ตอนที่ 22 วิกฤติของเฮยเสวียน
เฮยเสวียนสูดลมหายใจเข้าสุดลมหายใจ จนลำคอพองโตเหมือนกับลูกบอล และส่วนท้องพองโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเอง ด้วยอากาศธาตุที่มันสูดเข้าไปภายในท้องอย่างมากมายมหาศาล จนคล้ายกับภายในหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง ด้วยลมที่อัดแน่นเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าโหดเหี้ยมได้อย่างแท้จริง ตรงบริเวณทางด้านหน้า ยังได้สูดลมเข้าไปเช่นนั้นอยู่อย่างบ้าคลั่ง ด้วยพลังอันมหาศาลจากแรงดันอากาศ ได้ไหลเข้าสู่ภายในท้องอย่างรุนแรง จนทำให้ทั่วร่างในขณะนี้เอง พองโตขึ้นอย่างมหาศาล จนเกิดเป็นคลื่นพลังดั่งสายธารน้ำหลากก็ว่าได้ โดยที่แผ่ซ่านกระจายกวาดออกไปทุกสารทิศอยู่อย่างบ้าคลั่ง และในเวลาเดียวกัน ฝูงงูคล้ายกับได้รับคำสั่งกัน แต่ละตัวแต่ละตนได้หยุดการจู่โจมลง ดุจดั่งคลื่นธาราหยุดนิ่งย้อนกลับ ทิ้งไว้แค่เพียงเหล่ายอดยุทธ์จากยุทธภพที่แสดงสีหน้านิ่งอึ้งกันขึ้นมา ทำได้แต่เพียงสบตามองกัน โดยที่ไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรกันต่อไป “สวรรค์!นี่มันคือปีศาจ!งูเหลือมอสรพิษที่บ่มเพาะสติปัญญาได้จนสำเร็จแล้ว!” แล้วก็ได้มีคนชี้ไปยังทางด้านหน้า ทันใดนั้นก็ได้ตะโกนร้องเสียงสูงกันออกมา เมื่อฝูงงูล่าถอยกัน ก็ได้เผยใบหน้าที่แท้จริงของเฮยเสวียนออกมา ยอดยุทธ์ในยุทธภพแต่ละคน ทำได้แต่เพียงถลึงตามองใส่ จนเกือบที่จะแตกตื่นจนตาแทบถลนออกมากันแล้ว พวกเขาที่ถือเป็นยอดยุทธ์ แทบจะหาได้เคยเข้าสู่การบำเพ็ญตบะ ในเวลาปกติมีอย่างที่ไหนที่จะได้เคยพบเจอปีศาจกัน ตอนนี้เมื่อได้พบกับพลังอำนาจเช่นนี้ของเฮยเสวียน ถึงกับแทบจะสติหลุดลอยกันเลยทีเดียว “โฮก!” เฮยเสวียนกลับหาได้สนใจว่าพวกเขาจะตอบสนองพวกเขากันอย่างไร จนเมื่อสูดอากาศเข้าไปจนเต็ม พลังอสูรภายในกายก็ถูกกระตุ้นไหลเวียนขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนดั่งสายน้ำไหลหลากก็มิปาน พุ่งจนไปถึงลำคอ ต่อมา มันก็อ้าจนกว้าง เงยหน้าชะโงกหัว แผดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดอันน่าแตกตื่นดังก้องขุนเขาพงไพรจนสั่นสะเทือนออกมา จนท้ายที่สุดได้เกิดเป็นพลังงูเหลือม คำรามและพ่นออกมา จนปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน เสียงคำรามเช่นนี้ ย่อมนับได้ว่าสะเทือนฟ้าสะท้านโลกา เหมือนกับเป็นสายฟ้ากัมปนาทเข้าปกคลุม! คลื่นเสียงระลอกแล้วระลอกเล่า ด้วยที่มีเฮยเสวียนเป็นศูนย์กลาง พุ่งเข้าใส่ยอดยุทธ์หลายร้อยคนเข้าไปไม่หมดไม่สิ้น คล้ายกับทะเลสาบในตอนปกติ ที่ได้โยนลูกระเบิดลงไป จนทำให้เกิดเป็นระลอกวงคลื่นแผ่ออกมาเป็นชั้น ๆ เพียงแต่ระลอกคลื่นสายน้ำนี้ กลับเป็นทักษะที่มาจากพรสวรรค์ของเฮยเสวียน——พลังคลื่นกระแทก! เสียงคำรามที่ยิ่งมีแต่จะรุนแรงขึ้น จนสุดท้ายก็กระโจนไปจนถึงเก้าชั้นฟ้า ราวกับว่าเพียงแค่ใช้ตาเปล่าก็สามารถมองเห็นคลื่นเสียงได้ โดยที่พุ่งออกมาจากปากของเฮยเสวียน ถึงแม้ว่าจะมีพลังอสูรผสมเข้าไปอย่างมากมาย เสียงคำรามได้แผ่ซ่านกันออกมาเป็นชั้น ๆ เมื่อคลื่นเสียงแผ่ขยายออกไปไกลนับร้อยลี้ จนไปถึงยังหุบเขาที่อยู่ห่างไกล ผาศิลา ล้วนแต่เกิดการสั่นไหวกันขึ้นมา จนเริ่มมีเศษหินร่วงหล่น แนวรบของยอดยุทธ์นับร้อยที่อยู่ตรงเฮยเสวียน ยิ่งเหมือนกับตกอยู่ท่ามกลางสายลมพายุคลั่ง “อา!!” “หูข้า……ช่างเจ็บเหลือเกิน!” “นี่มันวิชาอสูรอะไรกัน! คลื่นเสียงนี้……ช่างน่ากลัว จนสามารถแทรกผ่านเข้าสู่ทุกแห่งหน จนข้าเองก็ยังรู้สึกว่าตัวเองใกล้ที่จะต้องตายกันแล้ว!” ยอดยุทธ์ที่อยู่ตามแนวหลัง เดิมทีก็ไม่ได้เป็นยอดยุทธ์ที่มีการฝึกฝนที่ลึกล้ำกันถึงเพียงนั้น แต่ก็ยังนับว่าดีอยู่ เพียงแต่รู้สึกปวดหัวแทบแตก ร่ำร้องกันออกมาไม่หยุดไม่หย่อน แต่ในส่วนยอดยุทธ์ที่อยู่แนวหน้ากันนั้น หากว่าเป็นยอดยุทธ์ที่มีการบ่มเพาะที่อ่อนโทรมไปบ้าง เช่นนั้นก็อนาถแล้ว! คล้ายกับมีสารสีดำได้ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า รู้สึกแต่เพียงว่า แทบจะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นภายในหัว ร่างกายเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นไม่หยุด อวัยวะภายในล้วนแต่เหมือนกับได้ถูกทุบเข้าใส่อย่างหนักหน่วง จนเลือดพุ่งจากทวารทั้งเจ็ด การโจมตีที่ไร้รูปไร้ร่างชนิดนี้ ถือได้ว่าประหลาดเป็นอย่างยิ่ง แม้คิดที่จะขัดขวางก็ไม่อาจขวางได้ จนล้มลงกับพื้นไปตาม ๆ กันเหมือนกับทุ่งข้าวสาลีที่ล้มไปทีละพวง “เปรี้ยง!เปรี้ยง!เปรี้ยง!!” ยอดยุทธ์ที่อยู่แนวหน้าสุด กลับถือว่าอเนจอนาถที่สุด พริบตาที่สัมผัสเข้ากับคลื่นเสียง แม้กระทั่งศีรษะก็ถึงกับต้องแตกกระจุยไปในทันที คนพวกนี้ย่อมถือว่าเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ในหมู่ชาวยุทธ์ ต่อให้เป็นยอดฝีมือ ต่อให้เป็นกองทหารสามัญในใต้หล้า ก็ใช่ว่าจะสามารถหยุดพวกเขาเอาไว้ได้ แต่แค่เพียงการคำรามเพียงระลอกเดียวเท่านั้น พริบตานั้นก็ถึงกับสามารถฆ่าไปได้กว่าร้อยคนแล้ว! ถึงแม้ว่าจะเหลือกันแค่สองร้อยกว่าคน แต่ก็มีกว่าครึ่งที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวไปแล้ว การคำรามเพียงครั้งเดียว ยังถึงกับน่ากลัวได้จนถึงเพียงนี้! เพียงแต่พลังอำนาจจากกระบวนท่านี้ช่างรุนแรงกันเกินไปแล้ว หากไม่สูญเสียค่าชดใช้ราคาแพงก็เห็นทีคงจะไม่ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้พลังอสูรที่มหาศาลเพื่อสนับสนุน หากไม่อาจมีพลังอสูรที่ต่อเนื่อง ในทางกลับกันอาจจะกลายเป็นการถูกย้อนทวนทำร้ายตัวเองก็เป็นได้ หลังจากที่เฮยเสวียนได้ใช้กระบวนท่านี้ออกมาแล้ว จนรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนเพลียเป็นอย่างยิ่ง พลังภายในและพลังอสูรต่างก็ถูกใช้ไปจนถึงขีดจำกัดกันแล้ว เวลานี้ที่พละกำลังของมันพลันถึงจุดเยือกแข็งขึ้นอย่างกะทันหัน อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่อันตรายอย่างยิ่งยวด โชคยังดีที่ยอดยุทธ์ในยุทธภพกลับหลงเหลืออยู่กันน้อยนิดจนไม่สามารถพอที่จะสร้างการคุกคามให้กับมันได้ มิเช่นนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคงยากจะคาดเดาได้ ในขณะที่มันกำลังคิดที่จะตีสุนัขที่ตกน้ำ[1] ในเวลาที่กำลังจะออกคำสั่งให้เหล่าสมุนเข้าจัดการกับเผ่ามนุษย์กลุ่มนี้ ทันใดนั้น ในละแวกท่ามกลางพงไพรที่ใกล้เคียง ได้มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ ในระหว่างที่ได้ยินเสียงฝีเท้ายังได้ยินเสียงกระตุ้นจิตใจดังขึ้นมา “เร็วหน่อย อสูรอสรพิษนั้นจะต้องอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน เสียงคำรามเมื่อครู่นี้จะต้องดังมาจากทางด้านนี้แน่ จงเตรียมคันศรลูกธนูไว้แล้วรีบตามมาเร็ว เข้าทำการโอบล้อมหุบเขาสายนี้เอาไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าได้ปล่อยให้มันหนีไปได้!” ไม่ทันไร เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นนั้นก็ได้ดังขึ้น พร้อมกับดังมาจากทุกสารทิศ จนคล้ายกับว่าได้เข้าทำการปิดล้อมสถานที่แห่งนี้เอาไว้แล้ว ยอดยุทธ์ในยุทธภพที่ถูกฝูงงูเข้าปิดล้อม ตอนนี้ก็ตกใจกันขึ้นมา แยกย้ายกันหันไปมองยังทางด้านนอก “คว้าง!!” ต่อมา ยิ่งสามารถได้ยินว่า ภายในผืนป่าแห่งนี้ยังได้เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย พริบตานั้น พลันเกิดเป็นกลุ่มคนที่สวมเครื่องแบบเดียวกัน เป็นทหารหาญที่ร่างกายแฝงเอาไว้ด้วยรังสีฆ่าฟันอย่างรุนแรง เดินทะลุผ่านเข้ามาจากภายในป่า โดยที่มุ่งหน้ามายังทางด้านของพวกเขา ทหารหาญเหล่านี้ มีทั้งคันศรลูกธนูครบมือ แล้วยังมีองครักษ์ที่ถือดาบเอาไว้ แต่ละคนยังได้แผ่ซ่านพลังอันดุดันออกมา เมื่อนับจากปริมาณ ถึงกับมีไม่น้อยไปกว่าห้าร้อยนายเลยทีเดียว มือธนูหลายนายได้เดินอยู่ทางด้านหน้า แน่นอนว่าย่อมต้องมีทหารหาญผ่านศึกที่ถือกุมดาบร้อยศึกคอยคุ้มกันอยู่ ด้วยการช่วยเหลือกันเช่นนี้ได้ ย่อมต้องผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีแน่นอน ธนูที่ได้พาดคันศรง้างไว้ ปลายแหลมของศรธนูได้เล็งเข้าไปที่สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่บนที่ราบ เมื่อทหารหาญพวกนี้ได้ออกมา และเปิดเป็นเส้นทางสายหนึ่งออกในทันที โดยที่มีบุคคลที่มีบุคลิกที่ไม่ธรรมดาอยู่หลายคน เป็นหนุ่มสาวที่ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยสภาวะเลิศล้ำปรากฏกายออกมา เพียงแต่พบว่า สาวน้อยผู้งดงามนางหนึ่งที่อยู่ทางด้านหน้าสุด ที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของผู้สูงศักดิ์ อีกทั้งยังมีรูปโฉมที่เลิศล้ำ กำลังเคลื่อนไหวอย่างเร่งร้อน จนใบหน้าเล็กเล็กนั้นมีรอยแดงขึ้นเล็กน้อย ทันทีที่พบเห็นเฮยเสวียน ดวงตาคู่งามสีอำพันคู่นั้น ถึงกับสาดเป็นประกายกลอกไปกลอกมา แสดงให้เห็นว่าอยู่ในอาการตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง “อสูรอสรพิษ นี่จะต้องเป็นอสูรอสรพิษตัวนั้นอย่างแน่นอน คิกคิก แค่ได้เห็นมันก็พอที่จะรู้ได้ว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ ทำการจับมันเอาไว้ เพื่อให้มันได้มาเป็นสัตว์ปราณผู้คุ้มกันองค์หญิงอย่างข้า ถ้าพากลับไปได้คงจะต้องดูมีบารมีเพิ่มขึ้นมากอักโขแน่นอน!” องค์หญิงพานอวิ๋นได้เอ่ยออกมาด้วยความกระตือรือร้น นับตั้งแต่ที่ได้พบเห็นเฮยเสวียนเป็นครั้งแรก นางก็คิดที่จะครอบครองมันมาให้ได้แล้ว อีกทั้งความคิดเช่นนี้ยังคล้ายกับเป็นสิ่งที่มาจากก้นบึ้งจิตใจเลยทีเดียว ทันทีที่ปลดปล่อยออกมาก็ไม่อาจรั้งคืนกลับไปได้อีกแล้ว “ขอแสดงความยินดีกับองค์หญิงด้วย จิตวิญญาณเช่นนี้ย่อมต้องเป็นอสูรอสรพิษอย่างแน่นอน แม้กระทั่งในสำนักที่ข้าอยู่ก็ยังไม่เคยพบพานมก่อน หากสามารถจับตัวมาได้ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากวาสนาที่สวรรค์ได้ประทานมาให้แก่องค์หญิงท่านกันแล้ว!” กู้ฉางเฟิงกล่าวเยินยอไม่จบไม่สิ้น แต่ภายในแววตากลับฉายถึงความริษยาออกมาเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเขาจะมีชาติกำเนิดที่สูงส่ง อีกทั้งยังมีโชคได้เข้าร่วมกับสำนักเซียน แต่ก็ยังหาได้เคยพบพานกับสัตว์อสูรที่แสนวิเศษได้ถึงเพียงนี้มาก่อน ในสำนักแม้จะมีฝ่ายที่คอยดูแลสัตว์ปราณ ถึงแม้จะไม่ธรรมดาสามัญ แต่ก็สูญสิ้นซึ่งความโหดเหี้ยมไป และแทบจะไม่อาจที่จะเทียบเปรียบกับงูเหลือบยักษ์สีดำตัวนี้กันได้เลย ในขณะที่กำลังมองไปที่งูเหลือบยักษ์สีดำ จิตใจเขาก็เริ่มเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมา แต่ในระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น ตัวเองที่มีปลอกคอกำราบสัตว์อยู่ ต่อให้มันร้ายกาจเสียยิ่งกว่านั้น ก็ยังต้องหมอบแทบเท้าเขาอยู่ดี เมื่อคิดได้เช่นนี้ จิตใจก็ยิ่งสงบขึ้นมา ยามนี้องค์หญิงพานอวิ๋นแทบจะทนรอคอยที่จะจับเฮยเสวียนแทบไม่ไหวอยู่แล้ว ถึงกับรีบไปคะยั้นคะยออยู่ข้างกายจ้าวหยางเซิงเพื่อให้เขาลงมือ จ้าวหยางเซิงก็ไม่กล้าที่จะขัดคำสั่ง จึงค่อยได้เหม่อมองกองทัพพยัคฆ์หาญที่อยู่โดยรอบกันเต็มไปหมด จึงค่อยมีสีหน้าสงบนิ่งแน่วแน่ขึ้นมา “เช้ง!” เพียงแต่พบเห็นเขาชักดาบออกจากเอวขึ้นในทันที แล้วหันไปชี้ใส่เฮยเสวียนไป แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ: “ทหารทุกนายล้วนแต่ฟังคำสั่ง!องครักษ์ประจำตัวคอยคุ้มกันองค์หญิงอยู่ที่เดิม ง้างคันศรเพื่อแผลงศรสังหารฝูงงูไปซะ ส่วนกองทหารม้าที่ควบพยัคฆ์เสือดาวให้ตามแม่ทัพข้าใช้ตาข่ายจับสัตว์ แล้วทำการจับกุมอสูรอสรพิษตัวนี้มา!” คำสั่งแต่ละอย่างได้ออกมาจากปากของจ้าวหยางเซิงอย่างชัดถ้อยชัดคำ กองทัพพยัคฆ์หาญทั้งหมดในเวลานี้แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องจักร ปฏิบัติตามที่เขาได้สั่งมาอย่างเรียบร้อย องครักษ์ประจำตัวได้เข้ามาล้อมตัวองค์หญิงเอาไว้ดุจดั่งกำแพงมนุษย์จนเป็นชั้น ๆ และสาวรับใช้ข้างกายองค์หญิง ก็ชักกระบี่ยาวออกมาแล้ว คอยคุ้มครองอยู่ที่เบื้องหน้า “เคลื่อนพล!” เสียงตะโกนของจ้าวหยางเซิงนั้นดังกังวานยิ่ง กองทัพทหารม้าที่ควบนั่งพยัคฆ์เสือดาวรอบด้าน ทันใดนั้นในมือก็ได้มีตาข่ายทองคำที่เล็กละเอียดแต่ผืนใหญ่ปรากฏขึ้นมา ตาข่ายนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยวิธีการหลอมที่พิเศษจนสร้างขึ้นได้สำเร็จ สาดแสงเป็นประกายหลากสี แยบคายพิสดาร ตลอดมานี้ย่อมนับได้ว่าเป็นเครื่องมือในการจับกุมสัตว์ร้ายขนาดใหญ่มาโดยตลอด ทันทีที่ถูกตาข่ายนี้ปกคลุมเอาไว้ ถึงแม้จะเป็นถึงราชาร้อยสัตว์ ก็อย่าได้คิดที่จะหลบหนีรอดไปจากตาข่ายนี้เป็นอันขาด ตาข่ายยักษ์สีดำเมื่อถูกโยนออก! ซวบ! วินาทีที่ท้องฟ้ามืดสนิท ตาข่ายขนาดยักษ์ธาตุทองที่แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากเมฆดำ ได้เข้ามาคลุมใส่เฮยเสวียนเอาไว้อย่างรุนแรงดุดัน ส่วนขอบของตาข่ายธาตุทอง ล้วนแต่ถือเป็นพลทหารม้าควบขี่พยัคฆ์เสือดาวที่เปี่ยมไปด้วยพลังยุทธ์หลายสิบนายจับและตรึงกันเอาไว้อยู่ พาหนะที่นั่งอยู่ล้วนแต่วิ่งแยกย้ายกันออกไปคนละทิศละทาง ทันทีที่ถูกตาข่ายคลุมใส่ ก็จะสามารถสำแดงพลังเป็นหนึ่งเดียวกันได้ในทันที จนทำให้งูเหลือบยักษ์สีดำถูกคุมขังจองจับไว้อยู่ท่ามกลางภายในตาข่ายขนาดยักษ์เอาไว้ เดิมทีเฮยเสวียนคิดที่จะหลบซ่อน แต่เนื่องจากเป็นเพราะมีรูปร่างขนาดใหญ่ จึงทำให้เคลื่อนไหวได้เชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง พลังภายในและพลังอสูรทั้งสองฝ่ายล้วนแต่เหือดแห้งไปกันแล้ว เพียงแต่ช้าไปเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ก็ต้องมีแต่ถูกตาข่ายดำที่มีธาตุเป็นทองนี้ปิดล้อมเอาไว้กันแล้ว... [1] สำนวนเปรียบเหมือนกับคนชั่วที่ตกอับ