ไม่เลวเลยทีเดียวสิ่งที่เย่เฉินขว้างออกไปนั้นเป็นระเบิดควัน ที่ได้มาจากผู้เฒ่าหลังค่อม
เดิมทีเขาไม่ได้ต้องการที่จะใช้ระเบิดควัน แต่ด้วยฝ่ายตรงข้ามนั้นมีจำนวนมากถึงแปดคนและไม่รู้ด้วยว่าจะมีข้อผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นบ้าง ดังนั้นหลังจากไตร่ตรองดูแล้วเขาจึงตัดสินใจใช้ระเบิดควันเพื่อรบกวนสายตาของพวกเขา
“นั่นใครออกมาเดี๋ยวนี้น่ะ”เสียงอันเยือกเย็นของศิษย์ของยอดเขาตี้หยางดังออกมาท่ามกลางหมอกควันอันมืดดำ
ปับ!
เมื่อสิ้นเสียงพูดเสียงของแท่งเหล็กที่กระทบท้ายทอยก็ดังขึ้น
โอ๊ย...!
มีเสียงกรีดร้องที่เหมือนหมูถูกเชือดดังตามขึ้นมาหลังจากนั้นก็มีศิษย์คนหนึ่งล้มลงไปกับพื้น
เมื่อศิษย์ชุดม่วงเห็นดังนั้นจึงลงมือตอบโต้กลับทันที เขาหันฝ่ามือมุ่งไปทางทิศที่มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น
โอ๊ย...!
ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น พลังฝ่ามือที่น่ากลัวของศิษย์ชุดม่วงไม่โดนตัวเย่เฉินอีกทั้งเขากลับยังพลิกพลังฝ่ามือของศิษย์ยอดเขาตี้หยางออกไปได้
และในขณะนั้นเองเย่เฉินก็ได้พาตัวเองไปอยู่ด้านหลังของศิษย์ชุดม่วงและได้ใช้แท่งเหล็กตีเข้าไปยังท้ายทอยของเขาอย่างแรง
ศิษย์ชุดม่วงผู้นี้เป็นผู้ฝึกตนในขั้นรวมพลังชั้นที่หกการที่เย่เฉินได้ใช้แท่งเหล็กทุบเข้าไปนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาถึงกับหมดสติ
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินจึงทุบลงไปอีกครั้งอย่างหน้าตาเฉย
ในตอนนี้ศิษย์ชุดม่วงที่กำลังง่อนแง่นอยู่ตรงนั้น ได้ล้มคว่ำหน้าลงไปอยู่บนพื้นเรียบร้อย
โอ๊ย...!
หลังจากศิษย์ชุดม่วงได้ล้มลงก็มีเสียงกรีดร้องดังตามขึ้นมาอีกครั้งมีคนถูกเย่เฉินทุบจนสลบไปอีกคนอย่างไม่ทันได้พูดจา
ต่อมาหลังจากนั้นทั่วทั้งภูเขาก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางหมอกควันอันมืดดำเลือนรางผนวกกับการซุ่มโจมตี เย่เฉินก็ได้รับชัยชนะแม้แต่ศิษย์ยอดเขาตี้หยางที่อยู่ขั้นรวมพลังชั้นที่เจ็ดคนนั้นก็ยังถูกเขาปล่อยหมัดออกไปจนเซ ตามด้วยแท่งเหล็กทุบจนลงไปนอนกองกับพื้น
เขาซึ่งเป็นผู้บรรลุสู่ขั้นรวมพลังชั้นที่สี่แม้ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากัน เขาก็มั่นใจมากที่จะจัดการกับพวกเขาทั้งแปดคนได้แต่เพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายเย่เฉินจึงเลือกใช้วิธีการสกปรกจัดการกับพวกเขา
โอ๊ย...!
เสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายดังขึ้นศิษย์ทั้งแปดคนของยอดเขาตี้หยางตอนนี้ ได้ถูกเขาทุบตีจนล้มลงไปนอนกับพื้นหมดแล้ว
หมอกควันสีดำของระเบิดควันยังคงหนาทึบเย่เฉินก็ได้เก็บเอาถุงเก็บของของคนทั้งแปดนั้นออกไปหมดแล้วตอนนี้ในมือของเขาถือโซ่เหล็กเส้นหนึ่งเอาไว้ ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งได้มัดเหล่าบรรดาศิษย์ที่แข็งแกร่งทั้งแปดคนนั้นเอาไว้ด้วยกัน
หลังจากนั้นจึงโยนพวกเขาเข้าไปในป่าตรงเหวด้านหลังก่อนที่เย่เฉินจะเดินออกไปเขาก็ไม่ลืมที่จะเป่ากลิ่นหอมที่ทำให้ง่วงนอนเพื่อไม่ให้พวกเขาฟื้นตื่นขึ้นมารบกวนเขากลางคัน
เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้วเย่เฉินก็กลับไปยังหุบเขาอีกครั้ง เพื่อเตรียมตัวซุ่มโจมตีศิษย์ยอดเขาตี้หยางต่อไป
เวลาเช้าที่หุบเขาแห่งนี้เหล่าบรรดาศิษย์ยอดเขาตี้หยางสองสามคนก็ยังคงมุ่งหน้ามาอย่างต่อเนื่อง
ในระหว่างวันเย่เฉินก็ได้ลงมือไปหลายครั้ง แต่ก็มีแต่พวกลูกศิษย์ตัวเล็กที่ไม่ได้สำคัญอะไรมากเขาแค่รีบพุ่งออกไปจัดการพวกเขาด้วยแท่งเหล็กเท่านั้น แทบไม่ต้องใช้ระเบิดควันเลย
หลังจากผ่านไปทั้งวันเขาก็สามารถจะเอาชนะศิษย์ยอดเขาตี้หยางไปได้มากกว่ายี่สิบคนซึ่งนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว มันพอที่จะทำให้เขาได้โอ้อวดไปได้สักสองสามวัน
ไม่รู้ว่าสีของท้องฟ้าเริ่มมืดลงตั้งแต่เมื่อไหร่
เมื่อเย่เฉินแหงนหน้ามองไปเห็นแสงตะวันยามเย็นเขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับ
เพียงแต่ทันทีที่เขาลุกขึ้นยืนเขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นความผันผวนของพลังปราณจากปากหุบเขาทางด้านหนึ่งเงาร่างอันเลือนรางสองเงาก็เคลื่อนมาจากทิศทางของผืนป่าอสูรเงานั้นเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จากนั้นก็ทะลุผ่านหุบเขาไปอย่างรวดเร็ว
“ทั้งสองอยู่ในขั้นพลังธาตุ”เย่เฉินเดินออกไปอย่างเงียบๆ เพื่อเตรียมจับปลาตัวใหญ่ทั้งสอง
จนกระทั่งเดินเข้ามาใกล้เย่เฉินจึงมองเห็นใบหน้าของทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน
ผู้ที่มานั้นคนหนึ่งรูปร่างสูงส่วนอีกคนรูปร่างเตี้ย ผู้ที่รูปร่างสูงมีนามว่า หวังเหิงเขามีรูปร่างที่กำยำล่ำสัน ทั้งยังมีพลังปราณที่รุนแรงกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างมีความแน่นและแข็งแกร่งเมื่อเห็นเพียงครั้งแรกก็ดูราวกับว่าเขานั้นเป็นผู้ทรงพลัง ส่วนอีกคนคือ ผู้ที่มีรูปร่างเตี้ยกว่าเขามีนามว่า ซ่งอวี้ คนผู้นี้มีลักษณะอ้อนแอ้น รูปร่างผอมเพรียวใบหน้าขาวละเอียดอ่อน หากใครไม่รู้ก็คงต้องคิดว่าเขาเป็นสตรีเป็นแน่
“ความแข็งแกร่งด้อยกว่าฉีเฮ่าจัดการอย่างไรดี” เมื่อพบว่าหวังเหิงและซ่งอวี้เข้ามาอยู่ในเขตซุ่มโจมตีของเขาแล้วเย่เฉินจึงหยิบเข็มพิษสองเล่มขึ้นมา
ขั้นพลังธาตุนั้นไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าขั้นรวมพลังแต่เย่เฉินคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้แน่นอนหากต้องการเอาชนะพวกเขาโดยไม่เปิดเผยตัวตนดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะใช้กลอุบายอื่น เขาต้องการจะปล้นเงินไม่ได้ต้องการจะทำลายชีวิตใคร
เมื่อคิดได้ดังนั้นเย่เฉินจึงโบกมือและขว้างระเบิดควันออกไป
“ระวัง”หวังเหิงและซ่งอวี้ระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากเมื่อเห็นว่ามีวัตถุที่ไม่ชัดเจนลอยเข้ามาอย่างกะทันหันพวกเขาก็รีบดึงดาบและกระบี่วิญญาณออกมาทันที
ตูม!
