Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 91 รวมพล

            “เจ้าสี่... เกิดมาเพื่อการต่อสู้อย่างแท้จริง!”

            อวี๋จื่ออวี๋ลอบถอนหายใจยาวในใจรู้สึกขมขื่นอยู่บ้างเล็กน้อย

            ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งจนน่าขนลุกผนวกกับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่แปรเปลี่ยนเป็นสัญชาตญาณอวี๋จื่ออวี๋แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าจะมีใครหาญกล้าเข้ามาต่อสู้ระยะประชิดกับจระเข้จักรพรรดิได้

            หากเป็นการรุมกินโต๊ะก็ยังพอว่า

            ทว่าหากเป็นการดวลตัวต่อตัวละก็...ลืมเรื่องนั้นไปได้เลย

            แค่โดนหางฟาดไปทีเดียวก็แทบเอาตัวไม่รอดหากโดนซ้ำอีกสองสามทีคงไม่พ้นต้องจบชีวิตลงแน่

            “ท่านเทพต้นไม้ตอนนี้ท่านคงเข้าใจแล้วสินะว่าเหตุใดข้าถึงไม่อยากปะทะกับมัน”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำของปีศาจกระทิงดังก้องขึ้นมามันส่ายหน้า ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืน

            “อืม... ข้าเข้าใจแล้ว”

            อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าพลางตอบรับอย่างเห็นพ้อง

            เมื่อครั้งก่อนที่ปีศาจกระทิงออกไปหาอาหารกับจระเข้จักรพรรดิหลังจากกลับมามันก็ดูจะตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้า เก็บตัวเงียบขรึมผิดปกติ

            และในบางครั้งมันยังลอบมองไปยังสระน้ำวิญญาณด้วยแววตาที่ซับซ้อนยากจะอธิบาย

            ที่แท้เจ้ากระทิงนี่ก็ถูกความน่าเกรงขามของจระเข้จักรพรรดิข่มขวัญเข้าให้แล้วนี่เอง

            แต่ก็นั่นแหละใครที่ได้เห็นอสุรกายพรรค์นี้ก็ย่อมต้องรู้สึกขนพองสยองเกล้ากันทั้งนั้น

            เจอคู่ต่อสู้ระดับนี้จะเอาอะไรไปสู้?

            ทันทีที่เผชิญหน้าหากเผลอเพียงนิดก็คงโดนฟาดจนร่างแหลกไปแล้ว

            แม้จะตอบสนองไวเพียงใดแต่จระเข้จักรพรรดินั้นรวดเร็วยิ่งกว่า

            และเรื่องที่เหนือชั้นกว่าไม่ใช่เพียงแค่ปฏิกิริยาตอบโต้นั้นมันยังรวมไปถึงท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ฉับไวยิ่งขึ้นเมื่อประสานเข้ากับพละกำลังของกล้ามเนื้อ

            เมื่อสองสิ่งนี้รวมเป็นหนึ่งการต่อสู้กับจระเข้จักรพรรดิก็ไม่ต่างอะไรจากการเป็นกระสอบทรายที่ถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว

            และหากไม่ระแวดระวังตัวให้ดีจนตามความเร็วของมันไม่ทันเมื่อนั้นเตรียมบอกลาชีวิตได้เลย

            จระเข้จักรพรรดิปลุกพลังสายเลือดบรรพกาลจะมอบบทเรียนแห่งความอำมหิตของสิ่งมีชีวิตในยุคดึกดำบรรพ์ให้ได้ซึ้งถึงทรวงอย่างแน่นอน

            “จิ๊จิ๊...”

