มีหลายกลุ่มที่คาดหวังรอคอย และก็มีหลายกลุ่มที่กังวลเช่นกัน พวกมันหลายคนกำลังสัมผัสได้ถึงคลื่นใต้น้ำที่ปั่นป่วน พื้นที่บริเวณนี้จะอย่างไรก็มีเจ้าของ มิเนอร์วาประกาศออกมาโต้งๆ ว่าจะเข้ามาแย่งเหรียญทองของพวกมัน มีหลายกลุ่มที่เริ่มรู้สึกไม่พอใจ กล่าวหาว่ามิเนอร์วาใช้อำนาจรังแกคนอ่อนแอ จะอย่างไรพวกมันก็ยังเป็นคนของวังมรณะสาบสูญ จะดีจะชั่วมิเนอร์วาก็แค่อยากจะเข้ามาอย่างสันติ แต่ทว่ากลิ่นของเงินตรานั้นมันหอมหวาน มีผู้ใดบ้างจะอยากเสียมันไป
พื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก โดยกลุ่มคาบาน่าหากินทางฝั่งตะวันตก ตะวันออกมีกลุ่มนูเอล และที่นี่ตรงนี้ดินแดนทางใต้สุดของเขตทักษิณมีกลุ่มมาริบูดูแล แต่ทั้งสามกลุ่มก็ไม่ได้มีสิทธิ์ขาดในการปกครองทั้งหมด ยังคงมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่ดูแลพื้นที่บางส่วนที่เล็กลงมา แน่นอนว่าทางวังมรณะสาบสูญเองย่อมส่งมอบสิทธิ์ออกไปได้โดยง่าย หากกลุ่มไหนทำตามกฎย่อมสามารถควบคุมดูแลพื้นที่ได้ เรียกได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ที่ทางวังมรณะสาบสูญส่งมาดูแลก็ว่าได้
หากประชาชนอยู่ดีกินอิ่ม การเปิดให้พวกเขาเหล่านี้ซื้อบัตรลงทะเบียนเป็นผู้ดูแลเขต แข่งขันแย่งชิงกันเอง วังมรณะสาบสูญย่อมได้รับผลประโยชน์จำนวนมากเพื่อเอาไว้บริหารอาณาจักร สุดท้ายแล้วจะอย่างไรก็เป็นประชาชนที่ต้องเลือกผู้ดูแลด้วยตัวเอง พวกเขามีเวลาแค่เพียง 5 ปีเท่านั้นที่จะหาผลประโยชน์จากสถานการณ์นี้ แน่นอนว่าด้วยความเข้มงวดของตัวกฎหมายที่ออกมาใหม่ กลุ่มต่างๆ จึงค่อนข้างที่จะยำเกรง ไม่คิดอยากที่จะละเมิดรังแกผู้คนมากนัก หากยังอยู่ในกฎเกณฑ์ย่อมปลอดภัย เพราะผู้วิเศษก็คือประชากรคนหนึ่งอาณาจักร ผู้ใดจะละเมิดอย่างไร้เหตุผลย่อมทำไม่ได้
มิเนอร์วาค่อนข้างถูกใจนาเดียมากเป็นพิเศษ ด้วยแขนทั้งแปดข้างสิ่งต่างๆ รอบตัวล้วนถูกจัดการอย่างว่องไว และเรียบร้อย ชายหนุ่มกำลังเพลิดเพลินบนแดนเมฆา คิดไปว่าอยากจะว่าจ้างให้มาดูแลอยู่ข้างกาย นาเดียมองเห็นสายตาที่จ้องมองมาของชายหนุ่มก็รีบหลุบตาต่ำ ร่างกายร้อนวูบวาบเพราะสังเกตเห็นประกายสีนิลในแววตาสีเขียวคู่นั้น นางใจเต้นประหม่าอย่างบอกไม่ถูก รีบบีบนวด และป้อนอาหารอย่างแตกตื่น มิเนอร์วาเลิกคิ้วอย่างสงสัยเมื่อสังเกตเห็น
“ไม่ต้องกลัว… อยู่กับข้าแล้วเจ้าจะปลอดภัย เจ้าทำงานให้กับผู้ใด? ข้าจะไปไถ่ตัวเจ้าออกมาเอง เจ้าเลือกได้ว่าอยากอยู่ที่นี่ หรือออกไปตามหาชีวิตแบบที่สตรีนางหนึ่งสมควรจะมี มีเวลาให้ตัดสินใจอีกเยอะไม่ต้องรีบ”
“ข้าทำงานให้ท่านเอ็มม่าเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านที่เมตตา…”
นาเดียกำลังนั่งหน้าแดงเข้าใจผิดไปไกล แต่ก็รับคำอย่างเชื่อฟัง ดูๆ ไปแล้วสตรีจากเผ่าอารัคเน่ผู้นี้ดูท่าแล้วจะเป็นคนพูดน้อยสงวนคำ ช่างแตกต่างกับการบริการที่มากล้นจนทุกผู้ต้องติดใจ แขนทั้งแปดข้างของนางขยับเคลื่อนไหวแทบจะตลอดเวลา หากสัมผัสได้ว่าชายหนุ่มรู้สึกร้อน แขนที่ว่างอยู่ก็จะพัดวีสร้างสายลมเย็นฉ่ำเบิกบานใจ ตลอดทั้งคืนนั้นไม่มีผู้ใดเอ่ยเสนอสิ่งใดออกมาอีก…
จนกระทั่งผ่านไปถึง 5 วัน เอ็มม่า นูเอลก็ได้ส่งคนมาเชิญชายหนุ่มให้ไปร่วมงานเลี้ยง ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งผมสั้นหยิก และมีสายตาที่พยายามจะแผ่กระจายความหยิ่งผยองออกมา มันเดินตามสตรีเผ่าอารัคเน่เข้ามาหยุดอยู่ที่ตรงหน้ามิเนอร์วา ชายหนุ่มไม่ได้รีบหันหน้าไปมองผู้มาเยือน สายตาจ้องมองออกไปทางน้ำตกด้านนอกอย่างเหม่อลอย ชายผู้นี้กำลังจะอ้าปากเรียกมิเนอร์วา แต่ก็ถูกขัดเสียก่อนด้วยเสียงของมิเนอร์วา
“เจ้าเคยได้ยินหรือไม่? ... ว่าในอดีตได้มีทูตสวรรค์ตนหนึ่งหล่นร่วงลงจากสวนสวรรค์ เพราะเขามีอัตตาเป็นล้นพ้นตีตนเทียบจักรพรรดิเทพผู้หนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้กลายมาเป็น1 ใน 7 จักรพรรดิปีศาจ ผู้เปลี่ยนให้อัตตานั้นกลายมาเป็นพลัง สร้างขุมกำลังอยู่ที่ดินแดนโลกเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยภูตผี วิญญาณหลอน และเหล่าผู้ที่มีอัตตาเช่นนั้นมักจะถูกกงล้อนิรันดร์หมุนทับอยู่เป็นนิจ”
บรรยากาศนิ่งสงบเมื่อสักครู่ได้กลายเป็นเย็นเยียบอย่างฉับพลัน รู้สึกเหมือนเวลารอบด้านล้วนแข็งค้างดั่งทวยเทพแสดงฤทธิ์ ความสยดสยองของบางสิ่งกระจายกลิ่นอายออกมาจากที่ไกล ในขณะที่บรรยากาศกำลังแข็งค้าง ทุกชีวิตต่างพากันเงียบเสียงลงพร้อมกัน มีเพียงเสียงน้ำตกกระเซ็นจากที่สูงเท่านั้นที่ดังอยู่ ชายผู้นี้สัมผัสได้ถึงอันตรายรีบกระโดดถอยหลังหนีอย่างลนลาน แต่เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบเพียงความว่างเปล่า ไร้อันตรายใด
มิเนอร์วายิ้มเยาะอย่างดูแคลน มีหรือที่ชายหนุ่มจะไม่รู้ว่าเอ็มม่าผู้นั้นกำลังวางแผนอะไรอยู่ ตลอดเวลาทุกวันที่ผ่านมานั้น เหล่าภูตผีล้วนแฝงตัวกระจายไปแทบจะทุกที่ ขอเพียงอยู่ในระยะขอบเขตพลังวิญญาณของชายหนุ่ม เรื่องที่ยากอย่างการสอดแนมทุกผู้ตลอดเวลาล้วนง่ายดายเสียยิ่งกว่าอะไร เป็นพวกมันที่ลนลานร้อนตัวแตกตื่นจนผิดพลาด พวกมันแอบลักลอบติดต่อกับคนนอก ที่มิเนอร์วาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เป็นไปได้ว่าน่าจะมาจากต่างอาณาจักร มิเนอร์วาหมุนศีรษะกลับไปจ้องมองผู้มาเยือน แล้วเอ่ยถามด้วยหน้าตายไร้อารมณ์
“เจ้าหวาดกลัวสิ่งใดกัน? มีอะไรจะพูดก็รีบพูด ข้าก็แค่อยากจะเล่าตำนานโบราณให้ฟัง ไม่คิดว่าจะขวัญอ่อนได้ถึงเพียงนี้…”
มิเนอร์วาส่ายศีรษะอย่างดูแคลน และจ้องมองไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย แววตาที่เคยหยิ่งผยองเต็มไปด้วยอัตตา บัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นสายตาที่หวาดระแวงไปเสียแล้ว อีกฝ่ายเย็นสันหลังวาบไปครู่หนึ่งก็รีบกระแอมไอ เหยียดตัวตรงแล้วเอ่ยเชิญชวนอย่างเป็นมิตร เลือกที่จะเก็บซ่อนใบหน้าที่อำมหิตเอาไว้ใต้รอยยิ้ม ช่างน่าขยะแขยงจนเกินทน
“อภัยให้ข้าด้วย ช่วงนี้ข้าค่อนข้างหวาดระแวงต่อสิ่งที่มองไม่เห็น ท่านเอ็มม่ากำลังจะจัดงานเลี้ยงขึ้นในอีก 3 วันข้างหน้า จึงได้เรียนเชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยง และอยากหารือเรื่องธุรกิจเป็นการส่วนตัวกับท่าน”
“ดี! ข้าจะไป ฝากไปบอกเขาด้วยว่าสัตว์เลี้ยงของข้าหนีไปทางนั้น 3 ตัว อีก 3 วันข้าจะเดินทางไปตามหา หากข้าไม่พบเบาะแสใดให้ตามต่อ ข้าจะรื้อทุกสิ่งที่มองเห็นเพื่อตามหาพวกมัน ย้ำกับเขาให้ดี ข้าต้องการเบาะแสเพื่อตามต่อเท่านั้น… หมดธุระแล้ว เชิญ!”
มิเนอร์วาผายมือออก เอ่ยตกลงเข้าร่วมอย่างไร้ความกังวล ไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะเดินเข้าถ้ำเสือ อีกฝ่ายที่ถูกไล่ซึ่งหน้าเช่นนี้ก็รีบเดินจากไป ทำตัวไม่ถูกอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ชายหนุ่มหลับตาครุ่นคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ โดยมีนาเดียที่กำลังนำขนมหวาน และชาร้อนมารินเสิร์ฟ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่เอ่ยสิ่งใดอีกนางจึงเดินจากไป ปล่อยให้ชายหนุ่มได้มีเวลาอยู่คนเดียว เมื่อเห็นว่าอยู่เพียงลำพังแล้ว มิเนอร์วาจึงลืมตาเอ่ยพูดกับหอกแห่งการเจรจาของตน
“อามูร์หอกแห่งข้า เจ้าจงแอบสะกดรอยตามมันไปอย่าให้พวกมันได้รู้ตัว สังเกตและประเมินให้ดีว่าอีก 3 วันข้างหน้า พวกมันต้องการเจรจาอะไรกับข้ากันแน่? ในกอหญ้านี้จะอย่างไรก็ต้องมีอสรพิษแอบซ่อนอยู่ ข้าเชื่อไม่ลงหรอกว่ามันปลอดภัย”
อามูร์รับคำ ไม่พูดไม่จาก็กลายร่างเป็นเงากระโดดหายไปในความมืด พุ่งพรวดตามติดอีกฝ่ายไปอย่างเงียบเสียง ชายฉกรรจ์คนนั้นกำลังเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงสบถด่าอย่างหยาบคายจากไปไกล มิเนอร์วายังไม่สนใจ อามูร์ยิ่งสะกดตามอย่างเงียบเสียง การใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งมักทำให้งานใหญ่ต้องเสียหาย ดังนั้นอามูร์จึงยิ่งระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่เผยตัวออกไปโดยง่าย
มิเนอร์วาตักขนมหวานที่ทำขึ้นมาจากแป้งเหนียวใส่ปากเคี้ยว น้ำกะทิที่เคี่ยวจนหอมหวานไหลอาบจนชุ่มคอ กลิ่นเทียนหอมลอยฟุ้งกระจายไปทั่วโพรงจมูก เนื้อขนุนสีทองอร่ามที่ถูกตัดเป็นเส้นเอง ก็กรอบนิ่มเคี้ยวเพลินยากหักห้าม เมื่อสัมผัสทั้งหมดถูกรวมเป็นหนึ่ง ความปีติสุขที่ได้ทานของอร่อยก็ทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ชาวีดที่มีรสชาติเฝื่อนตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี ช่างเป็นการจับคู่ที่ลงตัวเสียเหลือเกิน
“ท่านอาจารย์… หากศึกนี้เลี่ยงไม่ได้เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไรดี? เวลานี้ยังไม่เหมาะที่จะเปิดฉากสงครามเสียด้วย อาณาจักรกำลังพัฒนา ข้าไม่ควรชักสงครามเข้ามาทำลายบ้านของตัวเอง ข้าไม่เคยสนับสนุนสงคราม เว้นแต่ว่าสงครามนั้นเกิดขึ้นมาเพื่อสันติภาพ และสันติภาพนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าเจ้า 3 ตัวนั่นยังคงอยู่”
“ปราชญ์โบราณท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า เจ้าจงทำให้แผนของตนเองนั้นมืดมิดเข้าใจยากเฉกเช่นราตรีกาล ในบางครั้งมนุษย์เราก็ต้องรู้จักที่จะรอคอยโอกาสด้วยความอดทน แล้วสัญชาตญาณของเจ้าจะเป็นคนบอกเอง ว่าโอกาสที่เจ้ารอคอยอย่างอดทนนั้นจะมาตอนไหน และในยามที่เจ้าเคลื่อนไหว ก็จงเป็นดั่งสายอัสนีที่ฟาดผ่า ล่าสังหารสยบพวกมันให้หมดสิ้น”
ชายหนุ่มยกยิ้มอย่างพึงพอใจให้กับคำแนะนำของผู้เป็นอาจารย์ แอสคลีเพียสเองก็ไม่ยี่หระกับชีวิตของมนุษย์ธรรมดา แม้แต่จักรพรรดิเทพก็ยังเป็นตัวตนที่คงไว้ซึ่งอารมณ์ อันเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตแทบจะทุกชนิด การฆ่าฟันแย่งชิงล้วนเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับพวกเขา เพียงแต่ว่าอารมณ์ส่วนใหญ่ล้วนสามารถบงการควบคุมได้ดีกว่ามนุษย์ธรรมดาก็เท่านั้น มิเนอร์วาพักผ่อนอย่างสบายใจไม่รีบร้อนกระทำในสิ่งใด พยายามใช้เวลา 3 วันที่ได้มาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อามูร์ที่ตามติดชายฉกรรจ์คนนี้มาได้สักพักหนึ่งแล้วก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เขาเดินทางกลับมาที่กลุ่มนูเอล และเข้าพบเอ็มม่าเพื่อแจ้งผลลัพธ์เรื่องการเชิญแขก แต่ภายในห้องโถงที่สมควรมีเพียงแค่กลุ่มนูเอล บัดนี้กลับปรากฏกองกำลังไม่ทราบฝ่ายหลายคนนั่งปรึกษากันอยู่ เห็นได้ชัดว่าแมคไกว วาดิม และกุสตาฟได้ถูกเยียวยารักษาแล้วจนพ้นขีดอันตราย หากไม่ใช้ทักษะฝีมือระดับแพทย์เทวะ ก็คงเป็นยากที่อวัยวะพิการขาดหายหลายชิ้นจะสามารถงอกกลับคืนมาได้
อามูร์หรี่ตาจ้องมองจากความมืดที่อยู่มุมหนึ่งของห้องโถง ลมหายใจถูกเก็บซ่อนอย่างถึงที่สุด กลิ่นอายพลังวิญญาณยิ่งปกปิดอย่างสุดชีวิต ไม่อาจดูถูกสัมผัสวิญญาณของครึ่งเทพในที่นี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว ดูเหมือนอีกฝ่ายเองก็ยังไม่ทันรู้ตัวเช่นกันว่าถูกจับตามองดูอยู่ ฝ่ายหนึ่งดูจะรีบร้อนอยากพาตัวประกันหนี อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นราวจิ้งจอกเจ้าแผนการ เอ็มม่านั้นเป็นบุรุษเพศวัยกลางคน คาดคะเนจากสายตาแล้วดูเหมือนจะอายุประมาณ 40 ปี หากเทียบกับกลุ่มคาบาน่า และกลุ่มมาริบู ประวัติของเขานั้นค่อนข้างโดดเด่นมากเลยทีเดียว
เอ็มม่าขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มขนาดเล็กไม่กี่สิบคนเมื่อตอนอายุ 30 ปี เขาใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้นในการทำกลุ่มขนาดเล็กไร้ชื่อให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมา ภายในเขตปกครองทิศใต้นี้ หากไม่นับผู้คนจากวังมรณะสาบสูญ กลุ่มที่มีพื้นที่ปกครองมากที่สุดย่อมต้องเป็นกลุ่มนูเอล ว่ากันว่าเอ็มม่านั้นเป็นบุรุษผู้มากรัก สตรีสาวน้อยใหญ่หลายคนในถิ่นนี้ล้วนเคยผ่านมือเขามาแล้วแทบทั้งหมด แต่สิ่งที่เล่าลือต่อๆ กันมาล้วนแต่บอกว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดของเขาไม่ใช่พลังด้านการต่อสู้ หากแต่เป็นวาจาที่ลื่นไหลพลิกไปมาได้แม้จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“นายท่าน ชายผู้นั้นฝากให้ข้ามาย้ำกับท่าน… ว่าเขาเพียงต้องการเบาะแสของสัตว์เลี้ยงที่หายไปทั้ง 3 ตัวของเขาเท่านั้น ในคืนงานเลี้ยงเขาจะมาเอาคำตอบจากท่าน หากไม่มีเบาะแสใดให้ตามต่อ เขาจะรื้อทุกสิ่งที่มองเห็นเพื่อตามหาพวกมันที่หายไป ข้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้ว ชายผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นคนวิปลาสสติไม่ดี หากคิดจะฆ่าเขาก็จะฆ่าทันที หากได้เป็นศัตรูด้วยคงไม่แคล้วจะมีจุดจบเช่นพวกนั้นที่เสียพลายัตไป”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร? หรือจะบอกให้ข้ากระโดดเอาตัวไปขวางดอกเกาทัณฑ์ อดีตกลุ่มพยัคฆ์บูรพาที่ยังหลงผิดช่วยเหลือเหล่าแทนลายัสไปนั้น เจ้าคิดว่าพวกมาเดินเข้ามาสั่งข้า ข้าก็จะทำตามไม่ขัดขืนหรืออย่างไร? นู้น ราชาแดนตะวันออกคือเบื้องหลังของเรื่องนี้ เจ้าคิดว่าพวกมันจะฟังเหตุผลของเจ้าหรืออย่างไร? นายน้อยผู้นี้ถึงทุกคนจะกล่าวหาว่าเขาวิปลาส แต่เขาก็เป็นคนมีเหตุมีผล เจ้าไม่ต้องมากังวลถึงเรื่องนี้ เชื่อข้าเถอะ เขาไม่มีทางเป็นศัตรูกับพวกเราแน่ ไปเตรียมงานไว้ให้ดี”
เอ็มม่ายกยิ้มอย่างมั่นใจในตัวเอง อามูร์ที่รับฟังมาอย่างชัดเจนก็เลือนหายไปจากตรงนี้ ปรากฏตัวอีกทีก็อยู่ในเงาของช่องว่างหนึ่งใต้หลังคา เสือสมิงผู้มีพื้นฐานเป็นวิญญาณสามารถสลายร่างตัวเองให้กลายเป็นเงาได้ ช่างแตกต่างกับมิเนอร์วาที่มีพื้นฐานวิญญาณอยู่ที่สมอง ได้อย่างหนึ่งก็ต้องเสียอย่างหนึ่ง ใดๆ ในโลกนี้ล้วนไม่สมบูรณ์แบบ อามูร์เคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ สำรวจไปทั่วทุกพื้นที่ เส้นทางจู่โจม และหลบหนีกำลังถูกวางเอาไว้อย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงผลัดเปลี่ยนเวรยามที่คงที่ทุก 2 ชั่วโมง พื้นที่ตรงนี้จะปลอดคนนานถึง 10 นาที
เวลาเพียงแค่นี้ย่อมเพียงพอให้ทั้งสองจากไปอย่างปลอดภัย ไม่ว่าอันตรายใดจะรออยู่ในงานเลี้ยง แต่เรื่องหนีนั้นอามูร์ค่อนข้างมั่นใจในตัวบอสของพวกมันมากพอตัว หลังจากสำรวจจนพอใจแล้ว อามูร์ในร่างเสือสมิงก็กระโดดขึ้นไปอยู่บนหลังคา และกระโจนหายตัวไปในความมืด ร่างกายเดี๋ยวผลุบ เดี๋ยวโผล่ กระจายกลิ่นอายสยองขวัญออกไปตลอดทาง ทางด้านเอ็มม่าก็เดินไปหยิบกล่องใบหนึ่งขึ้นมา เมื่อเปิดออกก็มีแสงสีเหลืองทองส่องประกายโผล่ออกมา แน่นอนว่าวัตถุด้านในนั้นไม่ใช่เหรียญทองธรรมดาที่เอาไว้ใช้จ่าย แต่เป็นลูกปัดที่ถูกร้อยเป็นกำไลเส้นหนึ่ง
กำไลเส้นนี้ดูแล้วก็เหมือนกำไลปกติธรรมดาทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้มันดูไม่ธรรมดาเป็นเพราะว่า มันสามารถส่องแสงออกมาได้ และบนลูกปัดแต่ละลูกก็มีอักขระแปลกตาสลักประทับไว้ แม้แต่ตัวเอ็มม่าเองก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด และมีประโยชน์แบบไหน ขอชมมองมันอยู่สักพักก็ปิดฝาลง พลิกมือหนึ่งทีกล่องใบนี้ก็หายไป ถูกเก็บลงแหวนเก็บของอย่างหวงแหน อามูร์ไม่ได้เร่งรุดเดินทางกลับ เพราะรู้ดีว่าเวลานี้มิเนอร์วาเข้านอนแล้ว ดังนั้นจึงเดินทางกลับด้วยความเร็วปกติ เมื่อกลับมาถึงที่พักก็เข้าไปนอนที่ห้องของตัวเองที่อยู่ด้านข้างติดกัน
แสงแรกยามเช้าอาบย้อมไปทั่วฟ้า เหล่านกกาต่างก็จับกลุ่มบิน มิเนอร์วาตื่นมาได้สักพักแล้ว และกำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่บนเขาลูกหนึ่ง อามูร์ที่ติดตามออกมาวิ่งเป็นเพื่อน ก็กระโดดปีนป่ายไปมาอย่างคล่องแคล่ว ทั้งคู่วิ่งไปเรื่อยๆ จนไปหยุดอยู่ที่สุดทางบนยอดเขา ร่างชุ่มเหงื่อยามเช้าของชายหนุ่มกำลังปรับอุณหภูมิให้เย็นลง จุดสูงสุดของยอดเขานี้มองเห็นพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้นจากเส้นขอบฟ้า แสงสว่างกำลังอาบย้อมไปทั่วเขตตัวเมืองเบื้องล่าง อามูร์ไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยให้เห็นเลยแม้เพียงนิด เพราะใช้พลังวิญญาณในการเคลื่อนไหว มันเรียบเรียงและเอ่ยเล่าข้อมูลทั้งหมดที่เก็บมาได้
“ข้าได้เตรียมเส้นทางจู่โจมและหลบหนีเอาไว้แล้ว ทุกสิ่งล้วนเป็นท่านตัดสินใจ หากเลี่ยงไม่ได้เช่นนั้นพวกเราก็โจมตีมันก่อนเถิด ย่อมได้เปรียบกว่า”
“ข้าเข้าใจ… แต่ข้าไม่อาจโจมตีผู้คนโดยไร้เหตุผล มันจะส่งผลเสียถึงธุรกิจทั้งหมดของเรา และภาพลักษณ์ที่ผู้คนมองต่อวังมรณะสาบสูญ แม้ข้าจะไม่ชอบงานบริหารบ้านเมืองที่วุ่นวาย แต่การจะทำให้ความวุ่นวายนี้สามารถสงบลงได้ จำเป็นต้องให้วังมรณะสาบสูญนั้นออกหน้าแทน อย่างที่ข้าบอกพวกมันไป…”
“ข้าเพียงแค่ต้องการเบาะแสเท่านั้น ที่เหลือล้วนไม่เกี่ยวกับพวกมัน จะราชาแดนตะวันออกอะไรนั่นก็ช่างเถิด ขอแค่พวกมันยอมคายเบาะแสมาให้ข้าตามต่อ สงครามก็จะไม่เกิดขึ้น หากจำเป็นต้องมีสงครามจริงๆ เช่นนั้นค่อยใช้แผนของเจ้าก็แล้วกัน ข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่าเรื่องเล่าของเอ็มม่าผู้นี้จะเป็นเรื่องจริงสักกี่ส่วน พวกเราลองแข่งกันเดาดีหรือไม่ ว่าเอ็มม่าผู้นี้เตรียมข้อเสนออะไรไว้ให้ข้า มันถึงได้ดูมั่นใจนักว่าจัดการเรื่องนี้ได้ เพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบข้าให้เจ้าเดาก่อนเลย”
มิเนอร์วาเอ่ยเสนอ นึกอยากฟังมุมมองต่อเรื่องนี้ของเสือสมิง แน่นอนว่าอามูร์ย่อมไม่ขัด ตัวมันเองก็มีสิ่งที่อยากได้บ้างแล้ว หลังจากติดตามมากับมิเนอร์วา มันก็พบว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ มีหลายสิ่งให้ทำตั้งมากมาย ช่างแตกต่างเป็นอย่างมากไม่เหมือนตอนอยู่ที่เกาะหิมพานต์ เกาะแห่งนั้นมีแต่อันตรายเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็มีแต่ป่าไม้ ลำพังเพียงแค่ใช้ชีวิตก็เหนื่อยมากพอแล้ว ยากที่จะหาเวลาพักผ่อนใจเหมือนที่นี่
“ได้! ข้าเดาว่าเขาเตรียมหญิงงามไว้ให้ท่าน สวนผกาสวรรค์คือสถานที่ขึ้นชื่อของที่นั่น สถานที่จัดเลี้ยงเองก็อยู่ที่นั่น แล้วท่านล่ะเดาเอาไว้ว่าอย่างไร?”
“ข้าเดาว่าไม่ใช่สาวงาม เงินทอง หรือของมีค่า แต่ต้องเป็นข้อเสนอทางธุรกิจอะไรสักอย่างแน่ จะอย่างไรเขาก็สนใจในวีดของข้าไม่ผิดแน่ ไว้มาดูกันหากเจ้าชนะ ก็ขอให้บอกมาว่าอย่างได้สิ่งใด หากไม่ผิดต่อหลักการของข้า ข้าก็ยินดีจะทำให้ กลับกันเถอะ”
1 มนุษย์ 1 พยัคฆ์ วิ่งลงเขาไปอย่างว่องไว หายลับกลมกลืนไปกับต้นไม้ใหญ่โดยรอบ…