เงาดำนั่นทะยานออกจากอุโมงค์ดุจศรทมิฬฉีกอากาศ
อี้ซินมิได้ถอยแม้ครึ่งก้าว
ห้องหินแห่งนี้คับแคบยิ่งหากถอยเพียงก้าวเดียว ย่อมหมายถึงเสียจังหวะ เสียลมหายใจและอาจหมายถึงเสียชีวิตในพริบตาเขาเอียงไหล่หลบคมกรงเล็บซึ่งตวัดเข้าหาลำคออย่างฉิวเฉียดก่อนส่งกระดูกแหลมในมือขวาแทงสวนเข้าที่สีข้างของมันอย่างเหี้ยมเกรียม
ฉัวะ!
เสียงเนื้อและเืถูกฉีกเปิดก้องสะท้อนอยู่ในห้องศิลาแคบอับอสูรร้ายร้องคำรามแหลมเสียดหู แต่แทนที่จะล้มฟุบมันกลับหันเขี้ยวกัดสวนใส่ข้อมือเขาอย่างบ้าคลั่ง
อี้ซินแค่นเสียงเย็นรีบปล่อยกระดูกแหลมนั้นทิ้งไปแล้วใช้ฝ่ามือซ้ายกดศีรษะมันกระแทกพื้นศิลาอย่างสุดแรง
ปัง!
กะโหลกอสูรฟาดลงบนพื้นหินจนโลหิตดำกระเซ็นเป็ฝอย
ทว่าเงาร่างที่สองก็พรวดตามออกมาแทบติดลมหายใจ
ตัวนี้แม้เล็กกว่าอยู่บ้างแต่ปราดเปรียวกว่าเดิมหลายส่วน มันอาศัยผนังหินด้านซ้ายเป็ที่เหยียบยืมแรงทะยานขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนโฉบลงจากเบื้องบนกรงเล็บคมฉีกอากาศจนเกิดเสียงหวีดแหลมชวนหนาวสันหลัง
อี้ซินยกแขนขึ้นรับโดยสัญชาตญาณ
ฉัวะ!
เล็บคมกรีดผ่านท่อนแขนจนเนื้อแยกเืสดทะลักออกมาทันที
“บัดซบ!”
ความเจ็บแล่นวาบขึ้นถึงกระดูกจนภาพตรงหน้าพร่าไหวทว่าแทนที่จะสะบัดมันออก เขากลับฉวยจังหวะนั้นใช้แขนอีกข้างรัดคอมันไว้แน่นแล้วหมุนเอวเหวี่ยงร่างมันฟาดลงกับพื้น
โครม!
เ้าอสูรยังมิทันฟื้นคืนจากแรงกระแทกอี้ซินก็ยกส้นเท้ากระทืบลงบนลำคอมันอย่างไร้ปรานี
กร๊อบ!
เสียงกระดูกคอแตกร้าวดังชัดราวกิ่งไม้ผุถูกหัก
กลิ่นโลหิตคลุ้งกระจายทั่วห้องหินในพริบตา
แต่เื่ยังไม่จบ
ภายในเงามืดของอุโมงค์ดวงตาสีชาดอีกหลายคู่พลันลุกวาบขึ้น จากหนึ่งเป็สอง จากสองเป็สามก่อนเสียงคำรามต่ำจะประสานกันราวฝูงปีศาจหิวกระหายที่ได้กลิ่นเนื้อสด
อี้ซินหอบหายใจถี่โลหิตจากาแที่แขนซ้ายยังไหลไม่หยุด กระดูกแหลมในมือเหลือเพียงชิ้นเดียวส่วนเ้าอสูรตัวแรกที่ถูกกดศีรษะกับพื้นใต้ฝ่าเท้าเขายังชักกระตุกมิสิ้นใจโดยสมบูรณ์
เขากัดฟันแน่น
มากเกินไป
หากพวกมันกรูเข้ามาพร้อมกันต่อให้ร่างกายเขาถูกชำระสร้างใหม่ ก็มีแต่ต้องถูกฉีกเป็ชิ้นอยู่ดี
สายตาของอี้ซินกวาดไปรอบห้องหินดุจสายฟ้า
ห้องแห่งนี้กว้างไม่มากเบื้องขวาเป็ผนังศิลาราบเรียบ เบื้องซ้ายเป็แท่นหินและซากศพเก่ากลางห้องมีโครงกระดูกอสูรขนาดเล็กกระจัดกระจายอยู่หลายชิ้นพื้นบาง่เป็ทรายละเอียด บาง่เต็มไปด้วยกรวดลื่นส่วนปากอุโมงค์นั้นกว้างพอให้ลอดผ่านได้คราวละสองตัวเท่านั้น
หากใช้สภาพพื้นที่ให้เป็...ยังพอมีหนทางรอด
อี้ซินยิ้มเย็นที่มุมปากเอ่ยเสียงแหบต่ำ
“เข้ามา...”
แววตาของเขาเยียบเย็นประหนึ่งคมมีดในรัตติกาล
“เข้ามาให้หมด”
ประหนึ่งถูกถ้อยคำเย้ยหยันยั่วโทสะฝูงอสูรสามตัวทะยานออกมาพร้อมกันดุจเงาอัปมงคล
อี้ซินยกเท้าถีบซากอสูรตัวแรกซึ่งยังมิทันสิ้นลมหายใจให้ปลิวเข้าขวางปากอุโมงค์ซากนั้นถ่วงจังหวะตัวหน้าสุดไว้เพียงชั่ววูบก่อนที่เขาจะก้มคว้ากระดูกยาวจากพื้นขึ้นมาใช้แทนกระบอง
ปึง!
กระดูกยาวฟาดเข้าเต็มปากอสูรตัวนำจนเขี้ยวหักกระเด็นออกไปสองซี่โลหิตดำทะลักจากปากมันเป็สาย แต่เวลาเดียวกันนั้นเองอสูรอีกตัวกลับมุดต่ำลอดผ่านใต้แขนเข้ามากัดข้อเท้าเขาอย่างแม่นยำ
ฉับ!
ความเจ็บเสียดแทงขึ้นมาเสมือนเหล็กร้อนเสียบทะลุเนื้ออี้ซินสะดุ้งวูบ ทว่าเขามิได้ก้มมองแม้แต่น้อยกลับยกเข่ากระแทกลงใส่สันหลังมันเต็มแรง
กร๊อบ!
อสูรร้ายร้องแหลมบาดโสตจึงยอมคลายเขี้ยวออกในที่สุด
แต่ตัวที่สามกลับฉวยโอกาสนั้นทะยานขึ้นเกาะแผ่นหลังเขาจากด้านข้างหนามกระดูกบนหลังมันเสียดสีกับาแเก่าจนความเจ็บลึกถึงไขกระดูกกรงเล็บคมตวัดเข้าใส่ต้นคอในพริบตา
ฉัวะ!
ิัเปิดออกเป็ทางยาวเือุ่นไหลอาบแผ่นหลังทันที
อี้ซินคำรามต่ำ ดวงตาพลันแดงเรื่อเขาสะบัดกายอย่างแรง แต่เ้าอสูรยังเกาะแน่น เขาจึงหันครึ่งตัวใช้ศอกกระแทกใส่ขมับมันติดกันสองครั้ง
ปัก! ปัก!
แรงศอกหนักหน่วงราวค้อนเหล็กทำให้มันมึนงงมือเล็บคลายลงเพียงน้อย อี้ซินจึงคว้าหางมันไว้แล้วหมุนเหวี่ยงทั้งร่างกระแทกใส่ผนังศิลาอย่างเต็มแรง
โครม!
เสียงกระแทกกึกก้องไปทั่วห้องหินอสูรร้ายตัวนั้นอ่อนยวบในทันที ทว่ายังมิทันซ้ำเติมเงามืดเบื้องหน้าก็กรูเข้ามาอีกครั้ง
ฝูงนี้มิรู้จักความหวาดกลัว
หรือบางทีอาจหิวโหยจนลืมคำว่าตายไปแล้ว
อี้ซินถอยหลังจนแผ่นหลังแตะแท่นศิลาหายใจแรงขึ้นทุกขณะ แขนซ้ายเริ่มชาเพราะเสียโลหิตมากข้อเท้าขวาก็ปวดร้าวจนแทบลงน้ำหนักมิได้ หากยื้อไว้อีกเพียงไม่กี่อึดใจ เขาจะช้าลงและเมื่อช้าลง...ก็มีแต่ถูกฉีกกินทั้งเป็
ในห้วงคับขันนั้นสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งข้างซากศพบนแท่นหิน
ถุงหนังสีคล้ำใบเล็กซึ่งตกค้างอยู่ใต้ผ้าขาดวิ่นครึ่งหนึ่ง
เมื่อครู่เขามัวอ่านอักษรบนแท่นจึงมิทันสังเกต
อี้ซินตัดสินใจทันที
เขาพุ่งเฉียงไปยังแท่นหินฝูงอสูรคำรามไล่ประชิดติดหลัง เขาคว้าถุงหนังใบนั้นไว้แล้วกลิ้งตัวผ่านขอบแท่นอีกด้านอย่างรวดเร็วพื้นหินเสียดสีกับาแจนแสบลึกถึงกระดูก แต่เขามิใส่ใจรีบใช้ฟันกัดเปิดปากถุงทันที
ภายในมีของเพียงสามสิ่ง
มีดสั้นเก่าครึ่งเล่ม สนิมเกาะเขรอะ
ผลึกสีเหลืองขุ่นสองก้อน
และห่อหนังเล็กบรรจุผงสีแดงคล้ำอีกหนึ่งห่อ
อี้ซินกวาดตามองเพียงครู่ก็รู้ว่าผงชนิดนี้ย่อมมิใช่ของสามัญ ผู้ใดจะพกติดกายจนตายย่อมเป็สิ่งซึ่งใช้เอาชีวิตรอดแน่แท้
แต่เขามิทันครุ่นคิดให้มากความเพราะเ้าอสูรตัวหนึ่งก็กระโจนข้ามแท่นหินเข้ามาแล้ว
อี้ซินฉีกห่อหนังนั้นแล้วซัดผงสีแดงคล้ำใส่หน้ามันเต็มแรง
ฟู่!
ผงแปลกประหลาดฟุ้งกระจายเข้าจมูกเข้าตาอสูรร้ายพอดี
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นรุนแรงเกินกว่าที่เขาคาดไว้
เ้าอสูรส่งเสียงคำรามหลงอย่างคลุ้มคลั่งใช้กรงเล็บข่วนหน้าตัวเองไม่หยุด ดวงตาแดงฉานยิ่งลุกโชนราวเพลิงนรกกลิ่นฉุนร้ายแรงแพร่กระจายออกมา แม้แต่อี้ซินยังต้องรีบกลั้นลมหายใจ
“ผงพิษ...หรือผงกระตุ้นโลหิตคลั่ง?”เขานึกในใจ
ทว่าไม่นาน คำตอบก็ปรากฏตรงหน้า
อสูรอีกสองตัวสูดกลิ่นผงนั้นเข้าไปเช่นกันแล้วแทนที่จะพุ่งใส่อี้ซินกลับหันไปขย้ำสหายของมันเองอย่างเดือดดาลประหนึ่งเห็นศัตรูคู่อาฆาตเขี้ยวและกรงเล็บฉีกเนื้อกันเองไม่ยั้ง เืดำกระเซ็นสาดทั่วพื้นศิลา
ดวงตาของอี้ซินพลันวาววับ
ของล้ำค่า!
เขารีบถอยพ้นจากวงคลั่งนั้นมือขวาคว้ามีดสั้นสนิมเขรอะครึ่งเล่มไว้แน่น แม้คมจะบิ่นและเปราะแต่ก็ยังดีกว่ากระดูกแหลมอยู่มาก
อสูรทั้งสามห้ำหั่นกันเองเพียงไม่กี่ลมหายใจตัวหนึ่งก็กัดคออีกตัวจนขาด ส่วนอีกสองตัวกลิ้งทับฟัดกันอยู่กับพื้นส่งเสียงแหลมบาดแก้วหูอย่างน่าขนลุก
อี้ซินมิปล่อยโอกาสทองนี้หลุดมือ
เขาพุ่งเข้าประชิดด้านข้างแทงมีดสั้นเข้าเบ้าตาตัวแรกอย่างฉับไว
ฉึก!
มันชักกระตุกดุจถูกสายฟ้าฟาดอี้ซินบิดข้อมือหมุนคมมีดให้ลึกกว่าเดิม ก่อนดึงกลับออกมาพร้อมโลหิตดำข้นเหนียวแล้วหมุนกายหลบกรงเล็บอีกตัวซึ่งตะครุบใส่ตามสัญชาตญาณ
จากนั้นเขาเสียบมีดเข้าใต้คางมันอย่างเฉียบขาด
ปัก!
แรงต้านจากเนื้อและกระดูกส่งสะท้อนขึ้นมาถึงข้อมือเขากัดฟันกดลึกลงไปจนด้ามเก่าหักคามือ
อสูรร้ายตัวนั้นดิ้นกระตุกอยู่ครู่หนึ่งเืดำอุ่นจัดพุ่งอาบมือเขาทั้งข้าง ก่อนค่อย ๆ อ่อนระทดลง
เหลือเพียงตัวแรกที่โดนผงคลุ้มคลั่งมันยังคงข่วนหน้าตัวเองจนหนังและเนื้อเปิดเห็นกระดูก อี้ซินมิลังเลแม้แต่น้อยเขาก้มคว้าก้อนหินจากพื้น แล้วทุบลงบนกะโหลกมันซ้ำแล้วซ้ำอีก
ปัง!
ปัง!
ปัง!
จนเสียงกระดูกปริแตกดังน่าสะพรึงกลัวเขาจึงหยุดมือ
ภายในห้องหินเหลือเพียงเสียงหอบหนักกับกลิ่นคาวโลหิตซึ่งเข้มข้นเสียจนผู้คนอาจสำรอกได้ทุกเมื่อ
อี้ซินทรุดนั่งข้างแท่นศิลาอย่างช้าๆ เืของเขาเองกับเือสูรไหลรวมกันจนยากจะแยกว่าของผู้ใดเป็ผู้ใดาแที่แขนซ้ายลึกที่สุด เืไหลถึงปลายนิ้ว ข้อเท้าขวาถูกขย้ำจนเริ่มบวมส่วนต้นคอและแผ่นหลังแสบร้อนราวถูกเพลิงเผา
เขาสูดลมหายใจลึกพยายามสะกดความสั่นสะท้านในกายให้สงบลง
เกือบตายอีกคราแล้ว
เพิ่งหลุดพ้นจากเงื้อมมือนรกแท้ ๆแต่กลับยังต้องย่ำอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็และความตายอย่างไม่ต่างจากเดิม
อี้ซินหัวเราะต่ำ ๆเสียงนั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าสายลมในโพลงมรณะ
“ดูท่า...ฟ้าจะมิยอมให้ข้าสุขสบายแม้เพียงชั่วลมหายใจ”
เสียงนั้นแม้เบาแต่ในโพรงอันเงียบงันกลับชัดเจนราวคำสาบาน
เขาก้มลงสำรวจถุงหนังของผู้ตายอีกครั้งครานี้ละเอียดกว่าเดิม ผลึกสีเหลืองขุ่นสองก้อนส่งกลิ่นอ่อนบางของสมุนไพรปนแร่ธาตุแม้มิรู้ชื่อ แต่เขาเคยเห็นเฒ่าหานใช้สิ่งคล้ายกันบดละเอียดผสมน้ำต้มสมานแผลภายนอกได้ดีนัก
อี้ซินแตะปลายลิ้นชิมเพียงนิดรสขมฝาดและเย็นเยียบแล่นขึ้นโพรงจมูก ทว่ามิปรากฏพิษร้ายแรง
เขาจึงบดผลึกก้อนหนึ่งกับหินเล็กจนแหลกแล้วโรยลงบนาแที่แขนซ้าย ก่อนใช้ผ้าพันซ้ำ
ความแสบร้อนพลันแล่นขึ้นจนเขาต้องกัดฟันแน่น
แต่หลังผ่านไปเพียงครู่ความร้อนนั้นกลับกลายเป็ความเย็น ช่วยหยุดโลหิตและลดความเจ็บลงอย่างเห็นได้ชัด
“ของคนตาย...” อี้ซินพึมพำ“กลับยังพอช่วยคนเป็”
จากนั้นเขาเก็บผลึกที่เหลือกับผงแดงส่วนซึ่งยังมิได้ใช้คืนลงถุงหนังอย่างระมัดระวังแล้วเริ่มผ่าเอาแก่นอสูรจากซากทั้งสี่ตัว แม้มันจะเล็กและพลังหยาบต่ำแต่ในสถานที่เช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดควรถูกปล่อยทิ้งเปล่า
เมื่อเก็บเสร็จ อี้ซินพิงแท่นศิลาหลับตาลงชั่วครู่
ลมจากอุโมงค์ยังพัดมาเป็ระยะแสดงว่าทางนี้น่าจะเชื่อมสู่ภายนอกจริง ทว่าร่างกายเขาในตอนนี้ใกล้ถึงขีดจำกัดยิ่งหากดันทุรังเดินต่อโดยมิพักฟื้น เกรงว่าคงล้มกลางทางแล้วมิได้ลุกอีก
อี้ซินวางฝ่ามือบนท้องสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง
เขาจะลองโคจรลมปราณอีกหน
ครั้งนี้มิใช่เพื่อพิสูจน์ว่าตนทำได้หรือไม่
แต่เพื่อรักษาชีวิตตนเอง
เขานึกถึงคำสอนของเฒ่าหานทีละถ้อยทีละคำปรับลมหายใจให้ยาวและนิ่ง สะกดจิตใจให้สงบลงท่ามกลางกลิ่นเืและซากศพแม้อยู่ในดินแดนอัปมงคลเช่นนี้แต่ประสบการณ์เฉียดตายกลับทำให้สมาธิของเขาคมชัดกว่ายามใด
หายใจเข้า
หายใจออก
รับรู้ลมหายใจแห่งฟ้าดิน
ดึงมันเข้ามา
ประคองมันลงสู่ชีพจร
คราวนี้อี้ซินมิหักโหมปล่อยให้กลิ่นอายลมปราณไหลเข้าสู่กายทีละเสี้ยว ราวสายธารอ่อนบางค่อย ๆซึมผ่านผืนดินแห้งแตก
วูบ...
ลมปราณบางส่วนไหลเข้าได้จริงอีกครั้ง
มันยังอ่อนยิ่งนักอ่อนจนแทบมิอาจเรียกว่าพลัง แต่เมื่อมันแตะต้องชีพจรใหม่ในร่างอี้ซินกลับรู้สึกว่าทั้งกายสั่นไหวเบา ๆประหนึ่งผืนดินแตกระแหงได้ฝนหยดแรกชโลมลงมา
เขากัดฟันประคองมันไว้มิให้สลาย
ลมปราณสายนั้นไหลช้า ๆ ผ่านทรวงอกผ่านหัวไหล่ ผ่านท่อนแขนซึ่งาเ็ และเมื่อมันไหลผ่านตรงรอยแผลความเย็นอ่อนบางก็แผ่ซ่านเข้ากล้ามเนื้อ ช่วยลดความเจ็บลงไปส่วนหนึ่ง
สำเร็จแล้ว
แม้เพียงเล็กน้อยแต่นี่คือการก้าวข้ามกำแพงที่ปิดตายเขามาตลอดสิบหกปี
อี้ซินมิได้ลืมตาหากคิ้วซึ่งขมวดมานานกลับคลายลงทีละน้อย เขารับลมปราณอีกหนึ่งเส้น อีกหนึ่งเส้นและอีกหนึ่งเส้น แม้จำนวนยังน้อย แม้การไหลเวียนยังเชื่องช้าประหนึ่งหอยคลานแต่เมื่อรวมกับพลังชีวิตประหลาดของร่างใหม่ สีหน้าซีดเซียวของเขาก็ค่อย ๆฟื้นคืนมาเล็กน้อย
ผ่านไปหลายอึดใจ อี้ซินจึงค่อย ๆลืมตา
ห้องหินยังคงมืด อับ และเย็นดังเดิม
แต่เขากลับรู้สึกว่าตนมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นแล้ว
เขาแบมือดูฝ่ามือตนเองครู่หนึ่งก่อนกำแน่นช้า ๆ
“ช้า...” เขาพูดกับตัวเองเสียงต่ำ“แต่ช้ายังดีกว่าไม่มี”
จากนั้นเขาพยุงกายลุกขึ้นยืดแผ่นหลังตรง แล้วใช้มีดหักตัดหนังอสูรบางส่วนมาพันข้อเท้าไว้ให้กระชับก่อนหยิบแก่นอสูรเล็กทั้งสี่เม็ดวางเรียงบนแท่นหิน
ดวงตาของเขาจับจ้องมันอย่างพินิจ
เฒ่าหานเคยกล่าวว่าแก่นอสูรดิบมีพลังหยาบกร้าวอย่างยิ่ง หากดูดซึมโดยตรง ผู้ที่ยังมิได้ฝึกถึงขั้นมักถูกพลังป่าเถื่อนนั้นทำลายชีพจรจนพิกลพิการ หรือถึงแก่ชีวิต
แต่ร่างของเขาในบัดนี้...มิใช่ร่างเดิมอีกแล้ว
อี้ซินนิ่งครู่หนึ่งก่อนหยิบแก่นเม็ดเล็กที่สุดขึ้นมาแนบฝ่ามือ
“ไม่เสี่ยง...ก็ไม่มีวันรอด”เขาพึมพำเบา ๆ
เขาหลับตาลงอีกคราใช้ลมหายใจดึงกลิ่นอายจากแก่นนั้นเข้าสู่กายอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นพลังเย็นเฉียบหยาบกร้าวสายหนึ่งก็ไหลทะลุเข้าฝ่ามือรุนแรงกว่าลมปราณฟ้าดินก่อนหน้าหลายเท่ามันประหนึ่งสายน้ำแข็งถูกกรอกลงเส้นเืโดยตรง อี้ซินสะท้านทั้งร่างรีบใช้ชีพจรใหม่รับพลังนั้นไว้
ตอนแรกมันดื้อรั้นราวอสูรพยศ
ทว่าสิ่งประหลาดก็เกิดขึ้นในพริบตาต่อมา
เมื่อพลังหยาบกร้าวไหลลงสู่กลางอกตรงตำแหน่งหัวใจของเขากลับอุ่นวาบราวกับมีบางสิ่งตื่นขึ้นมาดูดกลืนความปั่นป่วนอำมหิตในพลังนั้นไปส่วนหนึ่งอย่างเงียบงัน
แรงต้านในร่างพลันลดลงกว่าครึ่ง
อี้ซินชะงักไปเพียงชั่วใจก่อนรีบฉวยโอกาสนำพลังส่วนที่เหลือโคจรไปตามชีพจรผลคือความเ็ปซึ่งควรรุนแรงถึงขีด กลับอยู่ในระดับที่เขายังกัดฟันทนได้
ไม่นานแก่นอสูรเม็ดเล็กในมือก็แห้งกรอบราวหินผุ
ส่วนภายในกายของเขากลับมีกระแสพลังอ่อนบางเพิ่มพูนขึ้นอีกเล็กน้อย
อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“สิ่งที่อยู่ในอกข้า...”เขากดฝ่ามือแนบทรวงอกแน่น “มันช่วยกลืนพลังหยาบในแก่นอสูรหรือ”
ความเงียบยังคงเป็คำตอบเช่นเดิม
แต่คราวนี้ เขากลับมิรู้สึกขัดเคือง
เพราะอย่างน้อยสิ่งนั้นกำลังช่วยให้เขารอดตาย
อี้ซินสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้งก่อนหยิบแก่นเม็ดที่สองขึ้นมา ครานี้ใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อยพลังหยาบภายในจึงดุร้ายขึ้นด้วย ทว่าเมื่อมันไหลถึงกลางอกสิ่งเร้นลับในร่างเขาก็ยังคงดูดกลืนส่วนที่บ้าคลั่งที่สุดไปเช่นเดิมเปิดทางให้เขานำส่วนที่เหลือมาใช้ได้
เมื่อแก่นเม็ดที่สองสูญสลายเขาก็ััได้ชัดว่าเืลมในกายแน่นขึ้น กล้ามเนื้อกระชับขึ้นและาแทั้งหลายเริ่มฟื้นตัวเร็วกว่าก่อนหลายส่วน
แม้ยังห่างไกลจากผู้ฝึกยุทธ์ตัวจริง
แต่เขาก็มิใช่คนธรรมดาอีกแล้ว
อี้ซินเก็บแก่นที่เหลืออีกสองเม็ดไว้มิกล้าหุนหันหักโหมเกินไปในคราวเดียว เพราะหากโลภมากชีวิตที่เพิ่งคว้ามาได้อาจดับสูญเพราะความทะยานของตนเอง
เขาลุกขึ้นอีกครั้งแล้วทอดสายตามองลึกเข้าไปในอุโมงค์ซึ่งลาดสูงขึ้น
ทางออกอยู่ทางลมเหนือ
อักษรบนแท่นหินกล่าวเช่นนั้น
และบัดนี้เขาก็มีเรี่ยวแรงพอจะไปต่อแล้ว
อี้ซินหันกลับไปมองซากศพบนแท่นศิลาครู่หนึ่งก่อนค้อมศีรษะให้เพียงเล็กน้อย
“ข้ายืมสิ่งของของเ้าไป”เขากล่าวเสียงต่ำ “หากวันหนึ่งข้ารอดออกไปได้ จะหาทางตอบแทน”
แน่นอน...ศพย่อมมิอาจตอบคำ
อี้ซินจึงหันกลับ กำมีดสั้นไว้แน่นแล้วก้าวเข้าสู่อุโมงค์ลึกอีกครา
ทางเดิน่ถัดมาคับแคบและชันขึ้นอย่างชัดเจนบาง่พื้นลื่นเพราะตะไคร่ดำ บาง่เต็มไปด้วยรอยข่วนลึกบนผนังคล้ายเคยมีสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ใช้กรงเล็บครูดผ่านเมื่อกาลก่อน
อี้ซินก้าวไปอย่างระวังทุกฝีเท้าใช้ฝ่ามือแตะผนังศิลาเป็ระยะเพื่อตรวจจับแรงสั่นและหาแนวลม
ยิ่งขึ้นสูง ลมยิ่งแรงขึ้นจริง
แต่กลิ่นอายอันตรายก็ยิ่งหนาขึ้นตามไปด้วย
ไม่นานเขาก็พบคราบเืเก่าใหม่ปะปนกันอยู่ตรง่โค้งหนึ่งของอุโมงค์กลิ่นคาวยังมิทันจาง แปลว่าไม่นานมานี้ มีบางสิ่งเพิ่งผ่านที่นี่ไป
อี้ซินย่อตัวลงแตะคราบโลหิตบางส่วน
ยังหนืดอยู่เล็กน้อย
เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
ทันใดนั้นเสียงกรวดหินหล่นก็ดังกรุ๊งกริ๊งจากเบื้องบน
สัญชาตญาณในร่างส่งสัญญาณเตือนแทบพร้อมกัน
อี้ซินพุ่งตัวไปข้างหน้าในชั่วพริบตา
แทบในเวลาเดียวกันเสียงคำรามต่ำกึกก้องก็กระแทกอุโมงค์จนสั่นะเื
โฮก!
เงาดำขนาดใหญ่กว่าที่เขาเคยพบพุ่งลงมาจากซอกหิน้ากรงเล็บมหึมาฟาดลงบนพื้นตรงจุดที่เขายืนอยู่ก่อนหน้าเพียงเสี้ยวใจจนศิลาพื้นแตกกระจาย
อี้ซินกลิ้งตัวหลบไปอีกด้านแล้วหันกลับมามองทันที
สิ่งที่ยืนขวางทางเบื้องหน้ามิใช่อสูรผอมแห้งตัวเล็กพวกเดิม
หากเป็สัตว์ร้ายสูงเกือบถึงอกเขาลำตัวหนาแน่นกว่าเดิม ดวงตาแดงเข้มดุจโลหิตสดกลางอกและหัวไหล่มีเกราะกระดูกหุ้มอยู่เป็แผ่นเขี้ยวคู่ยาวโค้งลงมาอย่างน่าพรั่นพรึง น้ำลายเหนียวข้นหยดลงบนพื้นศิลาเป็สาย
อสูรระดับหัวหน้า
แม้มิรู้ชื่อเรียกแต่เขาก็ััได้ทันทีว่า มันอันตรายกว่าพวกก่อนหน้าอย่างน้อยหลายเท่า
มันแสยะปากเผยเขี้ยวเปื้อนโลหิตเก่าจาง ๆ ส่งเสียงต่ำราวเยาะหยันเหยื่อที่เดินเข้าปากมันเอง
อี้ซินกำมีดหักในมือแน่นแววตาเย็นจัด
“เข้ามา” เขาเอ่ยเสียงแหบต่ำมิมีท่าทีจะถอย “ข้ากำลังขาดเือุ่นกายอยู่พอดี”
แม้จะเป็เพียงวาจาที่กล่าวออกมาอย่างเ็าแต่ในเสี้ยวขณะนั้นเอง เขากลับรู้สึกได้ชัดเจนว่าบางสิ่งลึกในทรวงอกพลันตอบสนอง
ตึก!
ความร้อนสายหนึ่งแล่นผ่านทั่วกาย
ดวงตาของอสูรร้ายเบื้องหน้าหรี่แคบลงทันทีราวกับมันเองก็ตระหนักได้เช่นกันว่าในร่างของเหยื่อซึ่งควรถูกฉีกกินได้ง่ายผู้นี้...กำลังซ่อนบางสิ่งผิดธรรมชาติเอาไว้
หนทางรอดของผู้ถูกทอดทิ้งยังคงมืดมน
ทว่าเส้นทางโลหิตเบื้องหน้า...กลับชัดเจนยิ่งกว่าเดิม