ระเบิดควันได้ระเบิดขึ้นมาหมอกควันทึบได้กระจายออกไปอีกครั้ง
“นั่นใคร”หวังเหิงผู้มีร่างกายกำยำก็โมโหขึ้นมาทันที
ชิ้ง!
เสียงหวีดของโลหะดังขึ้นเข็มพิษอันผอมบางเล่มหนึ่งได้บินทะลุอากาศเจาะทะลุเข้าไปในแขนของหวังเหิง โดยที่เขาไม่ทันได้สังเกตเลยด้วยซ้ำ
ส่วนอีกด้านหนึ่งซ่งอวี้ก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เขาถูกเข็มพิษเจาะทะลุเข้าไปยังแผ่นหลังแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติอะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
พวกเขาสองคนเข้าใจได้ทันทีหันหลังให้กัน พร้อมกับปล่อยพลังปราณออกไปเพื่อขับไล่หมอกควันเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง
เพียงเวลาไม่นานทั้งคู่ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเขา
“ศิษย์พี่หวังท่านรู้สึกวิงเวียนบ้างไหม” ซ่งอวี้เริ่มจะโซเซเล็กน้อย
“มี...มีนิดหน่อย”หวังเหิงสะบัดหน้า รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงเป็นอย่างมากแม้แต่พลังปรารถนาก็ยังกลับคืนสู่ความสงบ ทั่วทั้งร่างไม่สามารถใช้กำลังใดๆ ได้เลย
“เข็มพิษของผู้เฒ่าหลังค่อมช่างเหนือชั้นจริงๆ”เย่เฉินที่อยู่ในความมืด เมื่อได้เห็นหวังเหิงและซ่งอวี้อยู่ในสภาพเช่นนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างตื่นเต้นและคิดว่าควรจะใช้เข็มพิษให้น้อยจะเป็นการดีกว่า เพราะเข็มพิษที่เหนือชั้นเช่นนี้หากเอามาใช้ตรงนี้เสียหมด จะเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป
ปึก!
ปึก!
มีเสียงดังขึ้นสองครั้งติดต่อกันคนทั้งสองถูกตีเข้าไปที่ท้ายทอย และก็หมดสติไป
“อย่าโทษข้าเลยนะหากจะโทษก็ต้องโทษท่านอาจารย์ของพวกเจ้า” เย่เฉินเดินออกไปใช้มือลากขาของพวกเขาคนละข้าง โยนเหวี่ยงเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกันกับศิษย์ยอดเขาตี้หยางยี่สิบคนก่อนหน้านี้ถุงเก็บของและสิ่งมีค่าในตัวของหวังเหิงและซ่งอวี้ได้ถูกรื้อค้นและหยิบเอาไปจนหมดแล้ว
เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นเย่เฉินก็ได้หายตัวไปท่ามกลางความมืดยามวิกาลแต่ก่อนที่จะจากไปเขาก็ไม่ลืมที่จะถอนพิษให้กับหวังเหิงและซ่งอวี้
โอ๊ย...!
โอ๊ย...!
ในไม่ช้าป่าที่มืดสนิท ได้ถูกทำลายความสงบลงด้วยเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหล่าบรรดาศิษย์ของยอดเขาตี้หยางที่ถูกเย่เฉินทุบตีได้ฟื้นคืนสติขึ้นมาทั้งหมดแล้วและเมื่อพวกเขาพบว่าถุงเก็บของและของมีค่าในตัวหรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าก็หายไปหมดต่างก็ส่งเสียงตะโกนด่าขึ้นมาอย่างสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
ในยามกลางคืนศิษย์ของยอดเขาตี้หยางกลุ่มหนึ่ง เดินโซซัดโซเซไปยังภูเขาวิญญาณของสำนักเหิงเยว่
“นี่...นี่มันเกิดอะไรขึ้น”เมื่อมองไปยังศิษย์ยอดเขาตี้หยางกลุ่มนี้มุมปากของสมาชิกสำนักเหิงเยว่ก็กระตุกขึ้นอยู่สองสามครั้ง
จะว่าไม่ได้ที่พวกเขาจะตกตะลึงเช่นนี้เพราะศิษย์ของยอดเขาตี้หยางทั้งยี่สิบกว่าคนนี้ ล้วนแต่เป็นที่ดึงดูดความสนใจเพราะในตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายของพวกเขาแต่ละคนเหลือเพียงกางเกงลายดอกตัวเดียวเท่านั้น
และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือคนที่อยู่ในสภาพอันกระอักกระอ่วนน่าอับอายเช่นนี้ ไม่ได้มีเพียงคนเดียวทว่ามีถึงยี่สิบกว่าคน แต่มันกลับกลายเป็นทัศนียภาพที่งดงามที่สุดในค่ำคืนนี้
“โดนปล้นกันมาหมดเลยหรือ?” ทุกคนล้วนมีคำถามแบบนี้อยู่ในใจ
“ช่างเป็นการกระทำที่อุกอาจเสียจริง!”
“เสื้อผ้าก็ยังเอาไปเจ้าหัวขโมยนั้นหิวกระหายมากมายอะไรขนาดนั้น!”
“ใครเป็นคนทำ”ทันทีที่ศิษย์ทั้งยี่สิบกว่าคนมาถึงยอดเขาตี้หยางก็มีน้ำเสียงอันโกรธเกรี้ยวที่ไม่สามารถควบคุมได้ของเก๋อหงดังมาจากยอดเขา
และในตอนนี้เย่เฉินผู้ที่สร้างความวุ่นวายทั้งหมดนี้ ก็กำลังนับสิ่งของที่ขโมยมาอย่างถี่ถ้วนอยู่ในสวนแห่งวิญญาณ
จากภารกิจในวันนี้เขาได้สิ่งของมามากกว่าเมื่อวานนี้ถึงสองเท่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการเอาชนะผู้ฝึกตนขั้นพลังธาตุทั้งสองคนอย่างหวังเหิงและซ่งอวี้เพราะว่าความมั่งคั่งของระดับขั้นรวมพลังค่อนข้างจะธรรมดาซึ่งต่างกันอยู่มากหากเทียบกับขั้นพลังธาตุ
แสงเทียนริบหรี่อยู่ในห้อง
เย่เฉินนำหินวิญญาณน้ำยาวิญญาณ และอาวุธวิญญาณใส่ลงไปในถุงเก็บของทั้งหมดเหลือไว้แต่เพียงคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่งในมือเท่านั้น
คัมภีร์โบราณเล่มนี้นั้นมีรอยขาดเล็กน้อยบางทีอาจจะเพราะผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานานแล้วจึงทำให้หน้ากระดาษเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเล็กน้อย
“เคล็ดวิชาการกลั่นอาวุธ”