แพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 44 ไม่ได้เจอกันนาน

            “เป็นอย่างไร เจ็บหรือไม่ ปวดหรือไม่ ทรมานหรือไม่” 

            เสียงแส้ฟาดลงไปบนผิวเนื้อสลับกับเสียงก่นด่าดังขึ้นเป็นระยะ แต่ร่างที่ถูกตรึงไว้กับเสากลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่คำเดียว ทั้งนางยังจ้องชายหญิงที่ทำร้ายนางอยู่อย่างอาฆาต

            “จ้องไปก็เท่านั้น เวลานี้ชีวิตของเจ้าขึ้นอยู่กับข้า” หลินจี้เหยาพูดจบก็หัวเราะออกมาอย่างสะใจ “เจ้าทำให้ข้าถูกปลดไปเป็นสาวใช้และต้องไปทำงานหนักอยู่ในห้องซักล้าง ทั้งเจ้ากับลูกสาวตัวดีของเจ้ายังทำให้หว่านเอ๋อของข้าต้องถูกประหาร แม้วันนี้ข้าจะเอาชีวิตเจ้ายังไม่ได้ แต่ข้าทำให้เจ้าบาดเจ็บเจียนตายได้”

            “คนที่สั่งปลดให้เจ้าไปเป็นสาวใช้เป็นข้าจริงหรือ ไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ข้างเจ้าเวลานี้หรืออย่างไร” ลั่วเจินเจินหัวเราะพร้อมกระอักเลือดออกมากองใหญ่ จากนั้นนางก็หันไปมองซูจิ้นจง “ส่วนเรื่องที่ซูชิงหว่านถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเพราะนางวางยาพิษหนิงอ๋องกับหนานอ๋องนั้นข้าไม่ยอมรับ ตำราแพทย์ของตระกูลลั่วมีข้าอ่านอยู่คนเดียวหรือ? เจ้าก็เคยอ่านตำราเล่มนั้นจนขึ้นใจเช่นกัน ไม่เช่นนั้นเจ้าจะผ่านการทดสอบเข้าเป็นแพทย์ที่สำนักแพทย์หลวงได้อย่างไร อีกทั้งข้ายังเห็นเองกับตาว่าหลายครั้งที่ซูชิงหว่านเอาสูตรยาตำรับนั้นไปให้เจ้าช่วยดู เป็นเจ้าเองที่แนะนำให้นางเพิ่มสัดส่วนของสมุนไพรบางตัว เจ้ายังให้เหตุผลกับนางว่าเพื่อให้ยาได้ผลดียิ่งขึ้น แล้วคราวนี้เหตุใดเจ้าถึงมาโยนความผิดให้ข้ารับไปคนเดียวเล่า”

            “นังหญิงชั่ว! นังหญิงร้ายกาจ! ข้าไปทำอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อใด” ซูจิ้นจงปฏิเสธก่อนที่เขาจะรีบหันไปอธิบายกับหลินจี้เหยา “เจ้าอย่าได้เชื่อคำพูดของนาง นางพูดเพื่อต้องการให้เราแตกคอกัน อีกอย่างข้ารักเจ้ากับหว่านเอ๋อมากเท่าไหร่เจ้าก็รู้ไม่ใช่หรือ หากไม่เพราะนังหญิงชั่วผู้นี้ล่อหลอกจนทำให้ข้าหลงผิด มีหรือที่ข้าจะทำให้เจ้าต้องทนทุกข์อยู่ที่ห้องซักล้าง”

            แม้หลินจี้เหยาจะบอกว่าให้อภัยสามี แต่ในใจลึกๆ นางก็ยังไม่เชื่อใจเขาอย่างสนิทใจเหมือนแต่ก่อน แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อเวลานี้ข้างกายของนางเหลือเพียงเขาแค่คนเดียว “ข้าไม่เชื่อคำพูดของนางหรอกเจ้าค่ะ และข้าก็รู้ด้วยว่าที่ท่านหลงผิดไปเพราะท่านทำเพื่อตระกูลซู อย่างไรข้าก็เกิดและเติบโตมากับตระกูลซู ข้าย่อมอยากเห็นตระกูลซูรุ่งเรือง แต่น่าเสียดายที่ลั่วเจินเจินกับซูหยุนหรานทำให้ตระกูลซูของเราต้องมีจุดจบเช่นนี้ ท่านพี่เจ้าคะ...หากข้าขอให้ท่านโบยนางให้ตาย ท่านทำได้หรือไม่เจ้าคะ”

            “หากเป็นยามปกติข้าย่อมทำตามคำขอของเจ้า แต่เจ้าอย่าลืมว่าเรายังต้องเก็บนางไว้ต่อรองกับซูหยุนหราน หากข้าโบยนางจนตาย รัชทายาทชิงเจี้ยนจะไม่สังหารเราหรือ” ซูจิ้นจงอธิบายเหตุผล

            แม้เหตุผลนั้นจะเป็นจริง แต่หลินจี้เหยากลับคิดไปว่าซูจิ้นจงบ่ายเบี่ยงเพราะไม่ต้องการสังหารลั่วเจินเจิน ‘ซูจิ้นจง! สุดท้ายแล้วเจ้าก็ยังมีเยื่อใยกับมัน ได้สิ...ข้าจะปล่อยให้เจ้ากับมันมีชีวิตต่อไปอีกสักหลายวัน เมื่อข้าส่งตัวซูหยุนหรานให้รัชทายาทแล้ว ข้าจะให้เจ้าสังหารนังสารเลวลั่วเจินเจินต่อหน้า จากนั้นข้าก็จะสังหารเจ้า เพราะเจ้ามันเป็นบุรุษกลับกลอกเอาแต่ได้ ส่วนความสัมพันธ์ที่ผ่านมาให้ถือเสียว่าข้าชดใช้ให้กับตระกูลซูที่ตระกูลซูเลี้ยงดูข้ามาตั้งแต่แบเบาะ ชาตินี้ชาติไหนเราอย่าได้มาเจอกันอีกเลย’

            “ทำไมจู่ๆ เจ้าเงียบไปเล่า” ซูจิ้นจงถามเมื่อเห็นภรรยายืนนิ่ง

            “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าแค่คิดตามคำพูดของท่านก็เห็นว่าจริง” หลินจี้เหยาพูดกับซูจิ้นจงด้วยท่าทางออดอ้อน “ต่อให้เราสังหารนางไม่ได้ แต่เรายังทรมานนางได้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ เช่นนั้นเมื่อข้าโบยนางเสร็จ ท่านช่วยสาดน้ำเกลือใส่แผลให้นางจะได้หรือไม่”

            ซูจิ้นจงที่ต้องการทำให้ภรรยาพอใจจึงเดินไปยกอ่างน้ำเกลือแล้วสาดไปเต็มร่างของลั่วเจินเจิน “ทำอย่างนี้เจ้าพอใจหรือไม่”

            ลั่วเจินเจินที่มีบาดแผลเต็มตัว เมื่อถูกสาดด้วยน้ำเกลือก็รู้สึกเจ็บปวดจนแทบขาดใจ แต่ถึงอย่างนั้นนางยังกัดริมฝีปากไว้ไม่ให้มีเสียงลอดออกมา จนทำให้ริมฝีปากของนางมีเลือดออกเต็มไปหมด

            “ใจแข็งเหลือเกิน ข้าอยากจะรู้ว่าหากเจ้าถูกแส้หนามโบยแล้วเจ้ายังจะทนได้อีกไหม” หลินจี้เหยาเดินไปเปลี่ยนเป็นแส้เส้นใหม่ที่ทำมาจากหนามที่ทั้งยาวและแหลม 

            ขณะที่นางกำลังจะฟาดแส้ลงบนร่างของลั่วเจินเจิน ข้อมือของนางก็ถูกกริชเล่มหนึ่งปักเข้าไป นางทิ้งแส้แล้วกรีดร้องออกมาอย่างทรมาน “ผู้ใด! เป็นผู้ใดทำร้ายข้า พวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ!”

            “ดูท่าสมองของเจ้าคงไม่ดี ข้าก็คือมารดาของเจ้าอย่างไรเล่า” ซูหยุนหรานหยิบปืนพกขึ้นมาแล้วยิงไปที่มืออีกข้างของหลินจี้เหยาอย่างแม่นยำ “มือข้างนี้ใช่หรือไม่ที่ใช้ทำร้ายท่านแม่ของข้า เช่นนั้นก็อย่าเก็บมันไว้เลย”

            หลินจี้เหยากรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานอีกครั้ง “ซูหยุนหราน! ข้าจะสังหารเจ้า”

            “เอาตัวเองให้รอดก่อนแล้วค่อยมาสังหารข้า ส่วนเจ้า...” ซูหยุนหรานชี้ไปที่ซูจิ้นจง “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าอย่าทำร้ายท่านแม่ แต่เจ้ากลับร่วมมือกับหลินจี้เหยามาทำร้ายนางจนมีสภาพเช่นนี้ เห็นทีวันนี้ข้าต้องสังหารเจ้าเพื่อแก้แค้นให้ท่านแม่เสียแล้ว”

            “ซู...ซูหยุนหราน ข้า...ข้าเป็นบิดาของเจ้านะ เจ้าสังหารบิดาไม่กลัวจะตกนรกหรือไร” ซูจิ้นจงพูดด้วยท่าทางหวาดกลัว

            ซูหยุนหรานหัวเราะเสียงดัง “เช่นนั้นข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังทีละข้อ หนึ่งคือข้าไม่ใช่บุตรสาวของเจ้า ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนข้าก็ไม่มีทางเป็นบุตรสาวของเจ้า เพราะบุตรสาวของเจ้าถูกหลินจี้เหยากับซูชิงหว่านทำให้จมน้ำตายไปนานแล้ว และข้อที่สอง นรกที่เจ้าพูดถึงยังไม่เปิดรับข้าหรอก เพราะมันมีไว้ต้อนรับคนเลวอย่างเจ้าเท่านั้น”

            “หราน...หรานเอ๋อ เจ้าสังหารเขาไม่ได้” ลั่วเจินเจินพูดกับลูกสาวอย่างยากลำบาก

            “เขาทำกับท่านถึงขนาดนี้แล้วท่านยังจะช่วยเขาอีกหรือเจ้าคะ” ซูหยุนหรานร้องไห้อย่างสุดจะกลั้น นางนึกว่ามารดาคิดได้แล้วหลังจากที่มองเห็นความเห็นแก่ตัวของซูจิ้นจงมาหลายครั้ง แต่เปล่าเลย แม้จะบาดเจ็บเจียนตาย ท่านแม่ของนางก็ยังปกป้องผู้ชายสารเลวคนนี้อยู่ “เขาไม่เคยรักท่าน เมื่อไหร่ท่านจะเข้าใจเสียที”

            “ไม่ใช่” ลั่วเจินเจินส่ายหน้า “แม่จะเป็นคนสังหารเขาเอง”

            “ท่านแม่พูดจริงหรือเจ้าคะ” ซูหยุนหรานถามอย่างไม่เชื่อ 

            ลั่วเจินเจินตบหลังมือเพื่อเป็นสัญญาณให้ฉินจื่อฉิงปล่อยมือจากนาง จากนั้นนางก็เดินไปหาซูหยุนหรานอย่างเชื่องช้า

            ซูหยุนหรานรีบเดินเข้าไปหาแล้วประคองมารดาให้นั่งลงบนเก้าอี้ ไม่รู้เพราะอะไรนางทนใจแข็งกับมารดาผู้นี้ไม่ได้ หรือเป็นเพราะความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมยังหลงเหลืออยู่ “ข้าจะรักษาแผลให้ท่านก่อนแล้วเราค่อยมาจัดการกับซูจิ้นจงทีหลัง จากนั้นรอจนท่านหายดีเราก็จะเดินทางกลับบ้านเพื่อไปหาท่านตากับท่านลุงด้วยกัน ท่านตากับท่านลุงเป็นห่วงท่านมากนะเจ้าคะ”

            “แม่รู้ว่าเวลานี้ร่างกายของแม่ไม่ไหวแล้ว อีกทั้งต่อให้เจ้ารักษาแม่จนหายแม่ก็ไม่มีหน้ากลับไปหาท่านตากับท่านลุงของเจ้าได้หรอก เพราะสิ่งที่แม่ทำมันเกินจะให้อภัย” ลั่วเจินเจินแย่งกริชมาจากมือบุตรสาว “ทั้งแม่ยังคิดว่าเป็นเพราะการมีชีวิตอยู่ของแม่ทำให้เจ้าต้องลำบาก หากแม่ไม่ถูกคนชั่วพวกนี้จับตัวมา เจ้ากับลูกเขยก็คงไม่ต้องเสี่ยงอันตรายมาช่วยแม่ วันนี้แม่จะเป็นคนจบเรื่องทั้งหมดเอง”

            ซูหยุนหรานไม่ยอมปล่อยมารดา กลับกันนางยังกอดมารดาไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ ลั่วเจินเจินก็กอดตอบบุตรสาวพร้อมพูดเสียงเบา “หลายวันก่อนข้าฝันถึงหรานเอ๋อของข้า ข้าเห็นนางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ ที่ผ่านมาข้าต้องขอบใจที่เจ้าใช้ความสามารถของเจ้าทำให้หรานเอ๋อของข้าเป็นที่ยอมรับของผู้คน”

            ซูหยุนหรานมองลั่วเจินเจินอย่างตกใจ “ท่านรู้ความจริงทุกอย่างแล้วหรือเจ้าคะ”

            “ไม่นับว่ารู้หมดทุกอย่าง แต่รู้ว่าเจ้าไม่ใช่หรานเอ๋อ และข้ายังรู้ว่ามารดาที่แท้จริงของเจ้าก็มีชีวิตไม่ต่างจากข้า เพียงแต่หลังจากที่เจ้าจากมานางก็ยังคิดไม่ได้ นางยังเอาชีวิตไปผูกไว้กับสามีเจ้าชู้และยังต้องนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวทุกวัน แต่ข้าไม่เหมือนนางเพราะข้าสำนึกได้แล้ว ซูหยุนหราน...ข้าขอบใจเจ้าจากใจจริงที่เจ้าก้าวเข้ามาในชีวิตข้าและทำให้ข้าคิดได้ ข้าอยากบอกเจ้าว่าข้ายินดีที่จะเป็นท่านแม่ของเจ้าตลอดไปหากเจ้าต้องการ เจ้ายินดีหรือไม่”

            ซูหยุนหรานไม่คิดว่าลั่วเจินเจินจะรู้ถึงอดีตของนางได้ชัดเจนเพียงนี้ หรือการทะลุมิติของนางนอกจากนางจะได้มาเจอกับสามีที่ดี นางยังได้มาเจอท่านแม่ที่ดีและยังเป็นท่านแม่ในอุดมคติที่นางต้องการ ซูหยุนหรานพยักหน้าแล้วยิ้มอย่างดีใจ “ท่านแม่ ข้ายินดีเป็นบุตรสาวของท่านตลอดไปเจ้าค่ะ”

            ลั่วเจินเจินลูบผมซูหยุนหรานอย่างเอ็นดู “เด็กดี แม่รักเจ้า”

            ลั่วเจินเจินถือกริชเดินเข้าหาซูจิ้นจงโดยที่ซูจิ้นจงไม่มีโอกาสหนี เพราะตั้งแต่ที่ซูจิ้นจงถูกพิษ อย่าว่าแต่เรื่องบนเตียงที่ไม่สามารถทำได้ แม้แต่เรี่ยวแรงที่จะเดินหรือนั่งในแต่ละวันก็แทบไม่มี ที่เขายังดูแข็งแรงดีเป็นเพราะยาเม็ดที่ลั่วเจินเจินปรุงไว้ให้ ซึ่งเวลานี้มีเหลือไม่ถึงสิบเม็ดด้วยซ้ำ และโชคร้ายที่เขานึกอยากเก็บยาไว้ใช้ในยามจำเป็น เมื่อเช้าเขาจึงไม่ได้กินยาเหมือนเช่นทุกวัน ทำให้เวลานี้เขาไม่มีแรงที่จะหนีจากกริชเล่มนั้นไปได้ ซูจิ้นจงนอนลงกับพื้นแล้วหลับตาอย่างจำยอมพร้อมกับมือที่กุมท้องไว้แน่น เมื่อทำตามความปรารถนาสุดท้ายสำเร็จ ลั่วเจินเจินก็ทรุดลงกับพื้นแล้วหยุดหายใจไปทั้งอย่างนั้น

            “ท่านแม่!” ซูหยุนหรานวิ่งเข้าไปกอดร่างมารดาไว้แน่นแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “ข้ายอมรับท่านแล้วทำไมท่านไม่อยู่กับข้าให้นานสักหน่อย ข้ายังอยากกินขนมกุ้ยฮวาฝีมือท่าน ข้ายังอยากให้ท่านปักผ้าเช็ดหน้าให้ ยังมีเสื้อผ้าทั้งสี่ฤดูที่ท่านสัญญาว่าจะตัดให้ข้าใส่อีก ท่านทำตามสัญญายังไม่ครบแล้วทำไมท่านถึงทิ้งข้าไปเจ้าคะ”

            “หรานหราน” ฉินจื่อฉิงเดินเข้าไปกอดปลอบภรรยา “ท่านแม่ยายไปดีแล้ว เจ้าอย่าทำให้นางทุกข์ใจเลยนะ เมื่อเสร็จธุระเราค่อยเอาอัฐิของนางกลับไป แล้วเราค่อยหาสถานที่สวยๆ และปลูกดอกไม้แปลงใหญ่เพื่อทำเป็นสุสานให้นาง ท่านตาเคยบอกไว้ว่าท่านแม่ยายชอบสวนดอกไม้มากที่สุด”

            เสียนเซิ่งยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างร้อนใจ เขาตั้งใจจะพาซูหยุนหรานมาพบลั่วเจินเจิน จากนั้นเขาจะได้เริ่มรักษาบาดแผลจากอาวุธวิเศษ แต่ไม่คิดว่าหลินจี้เหยาจะทำร้ายลั่วเจินเจินจนถึงชีวิตเช่นนี้ หากซูหยุนหรานเศร้าโศกเสียใจจนไม่มีแก่ใจจะรักษาบาดแผลให้เขาเล่า แผลของเขาจะไม่ติดเชื้อแล้วกลายเป็นแผลเน่าหรือ ยังมียาพิษที่เรียกว่าสารตะกั่วอะไรนั่นอีก ยาพิษนั้นจะไม่กระจายเข้าเส้นเลือดของเขาแล้วหรือไร 

            คิดได้อย่างนั้นเสียนเซิ่งก็เดินเข้าหาหลินจี้เหยาก่อนตวัดกระบี่ลงไปแบบไม่ยั้งด้วยความโมโห หลินจี้เหยาไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะร้องขอชีวิต นางสิ้นใจทั้งที่ตายังเบิกกว้างอยู่อย่างนั้น

            “ดีจริงเสียนเซิ่ง ข้าให้เจ้าไปสังหารฉินจื่อฉิงแล้วให้พาแค่ซูหยุนหรานกลับมา แต่เจ้ากลับพาสองคนนั้นมาสังหารคนของตัวเอง ตกลงแล้วเจ้าต้องการทำอะไรกันแน่ หรือเจ้าคิดจะหักหลังเรา”

            ฉินจื่อฉิงหันหลังกลับไปมองตามเสียง “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะชิงเจี้ยน”

    คล้ายกับเรื่องแพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน