Leveling Up in the World of Immortals ( Remake )

    ตอนที่ 36 ซูเหอ ( Remake )

            การประลองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คู่หนึ่งเสร็จก็มีอีกคู่หนึ่งทันที แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครท้าประลอง สิบอันดับแรกเลย ก็เข้าใจได้เพราะสิบอันดับแรกแข็งแกร่งอย่างชัดเจน และเมื่อเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ หวังเฟยหลงก็ประกาศท้าประลองกับสิบอันดับแรก โดยเป้าหมายของเขาอยู่ที่อันดับ 6 

            ห้าอันดับแรกมองหวังเฟยหลงด้วยสายตาจริงจัง แม้พวกเขาจะไม่สนใจความเป็นไปของพื้นที่ชั้นนอก แต่พวกเขาก็ได้เย็นข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องที่หวังเฟยหลงสร้างขึ้น แต่พวกเขาคิดว่ามันเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่การที่หวังเฟยหลงกล้าท้าประลองกับสิบอันดับแรกเช่นนี้ก็เหมือนกับเป็นการยืนยันข่าวลือว่าเป็นจริง 

            หวังเฟยหลงขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับ อันผิง ชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนที่อยู่อันดับ 6 ร่างกายของเขาสูงโปร่ง จากสเตตัสที่หวังเฟยหลงเห็นก็บอกได้ทันทีเขาฝึกฝนโดยการเน้นไปที่ความสมดุล มีทั้งพละกำลัง มีทั้งความเร็วความคล่องตัว แต่มันก็มีข้อเสียตรงที่มันไม่ได้แข็งแกร่งจนเว่อร์วังเหมือนพละกำลังกับร่างกายที่แข็งแกร่งของอู๋เถา แต่ถ้ามีประสบการณ์ต่อสู้ที่มากพอ มีเล่ห์เหลี่ยมในการรับมือกับสถานการณ์เสียเปรียบต่างๆ คนเหล่านี้จะแข็งแกร่งอย่างมาก 

            “ ข้าได้ยินว่าเจ้าเอาชนะอู๋เถาได้!! เจ้าคงมั่นใจในตัวเองอย่างมากเลยสินะ ”

            “ ข้าไม่ได้มั่นใจ…ข้าแค่ไม่คิดว่าข้าจะแพ้ให้กับท่าน ศิษย์พี่!! ”

            “ ดี!! ข้าขอดูหน่อยเถอะว่าเจ้าจะแข็งแกร่งอย่างที่คนอื่นลือกันหรือเปล่า ”

            ไม่รอช้า ทั้งสองพุ่งเข้าใส่กัน กระบี่กับดาบปะทะกันอย่างดุเดือด หวังเฟยหลงต้องยอมรับเลยว่า อันผิง คนนี้มีความชำนาญในวรยุทธ์สูงกว่าคนอื่นๆที่เขาเคยสู้ด้วย และยังมีประสบการณ์การต่อสู้กับผู้ฝึกวรยุทธ์ด้วยกันเองมากกว่าหวังเฟยหลงเสียอีก 

            แม้ว่าพละกำลังและความเร็วของหวังเฟยหลงจะเป็นรอง แต่ก็ไม่มาก ด้วยทักษะดาบของหวังเฟยหลงที่สูงมากทำให้ชดเชยข้อเสียเปรียบตรงนั้นไป และยังทำให้หวังเฟยหลงได้เปรียบในบางจังหวะด้วย ผ่านไปสิบกระบวนท่า ทั้งสองคนก็กระโดดถอยหลังออดมา 

            การปะทะของทั้งสองทำให้ทุกๆคนรวมไปถึงห้าอันดับแรกต้องมองหวังเฟยหลงใหม่ และพวกเขาก็รู้ได้ทันที ว่าเหตุผลใดหวังเฟยหลงจึงสามารถปะทะกับ อันผิง ได้ตรงๆโดยไม่เสียเปรียบ หนำซ้ำยังได้เปรียบอีกต่างหาก 

            “ หวังเฟยหลงคนนี้มีวรยุทธ์ระดับสูง!! โดยเฉพาะทักษะดาบที่เขาใช้ แค่มองก็รู้ได้ทันที!! ”

            “ ใช่ เกรงว่าแม้แต่พื้นที่ชั้นในก็คงไม่มีวรยุทธ์ระดับสูงเช่นนี้ ”

            “ แต่ผู้นำรับเขาเป็นศิษย์ ไม่ใช่ว่าผู้นำเป็นคนถ่ายทอดให้หรอกหรือ?? ”

            “ ก็อาจจะใช่!! แต่เท่าที่ข้ารู้ว่านั้น วรยุทธ์ของผู้นำเป็นวรยุทธ์กระบี่ ไม่ใช่ดาบ!! ”

            “ ก็หมายความว่าวรยุทธ์นั้นมันเป็นของเขาสินะ!? ” 

            ห้าอันดับแรกที่เห็นการต่อสู้ของหวังเฟยหลง พวกเขาก็รู้ได้ทันที มันเป็นเรื่องยากที่คนอื่นๆจะมองความต่างของวรยุทธ์ออก แต่ต้องไม่ลืมว่าห้าอันดับแรกคือเหล่าคนที่แข็งแกร่งที่สุด เก่งที่สุด มีพรสวรรค์มากที่สุดในพื้นที่ชั้นนอก ดังนั้นการที่พวกเขาจะมองออกมันไม่ใช่เรื่องแปลก 

            สิบกระบวนท่าแรกที่พวกเขาทั้งสองคนปะทะกันนั้น ยังไม่มีใครโคจรปราณเลย มันเป็นการหยังเชิง และหวังเฟยหลงก็ยังไม่ได้ใช้สกิลใดๆด้วยเช่นกัน ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายของแกร่งขนาดไหน 

            “ ข่าวลือพูดน้อยไปหรือนี้? ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะแข็งแกร่งขนาดนี้ หวังเฟยหลงพวกเรามาเอาจริงกันดีกว่า ข้าอยากจะต่อสู้กับคนที่แข็งแกร่งเช่นเจ้า!! ”

            “ ด้วยความยินดี!! ”

            ทันทีที่ตอบรับ ทั้งสองก็โคจรปราณทั่วร่างกายทันที หวังเฟยหลงยังใช้สกิลก้าวไร้เสียงพร้อมกับดาบขุนเขา ด้วยดาบที่หนักหน่วงของหวังเฟยหลง ทำให้อันผิงไม่สามารถรับตรงๆได้ เขาจึงพยายามหลบดาบของหวังเฟยหลง พร้อมกับโต้ตอบกลับมาได้ หวังเฟยหลงก้ยิ้มอย่างประหลาดใจ ต้องยอมรับเลยว่าประสบการณ์การต่อสู้ของอันผิงและการแก้ไขสถานการณ์ที่เสียเปรียบนั้นยอดเยี่ยมมาก

            ทั้งๆที่ไม่ได้ใช้ความเร็ซมากมายในการหลบ แค่เอี้ยวตัวหลบเล็กๆน้อยๆเท่านั้น หวังเฟยหลงยิ้มอย่างพอใจ หวังเฟยหลงใช้สกิล ดาบเมฆาเคลื่อนต่อทันที และด้วยความเร็วดาบที่มากขึ้นขนาดนี้ทำให้อันผิงเกิดความยากลำบากในการหลบและต้องใช้กระบี่ในการรับและปัดป้องดาบของหวังเฟยหลง 

            แต่ดาบของหวังเฟยหลงนั้นรุ่นแรงอยู่แล้ว ทำให้มือของหวังอันผิงสั่นชาจากการใช้กระบี่รับดาบของหวังเฟยหลง ตอนนี้เองแม้แต่จะตั้งรับกระบี่ยังยากลำบาก เขาไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องการโต้ตอบหวังเฟยหลงเลย เพราะต้องหลบดาบอันรวดเร็วของหวังเฟยหลง 

            ถึงจะทุลักทุเลแต่ฟอันผิงก็สามารถตั้งรับดาบเมฆาเคลื่อนของหวังเฟยหลงได้ครบทั้งห้าครั้ง หวังเฟยหลงตัวออกจากการต่อสู้ เขากระโดดถอยหลังออกมาแล้วมองไปที่อันผิงที่ตอนนี้ีสภาพไม่สู้ดี หายไปถี่เร็วด้วยความเหนื่อยรวมถึงกระที่สั่นงิกๆ จากการรับดาบของหวังเฟยหลง

            “ เอาละๆ!! ข้าสู้เจ้าไม่ได้จริงๆ ข้าขอยอมแพ้!! ”

            การประกาศยอมแพ้ของอันผิงไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนไม่คิด เพราะหากเห็นการประลองจะรู้ได้เลยว่าอันผิงนั้นถูกไล่ต้อนอย่างหนัก จนแทบจะไม่สามารถป้องกันดาบของหวังเฟยหลงได้ ในเมื่อไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันหวังเฟยหลงจึงไว้หน้าให้และเกียรติแก่อันผิง

            “ ขอบคุณที่ศิษย์พี่ที่ชี้แนะ!! ”

            หวังเฟยหลงหันไปมองเหล่าห้าอันดับแรกด้วยสายตาเย็นชา ท่าทางหยิ่งทะนงตนเป็นการแสดงออกว่าเขาไม่ได้กลับพวกเขาทั้ง ห้า คน แค่ไม่มีเหตุผลให้ต้องสู้และไม่มีเหตุผลให้ต้องเปิดเผยไพ่ในมือทั้งหมดออกมา ที่เขาทำตัวเช่นนี้เพราะเขาสัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากคนเหล่านั้น ตอนแรกก็สายตาเหยียดหยาม ตอนนี้ก็เป็นสายตาที่ไม่เป็นมิตร เขาจึงไม่จำเป็น จากนั้นหวังเฟยหลงก็เดินไปอยู่ข้างๆชายหนุ่มรูปร่างเล็กบอบบาง เพราะเขาอยู่อันดับห้านั่นเอง

            “ แค่ชนะพวกกระจอกนั่นได้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะอวดดีใส่พวกข้าได้ หัดเจียมตัวเสียบ้าง!! ”

            “ ข้ารู้ตัวเองดีว่าทำอะไรได้มากแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาสอนข้าหรอก ”

            “ หึ!! ปากดีเสียจริง หลังจากนี้หวังว่าจะยังปากดีได้อยู่นะ!! ”

            ชายร่างเล็กบอบบางพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยยัน ส่วนคนอื่นๆก็ยืนมองดูเงียบๆทำให้หวังเฟยหลงขมวดคิ้ว เมื่อนึกไปถึงสายตาต่างๆที่พวกเขามองมาตอนประลองเสร็จมันทำให้หวังเฟยหลงรู้สึกเหมือนหลังจากนี้กำลังจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น!! 

            ‘ หากคิดว่าข้าเป็นคนที่รังแกได้ง่ายขนาดนั้นก็ลองดูสิ!! หากไม่ใช่เพราะไม่อยากเปิดเผยไพ่ทั้งหมด ข้าท้าประลองพวกเจ้าไปแล้ว!! ’

            หวังเฟยหลงมองไปที่ชายร่างเล็กบอบบางที่อยู่ข้างๆ ต้องบอกว่าแม้จะมีความเร็วความคล่องตัวที่สูงมากที่สุดแต่ก็เป็นคนที่อ่อนแอที่สุดเช่นกัน ขอเพียงจับทางการเคลื่อนไหวได้ เรื่องอื่นก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว นอกจากนี้เหมือนว่าเขาจะเพิ่งทะลวงระดับได้ไม่นานเพราะเพิ่งจะมีเลเวล 21 ทั้งที่ห้าอันดับแรกคนอื่นๆเลเวล 22-23 กันหมดแล้ว

            ละความสนใจจากพวกเขาแล้วหันกลับมาดูการประลอง หลังจากที่หวังเฟยหลงท้าประลองชนะจนได้อันดับที่ 6 มานั้นทุกคนก็เริ่มท้าประลองอันดับที่ 7-10 กันทำให้อันดับมีการเปลี่ยนแปลงอยู่หลายครั้งจนกระทั้งจบลงในที่สุด การทดสอบนี้ใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนเกือบตลอดทั้งวัน

            หลังจากงานจบแล้ว ผู้อาวุโสที่คุมการทดสอบก็ได้สั่งให้เหล่าศิษย์มาหยิบป้ายอันดับของตัวเองเรียงตามไป หวังเฟยหลงเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้กลับห้องนั้นก็ถูกคนๆหนึ่งขวางทางเอาไว้ หวังเฟยหลงมองไปที่ชายหนุ่มที่อยู่ข้างหน้า เขาคือ ซูเหอ ชายร่างเล็กบอบบางคนที่อยู่อันดับ 5 เขามาขวางทางหวังเฟยหลงด้วยสีหน้าจริงจัง เขาค่อยๆเดินมาหาหวังเฟยหลงอย่างช้าๆ ทำให้หวังเฟยหลงขมวดคิ้ว

            “ ส่งมอบทักษะดาบและวรยุทธ์ทั้งหมดที่มีมาให้ข้าเสีย ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้านะ ศิษย์น้อง!! ”

            “ ทักษะดาบ? ที่แท้ก็อยากได้ทักษะดาบนี้เอง ไม่หน้าด้านเกินไปหน่อยรึ!? เจ้าคิดว่าถ้าไปขอคนอื่นๆแล้วเขาจะยอมให้แต่โดยดีหรือไง!? ”

            ตอนนี้หวังเฟยหลงรู้เป้าหมายของซูเหอและเข้าใจแล้วว่าพวกเขาต้องการอะไร เดิมทีหวังเฟยหลงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมองออกว่าทักษะดาบของเขาเป็นทักษะระดับสูงมาก มันไม่ใช่ทักษะที่สามารถหาได้ง่ายๆทั่วไป แม้แต่พื้นที่ชั้นในก็ไม่มี และสิ่งที่พวกเขา ห้าอันดับแรกขาดคือทักษะและวรยุทธ์ระดับสูงเช่นของหวังเฟยหลง จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะอยากได้มันถึงขั้นมาปล้นชิงต่อหน้าเหล่าศิษย์มากมายเช่นนี้

            เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบๆก็เข้าใจทันที การที่ ซูเหอต้องการเช่นนี้ก็หมายความว่ามันต้องเป็นทักษะระดับสูง พวกเขาต่างก็เข้าใจแล้วว่าทำไมหวังเฟยหลงถึงสามารถเอาชนะคนที่มีระดับสูงกว่าตัวเองได้ง่ายๆขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นการที่จะไปขอหรือปล้นชิงทักษะและวรยุทธ์เช่นนี้มันก็ค่อนข้างจะไร้ยางอายจริงๆนั้นแหละ ปกติแล้วของแบบนี้ใครเขาจะให้กัน ยิ่งเป็นของดีเช่นนี้ด้วยแล้ว 

            แต่ ซูเหอ หาได้สนใจเสียงรอบๆไม่ เขาเพียงแค่รำคาญคนที่มุงดูและพูดนู้นนี้นั้น เขามองไปรอบๆด้วยสายตาที่จ้องเขม็งก่อนจะกลับมามองที่หวังเฟยหลงด้วยสายตาจริงจัง 

            “ มันไม่ใช่การขอร้อง และเจ้าก็ไม่มีตัวเลือกเช่นกัน!! ส่งมันมาซะ ตอนที่ข้ายังพูดดีๆด้วย!! ”

            “ ข้า ไม่ ให้!! เจ้าคิดว่าที่ข้าไม่ท้าประลองพวกเจ้า ห้าอันดับแรกเพราะข้ากลัว? อย่าได้เข้าใจผิด พวกเจ้าไม่ได้มีอะไรหน้ากลัวเลย!! ”

            “ ดี ในเมื่อพูดดีๆด้วยแล้วไม่ฟัง ข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกเหมือนตกนรก!! ”

            สิ้นสุดคำพูด ซูเหอก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปหยุดอยู่หน้าหวังเฟยหลงก่อนจะเตะเข้าไปที่หน้าอย่างจัง หวังเฟยหลงที่เตรียมตัวไว้อยู่แล้วเขาได้เร่งโคจรปราณพร้อมกับสกิลอย่างรวดเร็วและยกมือขึ้นมากันลูกเตะของซูเหอ แต่ด้วยความเร็วและความแรงทำให้หวังเฟยหลงถอยหลังไปหนึ่งก้าว!!

            “ ถือว่าป้องกันได้ไม่เลว เอาละส่งมันมาซะก่อนที่ข้าจะเอาจริง!! ”

            “ ฮ่าๆ!! มันขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามีความสามารถหรือเปล่า แต่ถ้ามีดีแค่นี้ข้าบอกเลยว่าเจ้ายังไม่มีความสามารถในการแย่งชิงของของข้า ”

            ต้องยอมรับว่าเร็วมากจริงๆ หากไม่ใช่เพราะเขาเตรียมตัวตั้งรับเผื่อเหตุการณ์เช่นนี้ เขาคงไม่สามารถป้องกันการโจมตีของ ซูเหอ ได้แน่นอน แต่มันก็ไม่ใช่ความเร็วในระดับที่หวังเฟยหลงจะไม่สามารถตอบโต้ได้ 

            “ รนหาที่!! ”

            ด้วยความเกรี้ยวกราด ซูเหอ ไม่รอช้าเคลื่อนที่เข้าหาหวังเฟยหลงอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้มันเร็วกว่าครั้งก่อนเสียอีก แต่หวังเฟยหลงไม่ยอมโดนอยู่ฝ่ายเดียวแน่นอน เขาคาดเดาการเคลื่อนไหวของซูเหอและเป็นอย่างที่เขาคาดเดา 

            ซูเหอโผล่มาจากด้านหลังของเขาพร้อมกับเตะเข้ามาที่หน้าท้องของหวังเฟยหลง หวังเฟยหลงเลือกที่จะไม่ป้องกัน แต่เขาโยกตัวหลบเล็กน้อย พร้อมกับเตะสวนกลับไป การกระทำของหวังเฟยหลงทำให้ซูเหอเบิกตากว้าง สายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดเลยว่าหวังเฟยหลงจะสามารถตอบสนองกับความเร็วของเขาได้ทันเช่นนี้ 

            ด้วยความประมาททำให้ซูเหอไม่ได้ระวังตัวเอง เขาถูกลูกเตะของหวังเฟยหลงเข้าไปเต็มๆและทำให้เขาต้องกระเด็นถอยหลังไปกว่าหลายเมตร แต่หวังเฟยหลงไม่ได้ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว เขาเตะเสร็จก็รีบพุ่งตามไปทันที เขากระโดดใส่ซูเหอพร้อมกับเข่าลอยใส่หน้าซูเหอด้วยแรงทั้งหมด 

            เป็นอีกครั้งที่ทำให้ซูเหอต้องร่นถอยหลังไปอย่างไม่เต็มใจ ครั้งนี้หวังเฟยหลงไม่ได้ตามไปซ้ำต่อ เพราะเข่าลอยเมื่อกี้ซูเหอยกมือขึ้นมารับได้ ที่เขาถอยหลังไปเพราะเพื่อลดแรงปะทะเท่านั้น ตอนนี้ทั้งสีหน้าและสายตาของซูเหอเต็มไปด้วยความโกรธ 

            “ มีฝีมือแค่นี้แต่กล้าที่จะเป็นโจรในสถาบัน เจ้าไม่คิดว่ามันจะง่ายเกินไปหรือ!? ศิษย์พี่!! ”

            “ หวังเฟยหลง!! เป็นเจ้าที่รนหาที่เอง อย่าได้หาว่าข้าใจร้ายแล้วกัน!! ”

            ซูเหอหยิบมีดสั้นออกมาเล่มหนึ่ง ตอนนี้ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ และมันก็ทำให้คนที่อยู่ข้างๆต่างก็เริ่มรู้สึกว่าการต่อสู้นี้มันรุนแรงขึ้นมากเกินไป พวกเขาไม่คิดเลยว่าาซูเหอจะถึงขั้นหยิบอาวุธออกมา แม้ว่าสถาบันจะไม่ห้ามเมื่อเหล่าศิษย์มีการปะทะกันบ้าง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำสามารถถึงขั้นใช้อาวุธได้ หากไม่ใช่การประลองที่ถูกต้องเช่นการทดสอบจัดอันดับแล้ว ไม่มีใครใช้อาวุธในการต่อสู้ พวกเขาจะใช้มันเพื่อการฝึกซ้อมวรุยทธ์และทักษะเท่านั้น