แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง เป็สัญญาณบอกถึงเช้าวันใหม่แม้แอนนาได้แขวนเชิงเทียนเวทมนต์ไว้ตามผนังก่อนจะไปทว่าแสงใดก็ไม่อาจเทียบได้กับแสงอาทิตย์
มิเชลจ้องมองไปยังฟรานเชสก้าผู้ที่กำลังยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ ถ้าหากว่าฟรานเชสก้านั้นมีหางหางของเธอก็อาจจะกระดิกไปมาไม่หยุดไปแล้ว
มิเชลย้อนนึกกลับไปถึง่เวลาที่ได้พบกับฟรานเชสก้าเป็ครั้งแรกในตอนนั้นฟรานเชสก้ายังคงเป็ทารกอยู่เลย แต่ตอนนี้เธอกลับเติบโตขึ้นขึ้นมากและกลายมาเป็เด็กสาวผู้งดงาม ความรู้สึกตื้นตันใจที่มิเชลกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้มันคงจะเป็ความรู้สึกของพ่อแม่ที่ได้เห็นลูกของตนเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างงดงามเป็แน่
“มานี่สิ ฟรานเชสก้า”
“ค่ะ!”
เมื่อได้ยินคำร้องเรียก ฟรานเชสก้าก็ได้พุ่งทะยายเข้าไปหามิเชลในทันทีด้วยแรงปะทะอันมหาศาล จึงทำให้มิเชลรู้สึกจุกเสียจนส่งเสียงครางออกมาเล็กน้อย
“โตขึ้นเยอะเลยนะ ฟรานเชสก้า กาลเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วจริงๆแล้วเื่การเรียนของล่ะ เป็อย่างไรบ้าง? ทุกอย่างยังเป็ไปได้ด้วยดีอยู่ไหม?”
“ค่ะ การเรียนมารยาทกับแอนนานั้นเป็ไปได้ด้วยดีเื่การฝึกเวทมนต์กับฝาแฝดและเอมิลเองก็ไม่มีปัญหา ทางด้านการใช้อาวุธยูเรียชมหนูว่าเก่งใหญ่เลยนะค่ะ!แต่ทางด้านการเล่นแร่แปรธาตุ...ไม่ว่าหนูจะไปหามากาเร็ตกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเธอก็มักจะหลับอยู่ตลอดเลยล่ะค่ะ...”
ฟรานเชสก้ากล่าวตอบในขณะที่คลอเคลียถูไถไปมากับตัวของมิเชลราวกับลูกแมวตัวน้อยการที่เธอกล่าวเน้นในเื่ของการถูกชม ก็เพื่อที่จะให้มิเชลชมเธอบ้างยิ่งเป็ตอนที่ฟรานเชสก้าไม่ได้พบกับมิเชลมาหลายเดือนแบบนี้ ฟรานเชสก้าก็ยิ่งโหยหามิเชลเป็อย่างมาก
ในอดีต ไม่ว่าจะได้เจอกันกี่ครั้งต่อกี่ครั้งฟรานเชสก้าก็จะพุ่งทยานโผเข้ากอดมิเชลอยู่ร่ำไป แต่หลังจากที่ได้ให้แอนนามาช่วยสอนมารยาทให้ฟรานเชสก้าก็ค่อนข้างที่จะสงบเสงี่ยมลงมากแม้บางครั้งจะยังคงสั่นไปมาเหมือนอาการคนอยากยาก็ตาม
“งั้นเรอะ เก่งมากเลยนะ ฟรานเชสก้าทางด้านมากาเร็ต...เดี๋ยวข้าจะเป็คนจัดการเอง ยายนั่นชักจะี้เีเกินไปหน่อยแล้ว”
เมื่อได้ยินคำชมจากมิเชล ฟรานเชสก้าก็ดีใจเสียจนเผลอกอดมิเชลเข้าไปอย่างแรงแต่เมื่อรู้ ตัวเธอก็รีบผ่อนแรงลงในทันทีฟรานเชสก้ารู้ดีว่าตัวเองนั้นมีพละกำลังมหาศาลต่างจากชาวบ้านและเธอก็ไม่อยากที่จะทำให้มิเชลต้องาเ็
“เอาหละ พอแค่นี้เถอะ ฟรานเชสก้า พวกเราทำแบบนี้กันตอนอยู่แค่สองคนได้แต่ถ้าแอนนากลับมาเห็น หนูจะโดนดุเอานะ ทุกๆ คนน่าจะกำลังมาถึงกันในเร็วๆนี้แล้วด้วย”
มิเชลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแจ่มใสแกมหยอกล้อที่ยากจะได้เห็นเธอแสดงด้านนี้ออกมาเฉพาะตอนที่อยู่กับฟรานเชสก้าแค่สองคนเท่านั้นมิเชลรู้ดีว่าการเอาชื่อของแอนนามากล่าวอ้างจะใช้ได้ผลเธอจำได้จงใจกล่าวออกมาแบบนั้น เมื่อได้ยินคำว่า ‘จะโดนแอนนาดุเอาได้’ฟราเชสก้าก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมาในทันที ถึงแม้จะยังคงอาลัยอาวรณ์แต่สุดท้ายเธอก็จำใจต้องกลับไปยืนในที่ของตน
มิเชลมองไปรอบๆ ท้องพระโรงที่ว่างเปล่า พลางนึกถึงสิ่งที่จะกระทำต่อไป
(...ั้แ่ที่เราได้ถูกส่งมายังโลกใบนี้ แม้ระบบหลายๆอย่างมันจะดูเหมือนเกม แต่เราก็ยังไม่แน่ใจเลยว่า โลกใบนี้มันใช่เกมแน่รึเปล่า?โลกภายนอกจะเป็โลกแบบไหนกัน? จะเป็เหมือนกับที่ในหนังสือบอกเอาไว้รึเปล่า?หรือว่าจะมีอันตรายมากมายรออยู่กันแน่?)
มิเชลมองไปยังฟรานเชสก้า ทางฟรานเชสก้าเองก็ได้ยิ้มตอบ
(ในเมื่อฟรานเชสก้าเองก็เติบโตขึ้นมาถึงขนาดนี้แล้วเราก็คงจะไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงบ่วงที่ผูกเราเอาไว้กับสถานที่แห่งนี้ได้หลุดออกแล้วเพียงเท่านี้เราก็สามารออกไปสำรวจโลกภายนอกได้โดยที่ไม่มีอะไรติดค้างถึงแม้จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา ฟรานเชสก้าก็พร้อมที่จะรับ่— ไม่สิไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเราหรอก! เพราะไม่รู้ ถึงต้องระวังยิ่งกว่าเดิมดูท่าคราวนี้... เราคงจะต้องจัดเต็มซักหน่อยแล้ว)
********************************************************************************************
บุคลทั้งห้าได้ยืนอยู่ที่หน้าประตูสู่ท้องพระโรงแต่ถ้าจะให้เรียกว่าคนก็คงไม่ถูกนัก เพราะก็มีหลายๆ คนเลยทีเดียวที่ดูไม่เหมือนมนุษย์ มีทั้งิญญาไร้ขาที่ล่องลอยอยู่เหนือพื้นซากมัมมี่ยืนสองขาที่แห้งเหี่ยว อัศวินผู้สวมชุดเกราะทั้งตัว???หญิงสาวผมม่วงสุดเซ็กซี่ที่มีเขางอกออกมาจากหัว และสุดท้ายหญิงสาวผู้งดงามราวกับตุ๊กตาผู้สวมชุดเมด...แอนนานั่นเอง
“ทุกคน พร้อมกันแล้วใช่ไหม?”
แอนนากล่าวถามขึ้นมา แค่เมื่อไม่มีคำแย้งใดๆก็หมายความว่าทุกคนในที่นี้นั้นพร้อมกันหมดแล้ว แต่ทว่าก็ยังมีอยู่คนหนึ่งในกลุ่มที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยอาการประหม่านั่นจึงทำให้แอนนารู้ได้ว่ายังมีอีกคนที่ยังไม่พร้อม
“ลูซี่ เ้าพร้อมไหม? หรือจะให้ข้าเรียกลูเซียออกมาแทนเ้า?”
“ไม่เป็ไร งานนี้...ข้าจะทำเอง ข้าอยากที่จะทำอะไรซักอย่างให้สำเร็จเพื่อที่จะเรียกความมั่นใจ...”
แอนนาพยักหน้าตอบ ลูซี่ผู้ที่แอนนากำลังพูดคุยอยู่นี้ก็คือหญิงสาวผมม่วงสุดเซ็กซี่ที่มีเขางอกออกมาจากหัว
ลูซี่หายใจเข้าออกซักพักเพื่อสงบสติอารมณ์แต่ดูเหมือนว่าเธอนั้นจะใช้เวลานานมากเกินไปหน่อย จึงทำให้แอนนาไม่พอใจเท่าใดนัก
“เร่งมือเข้าสิ! หากให้นายท่านรอนานกว่านี้จะเป็การเสียมารยาทนะ!”
“ข้ารู้แล้ว ข้าขอเวลาอีกนิดนึงนะ...”
แอนนาได้ตวาดออกมาเสียงดังเสียจนลูซี่สะดุ้งใเป็ภาพที่ทำให้เห็นแล้วดูราวกับเป็ราชสีห์ผู้กำลังรังแกหนู
ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีเสียงนึงแทรกเข้ามากลางวงสนทนาของพวกเธอ
“ลูซี่ ลูซี่ ลูซี่~ แหม แหม แหม ท่าทางที่สั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัวของเ้ามันช่างน่ารักเสียจน...ข้าคิดว่าเ้านั้นเป็เพียงลูกแมวตัวน้อยมากกว่าจะเป็ซัคคิวบัสเสียอีก~เอาแบบนี้ดีไหม? ลองฟังคำแนะนำของข้าดูเมื่อได้ยินแล้ว...เ้าจะต้องใจเย็นลงอย่างแน่นอน~”
เ้าของเสียงผู้ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็มัมมี่ผู้แห้งเหี่ยวแม้การถูกผ้าพันแผลพันเอาไว้ทั้งตัวจะทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็ชายหรือหญิงแต่เพียงได้ยินเสียงก็ทำรู้ได้อย่างแน่ชัดแล้วว่า มัมมี่ตัวนี้เป็ผู้หญิงแน่นอน
น้ำเสียงของมัมมี่ช่างฟังไพเราะเสนาะหูเธอมีเอกลักษณ์การพูดที่ชวนให้นึกถึงบุคคลชั่วร้ายผู้เ้าเลห์เพทุบายกลิ้งกลอก เล่นลิ้น แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่เธอกล่าวออกมากลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตามเป็น้ำเสียงที่ฟังดูน่าเชื่อถืออย่างไม่น่าเชื่อ
มัมมี่สาวได้เข้ามากระซิบบางอย่างที่ข้างหูของลูซี่ ด้วยถ่อยคำเ่าั้ถึงกับทำให้ลูซี่หน้าแดงออกมาด้วยความอายเลยทีเดียว
“[ยายบ้า! ร่างกายของข้าผู้นี้เป็ของท่านมิเชลแต่เพียงผู้เดียวหากท่านมิเชลไม่อนุญาต...ไม่ว่าใครก็ห้ามแตะต้อง!]”
“อาร้า~ถ้าเช่นนั้นจะให้ข้าขอท่านมิเชลให้เอาไหมหละ? และถ้าท่านอนุญาตหละก็... หุ หุ หุ~”
ในขณะที่ลูซี่กล่าวคำพูดเ่าั้ออกมาหน้าตาของเธอก็ได้แปรเปลี่ยนไปเป็ใบหน้าที่แดงก่ำจนดูไม่ออกว่าเป็ความโกรธหรือความอายอีกทั้งยังะโออกมาด้วยท่าทีก้าวร้าวราวกับเป็คนละคนกับลูกแมวน้อยที่เราได้เห็นกันไปก่อนหน้านี้ทางมัมมี่สาวเองกล่าวตอบกลับไปทีเล่นทีจริง ไม่รู้จุดประสงค์ที่แน่ชัดแต่ก็ดูเหมือนคำพูดเ่าั้จะเจือปนความ้าที่แท้จริงของเธออยู่ส่วนหนึ่งด้วย
“พอได้แล้ว! ลูเซีย กลับไปซะ ลูซี่บอกว่าเธอจะทำงานนี้เอง”
“[ชิส์...ก็ได้ แต่เ้าอย่าได้มาพูดจาแบบนี้ให้ข้าได้ยินอีกหละ เอมิล!]”
ผู้ที่เข้ามาแทรกแทรงในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือแอนนาตัวเธอนั้นไม่้าที่จะให้เสียเวลามากไปกว่านี้อีกแล้วใบหน้าอันเกรี้ยวกราดของลูเซียได้จางหายไป กลับกลายมาเป็ลูซี่ผู้ใสซื่อดังเดิม
“ข้า..ข้าพอที่จะใจเย็นลงบ้างแล้วล่ะ ขอบใจนะ เอมิล”
“ด้วยความยินดี~ข้าพร้อมทุกเมื่อ หากเ้า้า”
เมื่อถูกเบี่ยงเบนไม่ให้นึกถึงเื่ที่ต้องเข้าพบมิเชลลูซี่ก็รู้สึกสงบลงได้บ้างเล็กน้อยโดยเฉพาะหลังจากคำพูดเชิญชวนอันกำกวมของมัมมี่เอมิลก็ทำให้เธอถึงกับต้องก้มหน้าลงเพื่อปกปิดใบหน้าอันแดงก่ำเลยทีเดียว
“ลูกไม้สกปรกของเ้ายังคงใช้ได้ผลดีเหมือนเดิมเลยนะ”
“ก็นี่มันงานถนัดของข้าหนิ~”
เสียงผู้หญิงที่กล่าววาจาเหน็บแนมขึ้นมานี้เป็ของอัศวินผู้สวมชุดเกราะทั้งตัว???ดูเหมือนว่าทั้งคู่นั้นจะไม่ค่อยกินเส้นกันซักไรนัก
แม้ทังคู่จะถูกแอนนาจ้องเขม็งทว่าทั้งคู่ก็ยังคงจ้องหน้ากันโดยไม่หลบสายตา ความเป็ปรปักนั้นได้ถูกส่งมาจากทางฝั่งของอัศวินสาวอยู่เพียงฝ่ายเดียวทางด้านของมัมมี่เอมิล แท้จริงแล้วเธออาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรเลยการที่เธอจ้องตอบอาจจะเป็เพราะเธอไม่อยากจะโดนกล่าวหาว่าขี้ขลาดแต่ทว่าก็ไม่มีใครอ่านจุดประสงค์ที่แท้จริงของเธอออก
“พอได้แล้ว! ทั้งคู่เลยนี่พวกเ้าทุกคนคิดจะหาเื่ปวดหัวมาให้ข้ามากมายถึงเพียงไหนกัน? ยูเรีย เ้าอยากจะเป็คนทำให้ท่านมิเชลต้องรองั้นรึ?”
