บริเวณลานกว้างของสถาบันใบไม้เขียว การแบ่งกลุ่มได้จบลง ตัวแทนของห้องเรียนที่สี่ถูกแยกออกเป็นแปดกลุ่ม โดยที่เสี่ยวฟ่านนั้นได้อยู่ในกลุ่มที่หนึ่ง ตงห่าวอยู่กลุ่มที่สอง ปิงหยุนอยู่กลุ่มที่สาม ฮั่นเตอ จินต้วน อยู่กลุ่มที่สี่และห้า ส่วนในกลุ่มที่หกกับเจ็ดคือหม่าหงและลู่หาน และคนสุดท้ายคือจ้าวเฉินที่ได้อยู่ในกลุ่มที่แปด
เพื่อไม่ให้เสียเวลา หลี่ผิงได้เรียกคนในกลุ่มที่หนึ่งขึ้นมาประลองในทันที “ยู่ถงจากห้องเรียนที่หนึ่งและเสี่ยวฟ่านจากห้องเรียนที่สี่ จงขึ้นมาบนสนามประลอง”
“ฮี่ฮี่ ข้าได้ประลองเป็นคู่แรกเลยรึนี่?” เสี่ยวฟ่านกระโดดขึ้นไปบนสนามประลองอย่างเริงร่า พร้อมกับโบกไม้โบกมือให้ผู้ชมที่กำลังดูอยู่
หลังจากเสี่ยวฟ่านขึ้นไปด้านบน ยู่ถงที่เป็นคู่ประลองเองก็ได้เดินตามขึ้นมา แววตาของเขาจ้องมองเสี่ยวฟ่านอย่างไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่นัก “เดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้าหัวเราะไม่ออกเลย”
เมื่อทั้งสองขึ้นมาด้านบนเรียบร้อยแล้ว หลี่ผิงได้สั่งเริ่มการประลองระหว่างทั้งสองคนในทันที
“การประลองคู่แรกในกลุ่มที่หนึ่ง เริ่มได้!”
ยู่ถงเป็นผู้ฝึกยุทธสายสถิตวิญาณธาตุลม เมื่อเริ่มการต่อสู้ เขาได้นำดวงจิตของจิ้งจอกลมวายุเข้ามาสถิตร่าง ทำให้ร่างกายของเขาปรากฏขนสีขาวขึ้นมาปกคลุมทั่วตัว บริเวณหลังมือเองก็มีกรงเล็บอันแหลมคมยื่นออกมา
เสี่ยวฟ่านไม่ได้ลงมือขัดขวาง ปล่อยให้ยู่ถงมีเวลานำดวงจิตของสัตว์อสูรเข้ามาสถิตร่าง ยู่ถงจึงพูดออกมาว่า
“ไม่รีบลงมือตอนที่ข้ากำลังนำดวงจิตเข้ามาสถิตร่าง ถือว่าเจ้าทำพลาดมหันต์”
ยู่ถงกระโจนเช้าหาเสี่ยวฟ่านอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนที่ของเขานั้นรวดเร็วมาก ทำเอาทุกคนที่ดูอยู่ต่างก็รู้สึกทึ่งไปตาม ๆ กัน
เห็นเสี่ยวฟ่านยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ทันได้ขยับตัว ยู่ถงจึงยิ้มที่มุมปาก เมื่อข้าสามารถนำดวงจิตของจิ้งจอกลมวายุเข้ามาสถิตร่างได้สำเร็จ ความเร็วในการเคลื่อนที่ของข้าจะเพิ่มขึ้นสูงมาก มีเด็กในห้องเรียนที่หนึ่งเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่จะไล่ตามความเร็วของข้าได้ทัน นับประสาอะไรกับเด็กในห้องเรียนที่สี่อย่างเจ้า
ยู่ถงพุ่งเข้าไปประชิดตัวของเสี่ยวฟ่านอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเหวี่ยงกรงเล็บอันแหลมคมเข้าใส่ในทันที
กรงเล็บใกล้จะถึงตัวของเสี่ยวฟ่าน ทุกคนที่ดูอยู่ต่างก็คิดว่าเขาจะต้องถูกกรงเล็บอย่างแน่นอน แต่ขณะที่กรงเล็บเข้าประชิดตัว ร่างของเสี่ยวฟ่านก็ได้หายไปจากสายตาของยู่ถง
“ฮี่ฮี่ๆๆ”
ยู่ถงตกใจมาก เขาไม่รู้ว่าร่างของเสี่ยวฟ่านหายไปได้ยังไง เขาได้ยินแต่เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นมา ก่อนที่ท้ายทอยของเขาจะถูกอะไรบางอย่างกระทบเข้าอย่างจัง สายฟ้าแปลบปลาบวิ่งพล่านไปทั่วร่าง ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นรวดเร็วมาก ผู้ชมที่ดูอยู่ยังไม่ทันได้กระพริบตา ยู่ถงก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว
สนามประลองถูกความเงียบเข้าปกคลุม เสี่ยวฟ่านจึงชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นออกมา
“เย้ๆๆๆ ข้าชนะแล้ว!”
เสียงตะกะโกนอันดังลั่นของเสี่ยวฟ่านช่วยดึงสติทุกคนให้กลับมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว พวกเขาเริ่มปรบมือให้กับความเก่งกาจของเสี่ยวฟ่าน
แป๊ะ แป๊ะๆๆๆๆๆๆๆ
หลังจากเสียงปรบมือได้ซาลง หลี่ผิงก็ได้ประกาศผู้ชนะ พร้อมกับเรียกผู้เข้าประลองคนถัดไปขึ้นมา
“การประลองคู่แรกในกลุ่มที่หนึ่ง เสี่ยวฟ่านเป็นผู้ชนะ ตัวแทนจากห้องเรียนที่สองและห้องเรียนที่สามในกลุ่มที่หนึ่ง ขึ้นมาประลองต่อได้”
ปิงหยุน ตงห่าวและลู่หานไม่ได้แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเทียบระดับความเร็วในการเคลื่อนไหวแล้ว ยู่ถงอาจจะเหนือกว่าผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน แต่ความเร็วของเสี่ยวฟ่านตอนนี้ แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาระดับที่หนึ่งก็ยังยากที่จะไล่ตาม ไม่มีทางเลย ที่ยู่ถงจะเอาชนะเสี่ยวฟ่านได้
ฮัวเจี่ยหันไปถามต้าถง “เมื้อกี่เจ้าเห็นไหม?”
“ขอรับนายน้อย จังหวะที่กรงเล็บของยู่ถงกำลังจะถูกตัว เสี่ยวฟ่านกระโดดขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ส้นเท้าเตะไปที่ท้ายทอยทำให้ยู่ถงนั้นสลบไป”
นอกจากหลันหลัน ฮัวเจี่ยได้กำชับต้าถงและตัวแทนทุกคนในห้องเรียนที่หนึ่ง “พวกเจ้าห้ามพ่ายแพ้ให้กับพวกมันอีกเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น พวกเจ้าคงจะรู้สินะ ว่าจะโดนอะไรบ้าง?”
แม้คนอื่นจะไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะเสี่ยวฟ่านได้ แต่ต้าถงกำหมัด เขาเอ่ยด้วยสีหน้ามั่นใจ “นายน้อยไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะบดขยี้พวกมันเอง”
ในคู่ที่สองของกลุ่มที่หนึ่ง เป็นการปะทะกันระหว่างขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่แปดกับขอบเขตลมปราณระดับที่เจ็ด และด้วยระดับพลังลมปราณที่สูงกว่า ตัวแทนจากห้องเรียนที่สองจึงสามารถเอาชนะตัวแทนจากห้องเรียนที่สามไปได้แบบสบาย ๆ
แต่เมื่อตัวแทนจากห้องเรียนีท่สองต้องมาเจอกับเสี่ยวฟ่าน เขากลับไม่อาจตามการเคลื่อนไหวของเสี่ยวฟ่านได้ทัน เลยถูกจัดการลงภายในไม่กี่กระบวนท่า ทำให้เสี่ยวฟ่านนั้นกลายเป็นผู้ชนะของกลุ่มที่หนึ่ง ขึ้นแท่นตำแหน่งตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวไปเป็นคนแรก
การประลองในกลุ่มที่หนึ่งได้จบไป การประลองในกลุ่มที่สองเองก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
การประลองคู่แรกของกลุ่มที่สองเป็นการปะทะกันระหว่างต้าถงที่อยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบ กับตงห่าวที่อยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่เก้า ซึ่งเหล่าคนดูต่างก็คิดว่าต้าถงน่าจะเอาชนะตงห่าวไปได้ไม่ยาก
ต้าถงที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับตงห่าวอยู่บนสนามประลองได้พูดขึ้นมาว่า “นี่มันเจ้าอ้วนที่เข้ามาท้าทายนายน้อยฮัวเจี่ยไม่ใช่หรืออย่างไร โดนข้าสั่งสอนไปยังไม่เข็ดอีกหรือ?”
ตงห่าวไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของเขาดูจะโกรธอยู่ไม่น้อย ที่ครั้งก่อนเขาไม่อาจปกป้องสหายของตนได้
ด้วยสายตาของตงห่าวที่จ้องเขม็ง ต้าถงจึงพูดอย่างดูถูก “หึ! ระดับพลังแค่นั้น จะทำอะไรข้าได้”
ต้าถงตั้งถ้าเตรียมตัวเข้าต่อสู้ ขอแค่เสียงประกาศดังขึ้น เขาจะใช้ความต่างชั้นของพละกำลัง สยบอีกฝ่ายให้ทุกคนในที่นี้ได้เห็น
เมื่อทั้งสองฝ่ายอยู่ในถ้าเตรียมพร้อม หลี่ผิงจึงประกาศเริ่มการประลองคู่แรกของกลุ่มที่สอง “เริ่มได้!”
หลังได้ยินเสียงประกาศ ต้าถงที่เป็นสายสถิตวิญญาณนั้นไม่ได้นำดวงจิตของสัตว์อสูรเข้ามาสถิตร่าง เขาชกหมัดออกไปอย่างเรียบง่าย ใช้เพียงแค่ความแข็งแกร่งทางร่างกายเพื่อบดขยี้อีกฝ่าย ด้วยสีหน้าและท่าทางที่มั่นใจเต็มเปี่ยม
หมัดของต้าถงลอยเข้ามา ตงห่าวเองก็ไม่ได้มีความคิดจะนำดวงวิญญาณของสัตว์อสูรเข้ามาสถิตร่างเช่นกัน ยกฝ่ามือขวาขึ้นมารับหมัดของอีกฝ่ายเอาไว้
เห็นตงห่าวไม่คิดที่จะใช้นำดวงจิตของสถิตอสูร ทั้งยังตั้งรับหมัดของตัวเองแบบดื้อ ๆ ต้าถงรู้สึกเหมือนกำลังโดนดูถูก เขาจึงไม่ได้ออมแรงของตนไว้
เปรี้ยง!
หมัดของต้าถงเข้าปะทะกับฝ่ามือของตงห่าว เสียงการปะทะดังสะท้านไปทั่วสนามประลอง ใครหลายคนที่คาดว่าตงห่าวจะต้องถูกหมัดของต้าถงจนต้องบาดเจ็บนั้น ถึงกับต้องอ้าปากค้าง เนื่องจากหมัดของต้าถงได้ถูกตงห่าวหยุดเอาไว้ได้
ต้าถงประหลาดใจมาก ช่วงวินาทีที่หมัดของเขากระทบเข้ากับฝ่ามือของอีกฝ่าย เขารู้สึกเหมือนกำลังชกเข้าหินก้อนใหญ่ ทั้งแข็งและทนทานเกินกว่าที่หมัดของตนเองจะทุบทำลายมันลงได้
ถึงแม้จะใช้เพียงแค่พลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่น่าจะถูกอีกฝ่ายที่ใช้พลังกายเพียงอย่างเดียวหยุดเอาไว้ได้เช่นนี้ ซึ่งการที่อีกฝ่ายหยุดหมัดของตนเอาไว้ได้ ย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายนั้นมีพละกำลัง และร่างกายที่แข็งแกร่งเหนือยิ่งกว่าตน..!
ขณะที่ต้าถงกำลังตกใจ ตงห่าวก็ได้ง้างหมัดชกสวนกลับมา ซึ่งต้าถงที่มีทิฐิสูง ก็ไม่ได้หลบหนี เขายกฝ่ามือขวาขึ้นมารับเอาไว้เช่นกัน
เปรี้ยง!
ยามถูกหมัดของตงห่าว ถึงแม้ว่าจะรับเอาไว้ได้ แต่ต้าถงก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักหมัดที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าหมัดของตนเลย มันหนักถึงขนาดที่ทำให้ฝ่ามือที่ยกขึ้นมาตั้งรับไว้ถึงกับรู้สึกด้านชาไปเล็กน้อย
ทั้งสองปีกหลักยืนอยู่กับที่ ยืนแลกหมัดกันไปมา ต่างฝ่ายต่างก็มีจุดเด่นในเรื่องของพละกำลัง จึงไม่มีฝ่ายไหนที่คิดจะล่าถอย แต่เมื่อผ่านไปห้าสิบกระบวนท่า ยามที่ต้าถงต้องรับหมัดของตงห่าว ร่างกายของเขาได้เริ่มสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดจากการปะทะเริ่มแพร่กระจายไปยังกระดูกและมวลกล้ามเนื้อ จนในที่สุดเขาก็ทนต่อไปไม่ไหว ต้องกระโดดถอยออกมาตั้งหลักใหม่
“ไม่น่าเชื่อ...ถึงกับทำให้ต้าถงที่มั่นใจในเรื่องพละกำลังถึงกับต้องยอมถอย!”
ภาพการถอยร่นของต้าได้ถงปรากฏต่อทุกสายตา ไม่มีใครคาดคิดว่าต้าถงจะพ่ายแพ้ในเรื่องของพละกำลัง เพราะถึงแม้ต้าถงจะไม่แข็งแกร่งเท่ากับหลันหลันและฮัวเจี่ย แต่ถ้าวัดกันที่พละกำลังทางร่างกายเพียงอย่างเดียวแล้ว ต้าถงถือว่ามีร่างกายที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในบรรดาเด็กปีหนึ่ง ซึ่งหลันหลันและฮัวเจี่ยก็ยังมิอาจเทียบเคียงกับต้าถงในเรื่องนี้ได้
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