            อวี๋จื่ออวี๋เดาะลิ้นเบาๆพลางรำพึงในใจว่าตนพบเจอขุมทรัพย์ล้ำค่าเข้าให้แล้วจริงๆ

            ในยามนั้นชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่เคียงข้างคล้ายจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้เธอจึงหัวเราะคิกคักก่อนเอ่ยว่า

            “นายท่าน หากท่านปล่อยให้จระเข้จักรพรรดิออกไปอาละวาด คาดว่าเพียงไม่นานผืนป่าลึกแห่งนี้คงต้องสยบอยู่ภายใต้เงาอันน่าหวาดหวั่นของมันเป็นแน่”

            “แน่นอนอยู่แล้ว”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะร่าพลางตอบรับออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม

            “อย่างน้อยในระดับพลังที่เท่าเทียมกันคงมีสิ่งมีชีวิตเพียงไม่กี่สายพันธุ์ที่หาญกล้ามาประมือกับมัน”

            “สิ่งมีชีวิตที่พอจะต่อกรกับมันได้นั้นมีอยู่น้อยจริงๆ ค่ะ”

            แววตาของชิงเอ๋อร์พราวระยับด้วยรอยยิ้มขณะที่เธอทอดสายตามองไปยังสระน้ำวิญญาณ

            ทว่าในใจของเธอนั้นยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ไม่ได้เอ่ยออกมา ‘แต่...ฉันคือข้อยกเว้น’

            ใช่แล้วชิงเอ๋อร์คือข้อยกเว้น

            ในฐานะดวงวิญญาณความร้ายกาจของชิงเอ๋อร์นั้นก้าวข้ามขีดจำกัดของระดับเดียวกันไปไกลแล้ว

            เพราะท้ายที่สุดเธอก็คือตัวตนที่ผิดแผกไปจากครรลองเช่นเดียวกับอวี๋จื่ออวี๋พลังรบของเธอจะถูกพันธนาการไว้เพียงแค่ลำดับขั้นได้อย่างไรกัน

            หากไม่ใช่การจู่โจมที่มุ่งเป้ามาที่จุดตายของวิญญาณโดยเฉพาะการจะสังหารศัตรูที่ระดับสูงกว่าก็เปรียบได้กับการดื่มน้ำกินข้าวที่ทำได้ง่ายดายเหลือเกิน

            เพียงแต่ปกติแล้วชิงเอ๋อร์ไม่ใช่พวกชอบโอ้อวดฝีมือและไม่นิยมชมชอบการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนนัก

            เพราะอย่างนั้นจนถึงตอนนี้จึงมีสัตว์อสูรเพียงไม่กี่ตัวที่สามารถตระหนักได้ว่าหญิงสาวในชุดแดงผู้งดงามราวกับภูตพรายนางนี้ แท้จริงแล้วน่าพรั่นพรึงเพียงใด

            ทว่าเรื่องหนึ่งที่ยืนยันได้แน่นอนก็คือ...

            เมื่อใดที่พวกมันรู้แจ้งถึงความจริงข้อนี้พวกมันย่อมไม่มีวันลืมเลือนว่า ตัวตนที่เคียงคู่กับท่านเทพต้นไม้อยู่เสมอนั้น...มักจะเป็นเงาร่างในชุดสีแดงเสมอ

            ......

            ในยามนั้นอวี๋จื่ออวี๋ที่กำลังจ้องเขม็งไปทางสระน้ำวิญญาณพลันดวงตาเป็นประกายวาววับเขาเอ่ยถามชิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายว่า

            “ชิงเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าหากข้าปล่อยเจ้าจระเข้จักรพรรดิออกไปสู่โลกภายนอกจะเกิดอะไรขึ้น?”

            “เอ่อ...”

            ชิงเอ๋อร์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินอวี๋จื่ออวี๋ที่ดูตื่นเต้นขึ้นมาอย่างกะทันหันก่อนจะตอบกลับอย่างระมัดระวังว่า

            “เกรงว่า... มันคงจะก้าวขึ้นเป็นเจ้าถิ่นผู้ปกครองผืนป่าแห่งนี้ค่ะ”

            “ผู้ปกครองผืนป่างั้นหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋แค่นหัวเราะในลำคอในที่สุดเขาก็ตระหนักได้เสียทีว่าตนเองหลงลืมสิ่งใดไป

            การฟูมฟักเลี้ยงดูไว้แต่ในกรงทองจะสร้างยอดฝีมือที่แท้จริงขึ้นมาได้อย่างไรกัน?

            หากเป็นสัตว์อสูรตัวอื่นๆอย่างเช่นพวกเหยี่ยวเพเรกรินที่เป็นนกนักล่า ก็ยังพอกล้อมแกล้มไปได้

            นกถวิลหารังนับเป็นเรื่องธรรมดา

            แต่ทว่าจระเข้จักรพรรดิ...ไม่สิ ต้องบอกว่าทั้งจระเข้จักรพรรดิ เสือขาว และจิ้งจอกแดงนั้นแตกต่างออกไป

            พวกมันควรจะได้อาบเลือดกลางสมรภูมิลิ้มรสกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและสดใหม่

            ทว่าในตอนนี้พวกมันกลับถูกกักตัวไว้แต่ในหุบเขาภายใต้การคุ้มครองของอวี๋จื่ออวี๋

            ถึงแม้ว่าในบางครั้งอวี๋จื่ออวี๋จะอนุญาตให้พวกมันออกไปล่าเหยื่อข้างนอกบ้างก็ตาม

            ทว่าการล่าเหยื่อ...ก็เป็นได้เพียงการล่าเหยื่อเท่านั้น

            หากไม่เคยผ่านการนองเลือดที่แท้จริงพวกมันจะเข้าใจถึงความสำราญในการเข่นฆ่าและต่อสู้ได้อย่างไร

            เมื่อครุ่นคิดมาถึงจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ทอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่

            “หากพวกเจ้าไร้ซึ่งพรสวรรค์ก็คงจะแล้วไปทว่าในเมื่อพวกเจ้ามีพรสวรรค์ที่สัตว์อสูรนับไม่ถ้วนไม่อาจเอื้อมถึงแล้วข้าจะยอมปล่อยให้มันสูญเปล่าได้อย่างไร?”

            อวี๋จื่ออวี๋รำพึงคำพูดที่มีความหมายลึกซึ้งนั้นพลางเริ่มวางแผนการบางอย่างในใจ

            ......

            ยามวิกาลเข้าปกคลุมหุบเขากลับคืนสู่ความเงียบสงัด

            มีเพียงเสียงเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงบนปุยหิมะหนาเตอะราวกับผืนนวมผืนใหญ่ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศดูอ้างว้างโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก

            และในชั่วขณะนั้นเอง...

            “ครืน!”

            ม่านหมอกที่ผสมปนเปไปกับสายลมและหิมะพลันคำรามกึกก้องขึ้นมา

            ท่ามกลางทัศนียภาพที่พร่าเลือนคล้ายกับมีตัวตนอันยิ่งใหญ่บางอย่างกำลังตื่นจากการหลับใหลช้าๆ

            เพียงครู่เดียวเสียงอันทรงอำนาจก็ดังก้องสะท้อนไปทั่วม่านหมอกอย่างต่อเนื่อง

            “จงมาหาข้า...”

            สิ้นคำกิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋ก็โบกสะบัดไหวไปมาทีละกิ่ง

            “ครืน!”

            พร้อมกับการหมุนวนของม่านหมอกพื้นที่ลานกว้างขนาดใหญ่ได้เปิดออก

            เพียงไม่นานเสียงหอนของจิ้งจอกก็ดังแว่วมา

            จากที่ไกลๆเงาสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านพื้นดินมาดุจกระแสธารสีเลือดก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้า

            ในเวลาเดียวกันนั้น

            “มอออ...”

            พร้อมกับเสียงร้องอันหนักแน่นปีศาจกระทิงที่เพิ่งกลับจากการหาอาหารก็กระทืบเท้าลงบนพื้นพสุธาพุ่งทะยานเข้ามา

            “โฮก...”

            เสือขาวหาวออกมาอย่างเกียจคร้านก่อนจะค่อยๆหยัดกายลุกขึ้น

            และในทิศทางที่ไม่ไกลนักสระน้ำวิญญาณพลันสั่นสะเทือนเบาๆ ก่อนจะเกิดน้ำวนขึ้นอีกหน เพียงอึดใจร่างอันน่าพรั่นพรึงของจระเข้จักรพรรดิก็โผล่พ้นเหนือน้ำขึ้นมา

            เหล่าขุนพลอสูรปรากฏกายขึ้นทีละตัวจนทำให้เทือกเขาแห่งหมอกภายใต้ผืนฟ้ายามราตรีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

            และไม่ได้มีเพียงแค่พวกมันเท่านั้น

            ลึกเข้าไปในลานกว้างใต้ดินพี่หัวราบที่เพิ่งพ่ายแพ้มาและกำลังเร่งดูดซับพลังวิญญาณอย่างบ้าคลั่งเมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้นมันไม่ลังเลเลยที่จะพุ่งทะยานขึ้นมาจากปากถ้ำเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว

            ......

            สัตว์อสูรปรากฏตัวขึ้นทีละตัวเพียงพริบตาพื้นที่กว้างใหญ่ที่อวี๋จื่ออวี๋ใช้ม่านหมอกกั้นไว้ก็หนาตาไปด้วยเหล่าสัตว์อสูร

            ทว่านี่ก็ไม่ใช่ความผิดของอวี๋จื่ออวี๋เสียทีเดียว

            ใครจะไปคาดคิดว่าทั้งจระเข้จักรพรรดิและเสือขาวจะมีขนาดร่างกายมหึมาขนาดนี้ลำพังแค่พวกมันสองตัวก็กินพื้นที่ไปกว่าหนึ่งในสามแล้ว

            และด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างก็เป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังพวกมันจึงมักจะไม่ค่อยเข้าใกล้กัน และเลือกที่จะกระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ

            ในเมื่อต่างก็เป็นยอดฝีมือจะให้มายอมสยบก้มหัวให้กันง่ายๆ ได้อย่างไร

            ส่วนกลุ่มมนุษย์ภายใต้การนำของชิงกังนั้นนับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

            พวกเขารีบไปรวมตัวกันที่มุมหนึ่งพลางจัดแถวหน้ากระดานอย่างมีระเบียบวินัยดูไปแล้วคล้ายกับการฝึกทหารไม่มีผิด

            ทว่าเมื่อเห็นพวกเขาสวมใส่ชุดที่ทำจากหนังสัตว์อวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะลอบขำออกมา

            หุบเขาแห่งนี้มีดีทุกอย่างเสียอย่างเดียวคือไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกแบบมนุษย์

            อวี๋จื่ออวี๋เคยคิดจะช่วยหามาให้พวกเขาอยู่บ้าง

            แต่เมื่อลองคิดดูอีกทีก็ช่างมันเถอะเพราะเขา‘ลักพาตัว’ มนุษย์พวกนี้มาเพื่อเป็นแรงงานทาสไม่ใช่มาเพื่อเสวยสุข

            และเมื่อสังเกตจากท่าทีของชิงกังแล้วอวี๋จื่ออวี๋ก็สัมผัสได้ว่าเจ้าหมอนี่ดูจะมีความสุขกับชีวิตในตอนนี้มากเป็นพิเศษ

            ทว่าคนที่ไม่ค่อยจะมีความสุขนักย่อมมีอยู่นั่นก็คือเชียนฉิน

            ด้วยความที่เธอเป็นหญิงสาวบอบบางเรื่องนี้ย่อมสร้างความลำบากให้เธอไม่น้อย

            ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการต้องนำหนังสัตว์มาดัดแปลงเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงเท่านั้นทว่าเธอยังต้องคอยระแวดระวังทุกครั้งที่ต้องการจะอาบน้ำด้วย

            เธอไม่เคยลืมเลือนเลยว่าบ้านต้นไม้หลังนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากรากของท่านเทพต้นไม้โดยตรง

            นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่เธออาบน้ำอยู่ภายในบ้านต้นไม้...ท่านเทพต้นไม้ย่อมสามารถรับรู้และมองเห็นทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

            ทุกครั้งที่เธอนึกถึงเรื่องนี้ใบหน้าของเชียนฉินพลันแดงซ่านขึ้นมาทันที

            ต้องยอมรับเลยว่าจิตใจของผู้หญิงนั้นแสนซับซ้อนเหลือเกิน

            เพราะเรื่องพรรค์นี้แม้แต่อวี๋จื่ออวี๋เองก็ยังไม่เคยคิดไปถึงเลยแม้แต่น้อย

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน