เคล็ดคชสารวิญญาณมังกร

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 งานเลี้ยงหงเหมิน

            พลังสีทองในจุดตันเถียนไหลเข้าไปในร่างกายของถังเหล่ยอย่างไม่ขาดสาย ในเวลาเดียวกันก็ปกคลุมและไหลเวียนเป็นวงโคจรในเส้นชีพจรของถังเหล่ย 

            นี่คือระดับผู้ชำนาญยุทธ์ที่พลังวิญญาณยุทธ์ไม่เพียงกระจายไปทั่วร่างกาย แต่ยังหล่อเลี้ยงร่างกายของผู้ฝึกตนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ฝึกตนกับวิญญาณยุทธ์เข้ากันมากขึ้นและสร้างรากฐานให้การทะลวงระดับที่สูงขึ้น

             “เป็นไปได้อย่างไร! ถังเหล่ยรับการโจมตีของตงฟางป้าเทียนได้เยี่ยงไร?”

             “เป็นไปไม่ได้ ตงฟางป้าเทียนเป็นถึงยอดฝีมือระดับผู้ทรงยุทธ์ขั้นที่สาม ถังเหล่ยหาใช่คู่ต่อสู้ของเขาแน่นอน?!”

             “เมื่อครู่ตงฟางป้าเทียนออกกระบวนท่าสังหารชัดๆ หรือถังเหล่ยแค่โชคดี?”

            ผู้ชมรอบด้านล้วนเดือดพล่านขึ้น ในฐานะที่เป็นผู้นำตระกูลตงฟาง ตงฟางป้าเทียนมีชื่อเสียงในเมืองอวิ๋นหลิวอยู่มาก ถึงแม้จะเสียแขนไปข้างหนึ่ง ก็หาใช่คนที่เด็กอย่างถังเหล่ยจะสามารถต่อกรได้เช่นนี้

            สาเหตุที่ผู้อื่นล้วนสนใจ คือเรื่องที่ถังเหล่ยป้องกันการโจมตีของตงฟางป้าเทียนได้ แต่สาเหตุที่ยอดฝีมือระดับยอดยุทธ์สองคนตกใจ คือวิญญาณยุทธ์สีทองในร่างกายที่ปรากฏเมื่อครู่ตอนที่เขาทะลวงระดับ

            ในฐานะที่เป็นยอดฝีมือระดับยอดยุทธ์ วิญญาณยุทธ์ในร่างกายจะมีสติปัญญาแล้ว ดังนั้นระหว่างผู้ฝึกตนกับวิญญาณยุทธ์จึงสามารถติดต่อกันได้ พวกเขาเลยมีความเข้าใจในวิญญาณยุทธ์มากขึ้น

             “วิญญาณยุทธ์ระดับนภา!”

            เยียนหลิงซานกับอวิ๋นเมิ่งโพล่งออกมาด้วยความตกใจพร้อมกัน ถึงพวกเขาไม่อาจตัดสินถึงระดับของวิญญาณยุทธ์ที่ถังเหล่ยปลุกขึ้นมาได้อย่างแม่นยำ แต่จากพลังที่ปล่อยออกมาตอนทะลวงระดับ วิญญาณยุทธ์ระดับปฐพีในร่างของอวิ๋นเมิ่งถึงกับรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาล

            เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างน้อยวิญญาณยุทธ์ในร่างของถังเหล่ยก็ต้องเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับนภาแน่ แล้วเรื่องที่ว่าเหตุใดวิญญาณยุทธ์ในร่างของถังเหล่ยจึงน่าจะเป็นระดับนภา เป็นเพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าถังเหล่ยจะสามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์หรือระดับที่สูงกว่านั้นได้

            ไม่มีใครสักคนที่มีวิญญาณยุทธ์ระดับนั้นในจักรวรรดิเทียนอวี่นี้

            แค่มีวิญญาณยุทธ์ระดับนภาก็เพียงพอจะสั่นสะท้านผู้คนแล้ว เป็นถึงผู้ฝึกตนที่มีวิญญาณยุทธ์ระดับนี้ ความสำเร็จในอนาคตอาจไร้ขีดจำกัด

            อย่างน้อยก็เหนือกว่าพวกเขาทั้งสองคนมาก

             ‘มิน่าเล่า ถังเหล่ยที่อยู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ถึงสามารถแสดงพลังมากขนาดนี้ออกมาได้ เพราะในร่างมีวิญญาณยุทธ์ระดับนภานี่เอง หากตระกูลถังผ่านพ้นหายนะครั้งนี้ไปได้ อนาคตต้องกลายเป็นตระกูลยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเทียนอวี่แน่’

            อวิ๋นเมิ่งกล่าวในใจ นางไม่ได้คิดร้ายกับถังเหล่ย แค่เพียงตกใจที่เห็นว่าวิญญาณยุทธ์ของถังเหล่ยเป็นระดับนภา คงต้องหาอาจารย์ให้ถังเหล่ยสักคน

            มนุษยสัมพันธ์ของอวิ๋นเมิ่งในจักรวรรดิเทียนอวี่นั้นดีมาก หากมีอาจารย์สักคนคอยชี้แนะ ความก้าวหน้าของถังเหล่ยจะรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง

            ในขณะที่เยียนหลิงซานกลับไม่ได้คิดเช่นนี้เลย

            หลังจากที่เห็นถังเหล่ยปลุกวิญญาณยุทธ์ระดับนภาได้ ดวงตาของเขาก็ฉายแววดุร้าย เขาไม่สนใจแล้วว่าตอนนี้ตระกูลถังมีสมบัติอะไร ในสายตาของเขาถังเหล่ยกลายเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งไปแล้ว!

             “ข้าต้องเอาวิญญาณยุทธ์ระดับนภานั่นมาให้ได้ ถ้ามันอยู่ในกำมือข้าละก็ อีกไม่กี่ปีข้าจะกลายเป็นยอดฝีมือที่ยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเทียนอวี่ที่แม้แต่ราชาอวี่ยังต้องเกรงกลัว!”

            ราชาอวี่ก็คือฮ่องเต้ของจักรวรรดิเทียนอวี่ในปัจจุบัน ถึงจะถูกเรียกว่าราชาอวี่ แต่การบ่มเพาะก็อยู่แค่ระดับราชันยุทธ์เท่านั้น

            ในขณะที่ผู้คนคิดไปต่างๆ นานา ร่างของถังจงเวยก็ร่อนลงบนลานประลอง ในมือถือดาบยาวจั้งกว่า เขามองตงฟางป้าเทียนด้วยความโมโห

             “เอาล่ะ เราได้อันดับหนึ่งของการแข่งขันในครั้งนี้แล้ว ส่วนผู้นำตระกูลตงฟางกับผู้นำตระกูลถังถอยลงไปจากลานประลองเถิด อย่าเพิ่งวู่วามกันเลย”

            เยียนหลิงซานกระโดดลงไปตรงกลางระหว่างถังจงเวยกับตงฟางป้าเทียน

            จากนั้นงูหลามยักษ์สีม่วงเขียวตัวหนึ่งก็ปรากฏออกมาจากในร่างของเยียนหลิงซาน มันพันอยู่รอบตัวเขาและแลบลิ้นไปทางทั้งสองคน

            นี่คือวิญญาณยุทธ์ของเยียนหลิงซานที่กำเนิดสติปัญญาแล้ว

            เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของเยียนหลิงซาน ถังจงเวยจึงเก็บดาบกลับไป ในเมื่อเยียนหลิงซานออกหน้าเช่นนี้ เขากับตงฟางป้าเทียนคงสู้กันไม่ได้

            ถึงอย่างไรตอนนี้ก็อยู่บนลานประลองการแข่งขันหวู่เต้า และถังเหล่ยดูท่าไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรด้วย

            ตงฟางป้าเทียนก็เก็บวิญญาณยุทธ์กลับไปเช่นกัน เขามองตงฟางอวิ๋นชิงด้านข้างด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนสี

            เมื่อครู่ถังเหล่ยทำลายวิญญาณยุทธ์และการบ่มเพาะของตงฟางอวิ๋นชิงไปแล้ว ทว่ายังไม่ทันได้สังหาร

            ตอนนี้ร่างตงฟางอวิ๋นชิงค่อยๆ เน่าเปื่อยก่อนจะกลายเป็นแอ่งเลือดแอ่งหนึ่งไปกับตา

             “ชิงเอ๋อร์!”

            ตาตงฟางป้าเทียนแทบหลุดออกจากเบ้า คิดไม่ถึงว่าศิษย์โดดเด่นที่สุดของตระกูลตงฟางที่เขาใส่ใจที่สุดจะกลายเป็นแอ่งเลือดเช่นนี้

             “ถังเหล่ย ตระกูลตงฟางของข้ากับเจ้าไม่ตายไม่เลิกรา!”

            ตงฟางป้าเทียนขู่คำรามออกมาต่อหน้าผู้คนหลายหมื่นคนของเมืองอวิ๋นหลิว จากนั้นก็พาคนของตระกูลตงฟางจากไป

             ‘เกี่ยวอะไรกับข้ากัน!’

            ถังเหล่ยบ่นในใจ

            เมื่อครู่ถังเหล่ยไม่ได้ทำอะไรเลย ชัดเจนว่าเป็นเพราะตอนที่ตงฟางอวิ๋นชิงบ่มเพาะวิชา เขากินของมีพิษมากเกินไป แต่เพราะอยู่ภายใต้การคุ้มกันด้วยวิญญาณยุทธ์ร่างกายของตัวเองจึงไม่เป็นอะไร

            ทว่าเมื่อวิญญาณยุทธ์ถูกทำลายแล้ว พิษที่แฝงอยู่ในร่างกายจึงทำให้ตงฟางอวิ๋นชิงตายทันที

            คิดไม่ถึงว่าท้ายที่สุดตงฟางอวิ๋นชิงจะตายด้วยพิษที่ตัวเองบ่มเพาะ เรียกได้ว่าตายอย่างสมควรแล้ว

             “ข้าขอประกาศ อันดับหนึ่งของงานแข่งหวู่เต้าครั้งนี้ก็คือถังเหล่ยแห่งตระกูลถัง!”

            เยียนหลิงซานประกาศเสียงดัง

            เสียงโห่ร้องดีใจรอบด้านดังกระหน่ำราวกับเสียงคลื่น มันดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหมือนกับการแข่งขันอันน่าเบื่อเมื่อก่อน การประลองในครั้งนี้ดุเดือดมากจนทำให้ผู้คนต่างลิงโลด

            คนที่โดดเด่นที่สุดในครั้งนี้ก็คือศิษย์ตระกูลถัง ตระกูลถังต้องอดทนมาตลอดสามปี ในที่สุดก็เปล่งประกายในวันนี้เสียที

             “ฮ่าๆๆ ยินดีกับผู้นำถังด้วย ดูท่าตระกูลถังของท่านจะปรากฏอัจฉริยะคนหนึ่งแล้ว หลังจากวันนี้ก็นับวันรอความรุ่งโรจน์ของตระกูลถังได้เลย!”

            เยียนหลิงซานปั้นหน้าทำเป็นกล่าวยินดี แต่สายตากลับจ้องถังเหล่ยอยู่ตลอด

             “ท่านทูตเยียนล้อเล่นแล้ว ตระกูลถังของข้าเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ แค่ได้อยู่อย่างสงบก็พอใจแล้ว จะรุ่งโรจน์ได้อย่างไร!?”

            ถังจงเวยกล่าวด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจกลับระวังตัวต่อเยียนหลิงซานมาก

            จากที่อวิ๋นเมิ่งกล่าว เยียนหลิงซานอาจจะเป็นพวกเดียวกับเฮยฉานฉู่ที่พุ่งเป้ามาที่ตระกูลถัง ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้เปิดเผยเขี้ยวเล็บชั่วคราว แต่ถังจงเวยก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน

             “ถ้าผู้นำถังไม่ว่าอะไร คืนนี้ผู้แซ่เยียนจะจัดงานเลี้ยงที่จวนเจ้าเมือง เพื่อฉลองให้ถังเหล่ยโดยเฉพาะ ท่านว่าดีหรือไม่?”

            เยียนหลิงซานมีท่าทางดีใจ

             “คือว่า...”

            ถังจงเวยกำลังคิดจะปฏิเสธ แต่กลับถูกเยียนหลิงซานพูดตัดบท

             “ผู้นำถังอย่าปฏิเสธเลย ตระกูลถังปรากฏศิษย์อัจฉริยะคนหนึ่ง เดิมทีก็ควรฉลองแล้ว ถึงเวลานั้นเจ้าเมืองเยว่จะมาด้วย ท่านไม่คิดจะไว้หน้าบ้างเลยหรือ?”

            เมื่อเยียนหลิงซานกล่าวมาถึงตอนท้าย น้ำเสียงพลันหนักขึ้นกะทันหัน

            ถังจงเวยสัมผัสได้ถึงการข่มขู่ งานเลี้ยงกลางคืนที่จวนเจ้าเมืองต้องเป็นงานเลี้ยงหงเหมิน[1]  แน่

             “ขอขอบคุณความหวังดีจากท่านทูตเยียนมาก คืนนี้ข้ากับท่านปู่จะไปที่งานเลี้ยงแน่นอน”

            ถังเหล่ยที่ปรากฏตัวด้านข้างถังจงเวยตอบรับแทน

            ไม่ไปงานเลี้ยงหงเหมินครั้งนี้ไม่ได้ ในฐานะที่เยียนหลิงซานเป็นทูตของจักรวรรดิ ถ้าไม่รับปาก อีกฝ่ายคงหาโอกาสจัดการตระกูลถัง

             “ดี เป็นวีรบุรุษรุ่นเยาว์จริงๆ เช่นนั้นพวกเราค่อยพบกันคืนนี้!”

            เยียนหลิงซานหัวเราะจากไป เรื่องหลังจากนี้ล้วนให้เยว่มู่จือจัดการ

            [1] งานเลี้ยงหงเหมิน (鸿门宴)  หมายถึง กลอุบายที่ในยุคไซ่ฮั่น เมื่อฟ่างเจินที่ปรึกษาของเซี่ยงหยี่วางแผนให้เชิญหลิวปัง (เล่าปัง) มาร่วมงานเลี้ยงเพื่อลอบสังหาร ที่เมืองหงเหมิน

    คล้ายกับเรื่องเคล็ดคชสารวิญญาณมังกร ที่คุณอ่าน