วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 17.28 น.
“พ่อหนุ่ม… พ่อหนุ่ม…” ทีปกรและเกียกกายหันซ้ายแลขวาตามเสียงเรียกที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงที่เขาทั้งสองยืนอยู่ตรงสี่แยกเพื่อรอเวลาข้ามถนน
“เธอสองคนนั่นแหละที่ฉันเรียก” หญิงวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่ระหว่างซอกตึก กำลังกวักมือเรียกเพื่อนรักทั้งสองให้เข้ามาหาตน
ด้านหน้าของหญิงผู้นั้นมีเพียงโต๊ะว่างเปล่าทรงเหลี่ยมปูด้วยผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงิน แต่ดูคล้ายมีมนต์ขลังดึงดูดให้ทั้งสองเดินเข้าไปหาอย่างไร้เหตุผล
"สนใจดูดวงหน่อยไหมจ๊ะ ฉันไม่คิดเงินหรอกนะ” หญิงวัยกลางคนยิ้มหวานเอ่ยขึ้นเมื่อเพื่อนรักทั้งสองเดินเข้ามาใกล้
“โถ่...นึกว่าอะไร ไร้สาระน่าดูดวงอะไรกัน ไปเหอะไอ้ที” เกียกกายกระซิบกระซาบบอกเพื่อนรักเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท แม้จะพูดเบาสักแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจหยุดความตั้งใจของหมอดูข้างทางได้
"อีกไม่นานเธอจะต้องกลับบ้าน และได้อยู่ร่วมกับคนที่เธอรัก..." หมอดูยิ้มหวานมองใบหน้าของทีปกร
"แหมป้า ใครก็ทายได้มั้งครับ เวลานี้ก็เย็นแล้วส่วนใหญ่ก็ต้องกลับบ้านกันทั้งนั้น" เกียกกายพูดแทรกขึ้นในระหว่างที่หมอดูยังพูดไม่จบ
"ส่วนเธอ…" หมอดูชี้ไปยังเกียกกาย "คำสัญญาที่เคยให้ไว้กับใครบางคนกำลังจะจบลง และจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างที่เธอต้องการเสียที" เกียกกายขมวดคิ้วคิดตามที่หมอดูพูด
"ถ้าไม่เชื่อก็คอยดูเอาเถอะ" เมื่อหมอดูพูดจบก็เบนหน้าจากเกียกกายไปหาทีปกรอีกครั้ง ทั้งยังยิ้มหวานและส่งสายตาเชื่อมเมื่อเห็นใบหน้านั้น
“พ่อหนุ่มรับนี่ไปสิจ๊ะ ฉันรู้ว่าเธอต้องชอบ” ทีปกรยื่นมือออกไปรับดอกไม้สีแดงอมส้มจากหมอดูข้างทาง “นี่คือดอกปาริชาต นานนับร้อยปีกว่าจะผลิดอกออกมาได้ แม้จะมีเพียงดอกเดียวแต่ยังคงความหอมเช่นเดิม ลองดมดูสิจ๊ะแล้วจะรู้ว่าฉันไม่ได้โกหก”
ทีปกรยืนตกตะลึงในสิ่งที่หญิงผู้นั้นพูด เพราะควรมีเพียงแค่ตนและเขมทัตเท่านั้นที่รู้ว่าดอกปาริชาตมีอยู่จริงบนสรวงสวรรค์ แต่เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงจึงดมดอกไม้ดอกนั้นตามที่หมอดูกล่าวอ้าง กลิ่นหอมหวานอันแสนจะคุ้นเคยปะทะเข้าจมูกอย่างจัง เหมือนสติเริ่มหลุดลอยเลือนรางลงไปทุกที ๆ และมืดดับลงในที่สุด
“เจ้าจำข้าได้หรือไม่…” แว่วเสียงหวานกระทบผ่านหูทั้งสองข้างทำให้ทีปกรต้องลืมตาขึ้น และพบว่าภาพตรงหน้าแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งไม่มีถนน ไม่มีตึกใหญ่โต ไม่มีเกียกกาย ไม่มีแม้กระทั่งผู้คน มองไปรอบกายมีเพียงทุ่งดอกไม้แสนสวย บางพุ่มก็มีดอกไม้สีแดง บางพุ่มก็มีดอกไม้สีชมพู บางพุ่มมีดอกไม้หลากสีสันสลับกันไปมาเต็มไปหมด เหมือนได้กลับขึ้นมาสู่สรวงสวรรค์อีกครั้ง
‘ที่นี่เหมือนที่เขมทัตเคยพาเรามาเลยนี่นา…’ ความคิดของทีปกรเป็นอันต้องหยุดลง เมื่อได้ยินเสียงคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเสียงที่ได้ยินก่อนจะลืมตาขึ้นมา
"รติรัตน์ใยเจ้าจึงอยู่ที่นี่" เสียงหวานใสเรียกหญิงร่างบอบบางคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งมองดอกไม้ด้วยแววตาเศร้าสร้อย คราบน้ำใส ๆ ยังคงเกาะอยู่รอบดวงตาไม่จางหาย เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมองหาเสียงนั้น
"เอ๊ะ นั่นเจ้าร้องไห้รึ" หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของเสียงหวานนั้น ถามหญิงสาวร่างบอบบางที่นั่งอยู่ด้านล่างด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
'หน้าคุ้น ๆ จัง เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน' ทีปกรบ่นพึมพำกับตัวเอง ทั้งยังพยายามเพ่งมองใบหน้าของหญิงสาวทั้งสอง ส่วนเท้าทั้งสองข้างนั้นเดินเข้าไปใกล้ ๆ กว่าเดิมเพื่อหวังว่าจะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม 'เข้าใกล้อีกนิดเขาคงไม่เห็นเราหรอกมั้ง'
"ข้าเป็นทุกข์ยิ่งนักผกากรอง" หญิงสาวร่างบอบบางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"มีเรื่องอันใดให้เจ้าต้องทุกข์อีกเล่า ท่านพี่เขมทัตของเจ้ามิใยดีเจ้างั้นรึ" ทีปกรหยุดกึกเมื่อได้ยินชื่อคนรักของตน
‘เขมทัตเหรอ? ไม่ใยดีงั้นเหรอ? หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นคนรักของเขมทัต' เพียงแค่คิดเท่านั้นก็ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะเหงื่อเริ่มไหลออกจากมือทั้งสองข้าง จะว่าเป็นโกรธไหมก็ไม่เชิง และยังคงยืนฟังทั้งสองพูดต่อไปด้วยความอยากรู้ว่าหญิงที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นใครกันแน่