หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

หย่งเหมยอิน

นับตั้งแต่วันที่เข้าเมืองมาเวลาก็ผันผ่านไปถึงเจ็ดวันแล้ว ทว่าลั่วอู่หลินก็ยังคงนอนหลบไหลไม่ได้สติอยู่บนเตียงใหญ่เช่นเดิม แม้หมอของที่นี่จะบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมากก็ตาม

 

ในเวลาเดียวกันตงฟางหลงก็กำลังสนทนาเจ้าเมืองเกี่ยวกับข้อมูลของเมืองแห่งนี้โดยละเอียด ซึ่งก็แน่นอนว่านางก็บอกเขาโดยไม่มีปิดบัง

 

นั่นทำให้ตงฟางหลงได้รู้ว่า เมืองนี้มีนามว่า หย่งจิง ตั้งอยู่ในดินแดนระดับสูงของพิภพอสูร และยังได้รับฉายาว่าเป็นเมืองที่มีความสงบสุขมากที่สุดเมืองหนึ่งในพิภพอสูรเลยก็ว่าได้

 

เหตุก็เพราะเจ้าเมืองที่เขากำลังคุยด้วยอยู่นี้มาจากเผ่าอสูรดอกบัวสีคราม ซึ่งเป็นอสูรจำพวกพืชที่รักสงบ ดังนั้นแล้วเมืองที่นางปกครองจึงสงบสุขไปด้วยเป็นเรื่องธรรมดา

 

"อืม ข้าพอจะเข้าใจที่เจ้าเล่าแล้ว แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่า ไม่เคยมีคนมาสร้างปัญหาให้กับเจ้าหรือเมืองของเจ้าบ้างหรือไร"ตงฟางหลงกล่าวถามพร้อมกับดื่มชาที่นางรินให้

 

เจ้าเมืองสาวยกยิ้ม "ถึงพวกเผ่าดอบบัวสีครามจะรักสงบแต่พวกเราก็ไม่ได้อ่อนแอนะเจ้าค่ะ อีกทั้งเรายังมีขุมกำลังเบื้องหลังจากดินแดนร้อยราชัน ดังนั้นจึงไม่เคยมีใครมาก่อปัญหาให้กับเมืองนี้"

 

"โอ้ เป็นเช่นนั้นเอง ข้าหมดคำถามจะถามแล้ว ขอบใจเจ้ามากที่อยู่เป็นเพื่อนสนทนากับข้าระหว่างที่รอนายท่านพักฟื้น"ตงฟางหลงกล่าวขึ้น แม้เรื่องที่เขากับนางสนทนากันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือสำคัญอะไร แต่ก็ถือว่าค่าเวลาได้พอสมควร

 

"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ มันก็นานแล้วที่เมืองเราไม่ได้ต้อนรับเทพอสูรผู้สูงส่งเช่นท่าน หากมีอะไรขาดตกบกพร่องก็สามารถบอกข้าได้เลยนะเจ้าค่ะอย่าได้เกรงใจ"เจ้าเมืองสาวกล่าวก่อนที่นางจะยืนและโค้งตัวเล็กน้อยให้กับชายหนุ่มและเดินออกไป

 

ตงฟางหลงถึงกับถอนหายใจยาว ให้ตายสิ! นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้พูดคุยกับคนอื่นนอกจากครอบครัวของนายท่าน แม้จะดูเหมือนเขาพูดอย่างเรียบเฉยเช่นนั้นแท้จริงแล้วก็ประหม่าเอามากๆ โชคยังดีที่เจ้าเมืองสาวนางนี้พูดคุยง่ายและไม่ได้ตั้งคำถามอะไรกับเขา ทำให้สนทนากันได้นานและเป็นกันเอง

 

"เห้อ นายท่านเมื่อไรจะตื่นขึ้นมานะ งานเจรจาเช่นนี้มันไม่เหมาะกับข้าจริงๆ"ตงฟางหลงกล่าวพร้อมกับทำสีหน้าขมขื่นออกมา

 

เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ราวกับคำอธิฐานของตงฟางหลงได้เป็นจริงขึ้นมา ลั่วอู่หลินที่นอนอยู่บนเตียงก็ค่อยๆขยับเปลือกตาช้าๆจากนั้นก็มองซ้ายมองขวาและลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบากยิ่ง

 

"นายท่าน!! นายท่านฟื้นแล้ว"ตงฟางหลงเมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวก็พุ่งเข้ามาในห้องและอุทานออกมาด้วยความดีใจ

 

"เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ให้ข้าเรียกหมอให้อีกดีหรือไม่?"

 

ลั่วอู่หลินส่ายหัวเบาๆ "ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ร่างกายที่บาดเจ็บกำลังถูกลมปราณฟื้นฟู ดังนั้นพักนี้อาจจะใช้ปราณในการต่อสู้ไม่ได้สักพักก็เท่านั้น"

 

"แล้วนี่เจ้าพาข้ามาพักที่ไหนกัน ไฉนมันถึงได้หรูหราถึงเพียงนี้"ลั่วอู่หลินกล่าวถามขณะมองไปรอบๆ

 

"เป็นเมืองๆหนึ่งในทวีประดับสูงของพิภพที่ชื่อ หย่งจิง ถูกปกครองโดยเผ่าอสูรดอกบัวสีครามขอรับ เจ้าเมืองของที่นี่ต้อนรับพวกเราดีมากเลยทีเดียว ทั้งๆที่อีกฝ่ายมีขุมกำลังจากแดนร้อยราชันหนุนหลังอยู่"ตงฟางหลงตอบผู้เป็นนาย

 

ลั่วอู่หลินพยักหน้า"อืม ขอบใจเจ้ามาก การเดินทางในครั้งนี้คงต้องลำบากเจ้าแล้ว"

 

"นายท่านพูดอะไรแบบนั้นกันขอรับ ตัวข้าเป็นเหมือนแขนขาของนายท่านอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากแต่อย่างใด กลับกันข้ารู้สึกภูมิใจมากที่ได้ทำมัน"

 

เมื่อลั่วอู่หลินได้ยินเช่นนั้นใบหน้าซีดเซียวก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจออกมา ชายหนุ่มไม่รอช้าหยิบอาภรณ์สีขาวที่ประดับสัญลักษณ์หยินหยางออกมาสวมในทันที และให้ตงฟางหลงพาเขาออกไปข้างนอกเพื่อสูดอากาศ เนื่องจากในห้องนี้มีกลิ่นของยาและสมุนไพรที่มากเกินไป

 

แต่ทว่าในขณะที่กำลังจะออกจากห้องนั้น เจ้าเมืองหญิงก็เดินมาพร้อมกับสาวใช้อีกสี่คนใบหน้าของพวกนางประดับรอยยิ้มเอาไว้ตลอดเวลา ลั่วอู่หลินแม้จะบาดเจ็บอยู่แต่ก็สัมผัสได้ว่าพวกนางล้วนแต่ไม่ธรรมดา ตัวของเจ้าเมืองนัั้นอยู่ในระดับเซียนสวรรค์ ส่วนสาวใช้ล้วนแต่อยู่เซียนเบิกฟ้าทั้งสิ้น ขุมกำลังระดับนี้ไม่น่าจะอยู่ในดินแดนระดับสูงได้ แต่น่าจะอยู่ในดินแดนเซียนหรือไม่ก็ดินแดนร้อยราชันมากกว่า

 

"ได้ข่าวว่านายท่านได้สติแล้ว ในฐานะเจ้าเมืองจึงมาเยี่ยมเยียนเจ้าค่ะ"เจ้าเมืองหญิงกล่าว ลั่วอู่หลินผายมือเชิญอีกฝ่ายนั่งในทันทีซึ่งตัวเขาเองก็นั่งลงเช่นเดียวกัน

 

"ก่อนอื่นคงต้องขอบคุณท่านสำหรับที่พักและการดูแลเป็นอย่างดี ข้ามีนามว่าอู่หลินเป็นผู้ฝึกตนอิสระ"ลั่วอู่หลินกล่าวขอบคุณและแนะนำตัวก่อนเป็นอันดับแรก

 

"ข้ามีนามว่า หย่งเหมยอิน เจ้าค่ะ เป็นเจ้าเมืองแห่งนี้ ส่วนเรื่องที่พักนั้นก็ไม่ได้มากมายอะไร เพราะถึงอย่างไรเมืองนี้ก็อยู่กันอย่างพึงพาอาศัยกันอยู่แล้ว"เจ้าเมืองสาวกล่าวอย่างสุภาพ ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็ยกยิ้มบางอดชื่นชมจิตใจอันมีเมตตาของนางไม่ได้ เขาลองตรวจสอบภาพในหัวของนางดูแล้ว และนางพูดอย่างที่คิดจริงๆหาได้เสเเสร้งเเกล้งทำไม่

 

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือภาพในหัวของนางมันยังปรากฏภาพผู้ชายคนหนึ่งอยู่ในนั้น และมันไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากตงฟางหลงผู้ติดตามของเขานั่นเอง

 

'ชักจะน่าสนใจแล้วสิ ' ลั่วอู่หลินอุทานออกมาในใจ เจ้าเมืองหย่งคนนี้ตกหลุมรักผู้ติดตามของเขาตั้งแต่แรกเจอ แต่ทว่าในทางกลับกันเจ้าตงฟางหลงกลับซื้อบื้อไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

หากให้เขาคาดเดาสาเหตุก็น่าจะเป็นเพราะจักรพรรดิมังกรน้ำแข็งตนนี้ไม่ได้พูดคุยกับใครเป็นเวลาหลายล้านปีก็เลยไม่เข้าใจเรื่องความรักอะไรทำนองนี้เสียเท่าไรนัก

 

"เอ่อ คือ พวกท่านจะอยู่ที่นี่อีกนานหรือไม่เจ้าค่ะ"เป็นเจ้าเมืองหย่งเหมยอินที่กล่าวถามขึ้นมา

 

ลั่วอู่หลินคิดในใจ 'ในหอคอยเทพมหาสมบัติของข้า มีเพียงตงฟางหลงเท่านั้นที่ไม่มีครอบครัวเป็นของตนเอง เอาเถอะ ข้าจะสงเคราะห์เสียหน่อยก็แล้วกัน'

 

"ในตอนนี้ยังคงบาดเจ็บภายในอยู่มาก ท่านเจ้าเมืองจะว่าอะไรหรือไม่หากพวกเราจะขออยู่ต่อจนกว่าบาดแผลจะหาย"ลั่วอู่หลินกล่าวถาม เมื่อหย่งเหมยอินได้ยินดวงตาของนางก็เผยประกายออกมาวาบหนึ่งก่อนจะหายไป

 

นางยิ้มรับจากนั้นจึงกล่าวตอบอย่างสุภาพ "ได้สิเจ้าคะ ท่านสามารถอยู่ที่นี่ได้ตามสบาย"

 

กล่าวจบนางไม่วายที่จะหันไปชำเลืองมองตงฟางหลงด้านหลังของลั่วอู่หลินและยิ้มอย่างอ่อนหวานออกมา ชายหนุ่มที่เห็นอาการเช่นนั้นก็ยิ้มให้นางราวกับให้กำลังใจ

 

ต้องบอกก่อนว่าลั่วอู่หลินหาได้จับคู่ให้กับตงฟางหลงมั่วๆซั่วๆไม่ เขาตรวจสอบความทรงจำของนางแล้ว ปรากฏว่าหญิงสาวคนนี้ไม่มีอะไรด่างพร้อยแถมยังงดงามทั้งกายใจ หากตงฟางหลงได้ไปเป็นภรรยาก็นับว่าเป็นโชคดีของชีวิต

คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน