยใบหน้าซีดเผือดเริ่มจะทนไม่ไหว ทั้งตัวและเข่าทรุดลงสองข้าง สภาพเหงื่อไหลแตกไม่หยุด!
“ท่านเซี่ยซูเหยาช่างโหดเหี้ยมอย่างที่เขาลือกันจริงๆ!” หวังมู่แอบนึกกล่าวในใจอย่างหวาดกลัว
หวังชุดเทียนเพียงคุกเข่าลงแค่ข้างเดียว พยายามยืดหลังตรงหน้านิ่วคิ้วขมวด ปั้นสีหน้าเคร่งขรึมแววตาจริงจัง ฝืนยืนหยัดอดทนต่อแรงกดดันมหาศาลนี้
“เฮ้อ... ท่านเซี่ยซูเหยา.. ศิษย์ของข้าพวกมันคงไม่ได้ตั้งใจหรอก ท่านช่วยปล่อยๆไปเถอะนะ!” เจิ้งหู่หลับตาลงทอดถอนใจกล่าวอย่างเหนื่อยหน่ายเต็มทน.. เหตุใดวันนี้เหล่าลูกศิษย์สำนักตนเองถึงได้เอาแต่หาเรื่องมาให้เขากันนะ
เซี่ยซูเหยาเหลือบตามองไปทางเฉินอี้ ขอความเห็นว่าจะทำอย่างไรกับพวกมันที่เข้ามาก่อกวนดี..
“พี่หญิงหยุดก่อน..ข้าอยากจะฟังว่ามันต้องการจะบอกอะไร?” เฉินอี้ยิ้มบางกล่าวกับเซี่ยซูเหยา
เซี่ยซูเหยาได้ยินแล้วจึงค่อยผ่อนแรงกดดันลง กล่าวถามพวกมันไปว่า “พวกเจ้าลองบอกมาซิว่า สหายของข้าหลอกลวงเรื่องอะไร!?..” ส่วนตัวนางเองก็อยากจะรู้นิดหน่อยเหมือนกัน
“หลานเฉินอี้นี่มันเรื่องอะไรงั้นรึ?..แล้วแม่นางคนนี้เป็นใคร?”เฉินตงหมิงเดินเข้ามากระซิบถามเฉินอี้โดยตรง เพราะสังเกตได้ว่าเฉินอี้ดูจะสนิทกับนางมากที่สุด
“นางเป็นสหายกับตระกูลเฉินของพวกเรา ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใดหรอกแค่รอดูเฉยๆก็พอ..”เฉินอี้หันไปกล่าวตอบอย่างเรียบง่าย..
พอเฉินตงหมิงรู้เรื่องแล้วก็เพียงยืนเฉย เบิกตามองดูภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ขณะกล่าวอย่างตื่นเต้นในใจว่า “ตระกูลเฉินเรามีสหายที่แข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือนี่!” นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีมากนัก
เมื่อเซี่ยซูเหยาทำการหยุดใช้คลื่นพลังลงแล้ว พวกมันสามหนอจึงต่างค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ด้วยสภาพขาสั่นปวกเปียกอ่อนล้าไปหมดทั้งตัว
“แฮ่กๆ..” โดยเฉพาะโจวอี้หานที่มีระดับพลังปราณต่ำสุด ก็ได้ใช้สองมือยืนจับเข่าร่างเอนไหวคล้ายจะล้มลงไปอีกรอบ.. ขณะก้มหน้าก้มตาเหนื่อยหอบกล่าวอย่างหวาดผวาในใจ
“โดนแบบนี้แล้วใครมันจะกล้าพูดต่อล่ะ!.."
ซึ่งแม้แต่ตัวมันเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า จะมีคนที่แข็งแกร่งเช่นนี้เป็นสหายกับตระกูลเฉิน!
“ท่านผู้อาวุโสเซี่ยซูเหยาเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหนึ่งในคนตระกูลเฉิน.. เกรงว่าพวกมันอาจจะหลอกท่านด้วย!..” เป็นหวังมู่ที่ยกมือคำนับกล่าวก่อนเป็นคนแรก มันเชื่อว่าเซี่ยซูเหยาจะต้องถูกหลอกอยู่เหมือนกัน..ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางที่เซี่ยซูเหยาจะมาเป็นสหายกับตระกูลเฉินได้แน่..
เซี่ยซูเหยาเพียงยืนแขนกอดอกใบหน้าเรียบเฉย แววตาเย็นชาดุจน้ำแข็งรอฟังคำตอบจากพวกมัน..
เฉินอี้ยกมือขึ้นจับข้างแสดงสีหน้าท่าทางครุ่นคิด กำลังคาดเดาสิ่งที่พวกมันต้องการอยู่.. ทว่าหลังจากที่ได้ยินคำพูดของหวังมู่แล้ว เขาพลันต้องฉีกยิ้มบนมุมปาก เริ่มรู้แล้วมันจะกล่าวอะไร
“เจ้าพวกนี้ หรือว่ามันจะ......”
“นางผู้หญิงที่มีนามว่าเฉินซูย่วนคนนั้นน่ะ!... ข้าได้ทราบข่าวมาเมื่อเร็วๆนี้ว่า ในการทดสอบของสมาคมปรุงยานั้น ตัวนางยังมีลำดับการปรุงยาอยู่แค่ในระดับผู้ฝึกหัดขั้นสูงอยู่เลย ดังนั้นแล้วจึงไม่มีทางที่นางจะสามารถปรุงเม็ดยาโอสถระดับเก้าส่วนออกมาได้อย่างแน่นอน!.. ฉะนั้นผู้อาวุโสทุกท่านกำลังถูกพวกสิบมงกุฏตระกูลเฉินเหล่านี้หลอกเอาแล้วล่ะ!..” หลังจากหวังมู่เป็นคนพูดเปิดให้ โจวอี้หานก็ได้โอกาสกล่าวชี้หน้าใส่ความเฉินซูย่วนออกไปทันที เพื่อทำให้ตระกูลเฉินได้รับความอับอายขายขี้หน้า!
ซึ่งเรื่องพวกนี้ โจวอี้หานได้รู้มาจากเหล่าพวกลูกสมุนที่คอยส่งไปลอบหาข้อมูลอยู่ภายในเมืองเซียงหนาน และมันไม่ได้เชื่อประกาศข่าวของสมาคมการค้าจันทร์เสี้ยวเลยสักนิดเดียว
เกือบทุกผู้คนต่างตกอยู่ในสภาพนิ่งงันพูดไม่ออกไปประเดี๋ยวหนึ่ง ไม่สามารถเอ่ยสิ่งใดต่อสิ่งที่พวกเขาเพิ่งจะได้ยินออกมาจากปากได้...
ในส่วนของผู้อาวุโสทั้งสองสำนักใหญ่นั้นได้บังเกิดความตกใจบนใบหน้าให้กับเรื่องนี้ แล้วรีบหันไปคิดกล่าวถามทางเฉินซูย่วนทันทีว่า
“เป็นความจริงอย่างที่ศิษย์สำนักข้ามันบอกมางั้นรึท่านเฉินซูย่วน?”
เจิ้งหู่กล่าวอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะสมาคมการค้าจันทร์เสี้ยวนั้น เป็นถึงสมาคมที่เหล่าอ๋องและขุนนางชั้นสูง อันมีเชื้อสายราชวงศ์ของทวีปตะวันออกเป็นผู้จัดตั้งขึ้น ดังนั้นแหล่งข่าวสารที่มาจึงมีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีทางโกหกปล่อยข่าวมดเท็จเรื่องเม็ดยาโอสถระดับ9 ส่วนนี้แน่นอน!
อาวุโสจิ๋นอิ่งคิดเช่นเดียวกัน..จึงรอฟังคำตอบจากเฉินซูย่วน..
“พวกท่านผู้อาวุโส..นั่นเป็นเรื่องจริงในอดีต..แต่ในตอนนี้ความสามารถของข้านั้นสูงกว่าตอนนั้นที่เคยรับการทดสอบของสมาคมปรุงยาแล้ว..”เฉินซูย่วนตอบแบบเรียบเฉย..ตนได้รู้แล้วว่าพวกมันแค่จะมาก่อกวนเท่านั้น!
“อ่ะ!..เดี๋ยวข้าจะไปหยิบมาให้พวกท่านดูเอง!..”เฉินหรุ่ยหน้ายังคงปูดบวมไม่หาย..รีบไปเอากล่องหยกที่ใส่เม็ดโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณระดับ 9ส่วนอย่างดีมาเปิดตรงหน้าพวกมันทุกคน..
โอสถสีขาวส่องประกายและกลิ่นอายที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ออกมา..
“อืม..เป็นเม็ดโอสถระดับ 9 ส่วนจริง!” อาวุโสจิ๋นอิ่งกล่าวยืนยันพยักหน้าให้ด้วยความชื่นชม..
“เจ้าพวกศิษย์บ้า!..พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อพูดเรื่องแค่เนี่ยนะ!?..กลับสำนักไปข้าจะลงโทษพวกเจ้าแน่!” อาวุโสเจิ้งหู่กล่าวอย่างหมดความอดทน..ตนกำหมัดแน่นจนอยากจะฉีกพวกมันทั้งสามเป็นชิ้นๆตั้งแต่ตอนนี้ที่ทำขายหน้าไม่หยุด!
“หึ!ไอเจ้าพวกหนูน้อยชอบก่อกวน!..ข้าจะแช่แข็งปากของพวกเจ้าซะ!” เซี่ยซูเหยาไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้..เพราะตนได้ประจักษ์เห็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อกว่าของเฉินอี้มาแล้ว
“คิๆๆ” เฉินอี้เมื่อเดาถูกต้องถึงกับเอามือมาปิดปากกลั้นเสียงยิ้มหัวเราะ..กล่าวในใจ“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่พวกมันจะบ้ากันถึงขนาดนี้จริงๆ!”
“ดะ..เดี๋ยว!..ท่านผู้อาวุโส!” โจวอี้หานกล่าวร้อนรนเหงื่อตก..มันได้วางแผนมาอย่างยากลำบากเพื่อให้ตระกูลเฉินต้องพินาศแต่กลับกลายเป็นตระกูลโจวของตนที่ต้องมาลำบากซะเองเพราะลูกค้าที่จะซื้อโอสถในเมืองเหอหยางเดินทางมาซื้อโอสถที่เมืองเซียงหนานนี้กันเกือบหมด..โจวอี้หานมันจึงต้องมาที่นี่อย่างเร่งด่วนโดยปราศจากแผนการที่รอบคอบ..
“ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน..ข้าหวังชุนเทียน..ขอท้าประลองการปรุงยากับแม่นางเฉินเพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดได้หรือไม่!?”หวังชุนเทียนกล่าวเป็นครั้งแรก..มันคือคนที่ปรุงยาให้กับตระกูลโจวนั่นเอง!..
หวังชุนเทียนกล่าวแบบนี้..เห็นได้ชัดถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการมาที่นี่ของมัน!
“แล้วถ้าเจ้าเกิดแพ้ขึ้นมาล่ะ..พวกข้าตระกูลเฉินจะได้อะไรตอบแทน!?” เฉินอี้ยิ้มกล่าวกับหวังชุนเทียนมันพลางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกมันทั้งสามคน..
“ฉะ..เฉินอี้เจ้า!..” โจวอี้หานกล่าวอย่างตื่นตระหนกตาโตเมื่อเห็นตัวเฉินอี้ชัดเจนรับรู้ได้ถึงระดับพลังลมปราณที่เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนของมัน..
โจวอี้หานขมวดคิ้วกัดฟันกล่าวสงสัยในใจ“ทำไมระดับพลังมันถึงสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเลยหล่ะ!?”
หวังชุนเทียนที่ถูกกล่าวถามนั้นไม่ได้สนใจเฉินอี้ที่อยู่แค่ระดับก่อตั้งลมปราณขั้น8 เลย..มันยังคงยืนเฉยๆอย่างเคร่งขรึมจริงจัง..
เฉินซูย่วนยิ้มมุมปากกล่าวตอบออกไป“ย่อมได้..ถ้าเกิดเจ้าแพ้ข้าขึ้นมาล่ะก็...พวกเจ้าจะต้องได้รับสภาพกลายเป็นอย่างมันผู้นั้น!” นางชี้ไปยังเหลียงซือห้าวศิษย์สำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ที่ตอนนี้กำลังก้มหน้าซีดขาวจิตตกกับแขนซ้ายที่ขาดไปนี้ของมัน!
“ว่าไงนะ!!?”
หวังชุนเทียน หวังมู่และโจวอี้หานต่างเหงื่อตกหน้าซีดขาวต่อข้อแลกเปลี่ยนที่โหดร้ายนี้ของเฉินซูย่วน..