“ชิส์...”
ในทุกครั้งที่เกิดเื่ขึ้นจะต้องเป็แอนนาที่เข้ามาแยกวงมวยไปเสียทุกที ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาพบกันบ่อยๆแต่สองมัมมีอัศวินนี้ ไม่ว่าจะได้มาพบกันทีไรก็เป็อันต้องทะเลาะกันเสียทุกที
ในที่นี้มีเพียงเดซี่เท่านั้นที่ลอยตุ๊บป่องไม่พูดไม่จาอะไรเธอกำลังรอคอยที่จะได้เข้าพบกับมิเชลอย่างใจจดใจจ่อ ไม่ว่ารอบๆนี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เธอก็ไม่สนใจ
แอนนากวาดสายตามองไปยังทุกคน
“เอาหละ ในเมื่อพร้อมกันหมดทุกคนแล้ว พวกเราก็ไปเข้าพบท่านมิเชลกันเถอะ”
********************************************************************************************
ประตูท้องพระโรงได้ถูกเปิดออกปรากฏเป็เหล่าสหายที่ได้อยู่ร่วมกับมิเชลมาเนิ่นนาน แม้ทุกคนจะยอมรับนับถือให้มิเชลเป็ผู้นำทว่าตัวมิเชลเองกลับมองว่าพวกเธอทุกคนนั้นเป็สหายที่อยู่ร่วมกันมานานถึงเจ็ดปีเสียมากกว่า
พวกเธอทุกคนไม่ใช่ผู้เล่นจากที่เดาแล้วก็น่าจะเป็ผู้ที่อาศัยอยู่ภายในปราสาทแห่งนี้มาก่อนหน้าหรือไม่ก็...พวกเธอทุกคนอาจเป็ผลลัพท์ที่จากการผสมกันมั่วๆ ของระบบก็ได้
พวกเธอแต่ละคนล้วนแต่ไม่ใช่มนุษย์อันที่จริงแล้วผู้คนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ภายในปราสาทแห่งนี้ก็ไม่ใช่มนุษย์แต่ทว่าก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่คนหนึ่ง
“มากันแล้วงั้นรึ? ต้องขอขอบคุณพวกเ้าทุกคนจริงๆ ที่สามารถสละเวลามาหาข้าได้”
มิเชลกล่าวไปตามมารยาททุกคนที่เดินเข้ามาต่างยืนตั้งแถวกันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยโดยเฉพาะอัศวินสาวยูเรียผู้ที่ดูจะยืนหลังตรงมากกว่าคนอื่นเป็พิเศษ
การที่ทุกคนต้องมายืนเรียงแถวกันแบบนี้ก็เป็เพราะตัวมิเชลเคยกล่าวเอาไว้ว่าเธอไม่ชอบให้ใครมาคุกเข่าให้ แม้ว่าหลายๆคนในที่นี้จะได้มีโอกาสเข้ามาภายในท้องพระโรงเป็ครั้งแรก ทว่าทุกคนต่างก็จึงจำใจต้องยืนอย่างมีมารยาทเพื่อทำความเคารพแทน
“อาห์~ท่านมิเชลของข้าไม่ว่าจะได้พบกันกี่ครั้งกี่ครา ท่านก็ยังคงงดงามอยู่เสมอไม่เสื่อมคลายเปรียบได้ดั่งความงดงามนิจนิรันดร์ที่ไม่มีเสื่อมสลาย~”
เอมิลได้กล่าวพูดขึ้นมาทันทีหลังจากที่มิเชลกล่าวจบคำพูดประจบประแจงแบบนี้ได้หลุดออกมาทุกครั้งที่ทั้งคู่ได้พบกันจนทำให้มิเชลเลิกที่จะสนใจไปนานแล้ว
แอนนาจ้องเขม็งไปยังเอมิลเชิงตำหนิเป็เพราะว่าเอมิลนั้นได้พูดแทรกขึ้นมาในจังหวะที่เธอกำลังจะกล่าวพูดกับมิเชลพอดีนั่นเอง
“ต้องขออภัยเป็อย่างยิ่งค่ะ ที่ดิฉันหาตัวแมรี่ไม่พบเธอไม่ได้อยู่ที่ห้อง ดิฉันเกรงว่าจะเสียเวลา จึงไม่ได้ทำการออกตามหา”
“ถ้าแมรี่หละก็ เธอนั้นน่าจะกำลังเล่นน้ำอยู่ที่ทะเลสาปหากท่านมิเชล้า ข้าผู้นี้จะเป็คนไปพาเธอมาพบท่านเอง!”
เป็ยูเรียผู้กล่าวขึ้น
“ไม่เป็ไรหรอก ยูเรีย หากแมรี่กำลังยุ่งอยู่ก็ไม่สมควรที่จะไปดึงตัวเธอมาจากสิ่งที่เธอกำลังกระทำแต่ข้าก็ขอบใจสำหรับการอาสาของเ้ามาก”
“ข้าผู้นี้เต็มใจทำเพื่อท่านเสมอ ต่อให้ท่านสั่งข้าให้ไปบุกน้ำลุยไฟข้าก็ยอม!”
ยูเรียกล่าวออกมาพร้อมทั้งยืดอกผายสมเป็อัศวินถุงมือเหล็กข้างขวาประกบหน้าอกก่อให้เกิดเสียงโลหะดังแก๊ง แม้จะไม่เห็นใบหน้าทว่าก็สามารถรับรู้ได้ถึงระดับความจริงจังสุดขั่วมาจากน้ำเสียงและท่าทาง
(...ไม่หละ ฉันไม่ได้จะสั่งให้เธอไปบุกน้ำลุยไฟหรอกนะ) มิเชลคิด
ทุกคนที่อยู่ภายในปราสาทแห่งนี้ต่างยอมรับนับถือมิเชลให้เป็นายเหนือหัวทว่ามิเชลก็ไม่อาจตอบรับความเชื่อใจของพวกเธอทุกคนได้อันเนื่องมาจากความหวาดกลัวภายในส่วนลึกของจิตใจ
“เอาหละ ที่ข้าเรียกพวกเ้าทุกคนให้มารวมตัวกันที่นี่ก็เพื่อที่จะประกาศเื่สำคัญบางอย่าง”
มิเชลกวาดสายตามองไปยังทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าทุกคนยืนเงียบและดูตั้งใจฟังกันเป็อย่างดี
“ข้าจะเดินทางออกไปสำรวจโลกภายนอกในเร็วๆ นี้”
ช็อค
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนต่างก็ส่งเสียงร้องโพลงออกมาด้วยความใไม่เว้นแม้แต่ฟราเชสก้าที่อยู่ใกล้ๆ ตัวมิเชล
“ท่านมิเชลอย่าทิ้งหนูไป!”
ฟรานเชสก้าได้โผเข้ากอดมิเชลทั้งน้ำตาในเวลานี้ตัวเธอไม่สนใจเื่มารยาทอีกต่อไปขอเพียงแค่เธอรั้งมิเชลไว้ให้อยู่กับเธอได้แต่ถ้าทำไม่ได้...เธอก็อยากที่จะกอดมิเชลเอาไว้แบบนี้ตลอดไป และไม่มีทางปล่อยมือ
“ใจเย็นก่อน ฟรานเชสก้า อย่าร้องไห้ ใจเย็นลงก่อนข้าไม่ได้จะทิ้งเ้าไปไหน”
“จะ จริงหยอ คะ?”
มิเชลรีบกล่าวปลอบใจฟรานเชสก้าในทันทีแอนนาที่รู้งานก็ได้ส่งผ้าเช็ดหน้าขาวสะอาดลอยไปให้มิเชลเช็ดน้ำตาของฟรานเชสก้า
“เป็เวลากว่าเจ็ดปีแล้ว ที่ข้าได้ถูกส่งตัวมายังสถานที่แห่งนี้ที่ข้ายังไม่ได้ไปไหน ก็เป็เพราะตัวข้านั้นยังเป็ห่วงเ้าที่ยังคงเด็กอยู่แต่ในเมื่อเ้านั้นเติบโตขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว ข้าก็วางใจเ้ามีคุณสมบัติพอที่จะสืบทอด—”
“หนูไม่เอา! ถ้าท่านมิเชลจะทิ้งหนูไปเพราะหนูโตขึ้น หนูขอเป็เด็กตลอดไปเลยดีกว่า!”
สิ้นเสียงะโ แสงสีทองก็ได้ห่อหุ้มร่างกายของฟรานเชสก้าไว้พักหนึ่ง ก่อนที่จะค่อยๆจางหายไป เอฟเฟคนี้น่าจะเป็ผลมาจากหนึ่งในสกิลที่ตัวฟรานเชสก้านั้นมีอยู่‘เอจล็อค’ สกิลพิเศษของแวมไพร์ที่จะช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของร่างกาย
มิเชลเบิกตาโพลงด้วยความใ
(ชิบหายล่ะ! นี่หนูทำอะไรลงไปกันเนี่ยล่ะเนี่ย!เอจล็อค...รึเปล่านะ? ถ้าทำแบบนั้นหน้าอกของหนูจะไม่โตนะรู้ไหม? อาห์...แบบนี้ความฝันที่จะได้เห็นลูกสาวแต่งงานมีครอบครัวก็คงจะจบสิ้นลงแล้ว...จะมีทางแก้ไขได้ไหมนะ?หรือว่าเราจะต้องออกตามหาเ้าบ่าวที่มีรสนิยมชอบเด็กกัน? แต่เื่พวกนั้นเอาไว้คิดทีหลังก่อนอื่นเราต้องรีบปลอบเธอซะก่อน)
“มันไม่ใช่แบบนั้น ฟรานเชสก้า ใจเย็นลงก่อนพวกเราที่อาศัยอยู่แต่ภายในปราสาทแห่งนี้ ก็เปรียบได้ดั่งกบที่อยู่ภายในกะลาไม่อาจรู้ได้เลยว่าโลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่ถึงเพียงไหนถึงแม้ว่าที่แห่งนี้จะมีบาเรียคอยปกป้องคุ้มครอง ทว่าก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าพวกเราจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ตลอดไป เพราะฉะนั้นแล้ว การออกไปสำรวจโลกภายนอกนั้นจึงเป็สิ่งจำเป็”
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าก็จะไปกับท่านด้วย!”
“เ้าก็รู้ดีนี่ ว่ามันเป็ไปไม่ได้น่ะ จริงไหม?”
ฟรานเชสก้านั้นรู้ดี แต่เธอก็ยังอยากที่จะไปด้วย ตัวเธอนั้นยังคงเด็กเกินไปอีกทั้งยังมีเื่ที่ต้องเรียนรู้อยู่อีกมาก
ปราสาทราตรีทมิฬนั้นเป็สถานที่อันแปลกประหลาดถูกล้อมรอบไปด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่ เหมืองแร่ที่ขุดลึกลงไปใต้ดิน เขตปศุสัตว์ เขตเกษตรกรรมย่านที่อยู่อาศัย และสิ่งปลูกสร้างยิบย่อยต่างๆ อีกมากมายจนทำให้สามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็เมืองขนาดย่อม
แต่ทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ล้วนแล้วแต่อยู่ภายในเขตแดนที่สุดขอบดินแดนนี้กลับไม่ใช่กำแพง แต่เป็บาเรียบาเรียที่คอยปิดกันทุกสิ่งจากภายนอก ทว่าผู้คนภายในเองก็ไม่อาจออกไปได้เช่นกันมีเพียงแค่มิเชลคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเดินทางออกไปนอกบาเรียนี้ได้
ตัวมิเชลยังคงจำ่เวลาเลินเล่อออกไปยังโลกภายนอกเป็ครั้งแรกได้ดีที่ข้างนอกนั่นมันเต็มไปด้วยมอนเตอร์อันตรายที่ดุร้ายในตอนนั้นตัวเธอเองเกือบที่จะเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็โชคดีที่รอดมาได้ ดังนั้นในครั้งที่สองที่ออกไป เธอจึงตั้งสติและไม่ประมาทเหมือนครั้งก่อนเตรียมตัวมาเป็อย่างดี เพื่อแก้แค้นสำหรับคราวที่แล้วที่เธอต้องวิ่งหนีหางจุกตูด
การสำรวจในครั้งนั้นเป็ไปได้ด้วยดีทว่าสุดท้ายแล้วมิเชลก็ไม่สำรวจต่อไปไกลกว่านั้นมันอาจเป็เพราะตัวเธอยังคงรู้สึกเป็ห่วงฟรานเชสก้าที่ยังคงเป็ทารกหรืออาจเพราะสัญชาตญาณความเป็แม่— สัญชาตญาณความเป็พ่อที่ทำให้เธอยังไม่อยากจากไปไหน
แต่ตอนนี้ ลูกสาวของได้เธอเติบโตแข็งแรงพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้วนอกจากนี้ก็ยังคงมีแอนนาอยู่ เพียงเท่านี้ มิเชลก็หมดห่วง
“ข้าขอโทษนะ ฟรานเชสก้าแต่เื่นี้มันอาจจะกำหนดอนาคตของพวกเราทุกคนได้เลยทีเดียว ‘ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด’ข้าเองก็เคยสอนเ้าถึงเื่นี้อยู่บ่อยๆ ไม่ใช่รึ จริงไหม?”
มิเชลได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนยากที่จะเห็น แม้แต่แอนนาและอื่นที่ได้เห็นภาพนี้ต่างพากันยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาของตัวเองกันเสียยกใหญ่ เว้นก็แต่เพียงลูซี่เท่านั้นที่ปล่อยให้น้ำตาของเธอไหลรินอาบแก้ม ก่อนที่หันหน้ามองซ้ายมองขวาดูคนอื่นที่ต่างยกแขนขึ้นมาเอามือปาดน้ำตาตนเอง
แม้ว่าตัวลูซี่เองนั้นจะร้องไห้เหมือนกันทว่าเธอก็ได้แต่ปล่อยให้มันไหลไป ลูซี่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าคนรอบๆกายเธอจะพากันยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาได้พร้อมเพรียงกันถึงขนาดนี้ทั้งที่มันก็ไม่ได้อยู่ในแผนที่วางเอาไว้เลยแท้ๆ
สุดท้าย ลูซี่ก็ได้แต่ยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาตามคนหมู่มากไป
เวลาผ่านไป เมื่อได้ร้องไห้ออกมาจนพอใจ ในที่สุดฟรานเชสก้าก็ใจเย็นลงเธอนึกกลับไปถึงตอนที่มิเชลคอยพร่ำสอนสิ่งต่างๆ ให้กับเธออย่างอ่อนโยนราวกับเป็มารดาผู้ให้กำเนิด ฟราเชสก้าย้อนนึกกลับไปถึงคำสอนเ่าั้
ด้วยความฉลาดของฟรานเชสก้าตัวเธอรู้ดีว่าซักวันมิเชลจะเดินทางออกไปสำรวจโลกภายนอกแต่เธอก็นึกไม่ถึงว่าเวลานั้นจะมาถึงรวดเร็วขนาดนี้
ฟรานเสก้ามักจะทำตัวเป็เด็กและออดอ้อนเมื่ออยู่ต่อหน้ามิเชลเสมอเธออยากที่จะให้มิเชลลูบหัว อยากให้มิเชลชมเธอว่าน่ารักถ้าหากสามารที่จะอยู่แบบนั้นได้ตลอดไปได้ ต่อให้เธอต้องกลายเป็เด็กไปตลอดกาลเธอก็ยอม
“...ค่ะ หนูเข้าใจ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี ไม่ต้องเป็ห่วงไป แล้วข้าจะรีบกลับ ข้าไม่คิดที่จะปล่อยให้เ้าต้องรอนานนักหรอกนะ เอาอย่างนี้ดีไหม?เ้าสามารถที่จะติดต่อมาหาข้าได้เสมอเลยน้า”
“ค่ะ!”
ฟรานเชสก้าได้กล่าวออกมาทั้งรอยยิ้มโดยที่ยังคงมีน้ำตาปริ่มจากหางตาเล็กน้อย เมื่อเห็นดังนั้นมิเชลจึงได้ยิ้มตอบก่อนที่จะกลับมาทำสีหน้าเคร่งเครียดเช่นเดิม ่เวลาแห่งความดราม่าได้จบลงไปแล้วถึงเวลาที่จะกลับมาเคร่งเครียดเช่นเดิมเื่ต่อจากนี้นั้นเป็เื่ที่สำคัญเป็อย่างมาก
แต่ทว่า
“อะ เอ่อ...”
เมื่อมิเชลวกสายตากลับมาหน้าบัลลังก์เหล่าสหายเบื้องหน้าของเธอก็ได้หยุดร้องไห้และยืนตัวตรงกันหมดแล้วเหลือเพียงแค่ลูซี่คนเดียวเท่านั้นที่ยังคงบ่อน้ำตาแตกและยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาไม่ยอมหยุด
เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาของมิเชลที่จ้องมอง ลูซี่ก็ชะงังไปเล็กน้อยก่อนที่จะหันมองซ้ายมองขวา และพบว่าไม่มีใครร้องให้ปาดน้ำตากันให้เห็นแล้ว
การร้องไห้ของลูซี่นั้นไม่ใช่การเสแสร้งทว่าตัวเธอนั้นเป็คนที่ค่อนข้างจะอ่านสถานการณ์ไม่เป็ ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่พากันหยุดร้องไห้ั้แ่ตอนที่มิเชลเปลี่ยนมาทำสีหน้าจริงจังแล้วยังไงซะ ความเปราะปางก็เป็เสน่ห์อย่างนึงของลูซี่เช่นกันมิเชลจึงไม่คิดที่จะถือโทษโกรธเคืองอะไร
แอนน่าส่งผ้าเช็ดหน้าสีขาวใบใหม่ลอยไปหยุดตรงหน้าลูซี่เมดที่ดีจะต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และตัวแอนนาเองนั้นก็เป็เมดที่ดี
“ออบใจ แองนา...”
ลูซี่กล่าวขอบคุณออกมาอย่างไม่ชัดนัก ก่อนที่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ลอยอยู่เหนือพื้นขึ้นมาเช็ดมิเชลให้เวลากับลูซี่ซักพัก จนเมื่อเห็นว่าทุกคนนั้นพร้อมแล้ว เธอจึงได้กล่าวต่อ
“ข้าคิดที่จะพาพวกเ้าคนใดคนหนึ่ง ออกเดินทางไปด้วย—”
“ถ้าเช่นนั้นก็ให้เป็ดิฉันเถอะค่ะท่านมิเชลดิฉันจะเป็ผู้ที่คอยดูแลเื่ความปลอดภัยของท่านเอง!”
“ไม่ได้หรอกนะ! แอนนาเบล ดอลี่เ้าเป็คนที่ข้าให้ความไว้วางใจมากที่สุด ข้าอยากให้เ้าคอยอยู่ดูแลปราสาทแห่งนี้ในขณะที่ข้าไม่อยู่”
แอนนาเงียบจ้องหน้ามิเชล ก่อนที่จะเอ่ยคำพูด และโค้งคำนับอย่างสุภาพ
“รับทราบแล้วค่ะ ต้องขอขอบพระคุณนายท่านเป็อย่างยิ่งที่มอบความไว้วางใจให้กับดิฉันถึงเพียงนี้”
สำหรับผู้ที่จะอยู่คุมสถานที่แห่งนี้ในขณะที่มิเชลไม่อยู่ไม่มีใครจะเหมาะสมไปว่าแอนนา ผู้ที่เป็เมดส่วนตัวของมิเชลอีกแล้วแอนนานั้นรู้ทุกเื่เกี่ยวกับมิเชลเป็อย่างดี เพราะคอยอยู่รับใช้มิเชลเสมอดังนั้น เธอก็น่าจะเป็ผู้ที่รู้ในสิ่งที่มิเชล้ากระทำมากที่สุดสำหรับฟรานเชสก้า ถึงแม้ว่าเธอจะถูกฝึกมาให้ขึ้นเป็ผู้นำคนถัดไปทว่าตัวเธอนั้นก็ยังคงเด็กเกินไปอยู่ดี
“เอาหละ แล้ว...พวกเ้าคนไหนกัน ที่จะเป็ผู้ออกไปท่องโลกภายนอกกับข้า?”
การออกไปยังโลกภายนอกคนเดียวนับเป็เื่อันตราย เื่นี้มิเชลรู้ดีแต่ภารกิจครั้งนี้สำคัญขนาดที่ว่าอาจจะกำหนดทิศทางการดำเนินชีวิตของพวกเธอทุกคนได้เลยมิเชลคิดว่าอย่าน้อย ถ้าพาใครซักคนออกไปด้วย ก็น่าจะพอมีคนช่วยเหลือเวลามีปัญหาหรือให้คำปรึกษาเวลาเจอทางตัน
แม้มิเชลจะเป็เพียงผู้เดียวที่สามารถเดินทางออกนอกบาเรียได้แต่ทว่าเธอก็ยังสามารถนำเอาไอเทมออกไปได้ พูดให้ถูกก็คือ หากทำให้กลายเป็ไอเทมซะก็สามารถนำออกไปได้แล้ว
ความคิดนี้เคยเข้ามาอยู่ในหัวของมิเชลในสมัยอดีตและเมื่อได้ทำการทดลองดู ผลปรากฏว่าสามารถทำได้จริงส่วนผู้ที่ดึงดันขอกลายเป็เหยื่อการทดลองในครั้งนั้นก็คืออัศวินชุดเกราะ...ยูเรีย เดอ กลาดิเอต
มิเชลนำไอเทมผนึกซึ่งเป็ตู้กระจกขนาดใหญ่จากห้องสมบัติมาใช้จากนั้นเธอก็ได้ทำการผนึกยูเรียเอาไว้ภายใน แต่เนื่องจากตู้กระจกนั้นมีน้ำหนักมากบวกกับน้ำหนักของชุดเกราะยูเรียเข้าไปอีกจึงทำให้กว่าที่มิเชลจะสามารถขนย้ายตู้ออกไปได้สำเร็จก็เล่นทำเอาเสียเวลาไปซะนานเลยทีเดียวตู้กระจกนั้นมันเหมือนกับเป็ของที่เอาไว้ใช้ตั้งโชวของผนึกเสียมากกว่าไม่ใช่ของที่จะเอามาแบกไปมาแบบนั้น
หลังจากที่ออกมาได้แล้ว ยูเรียก็ได้โชวความฟิตโดยการขออาสาไปสำรวจพื้นที่รอบๆว่ามีสัตว์ร้ายซ่อนตัวอยู่ไหม แต่ทว่ายูเรียกลับหายตัวไปนานเมื่อมิเชลเดินออกตามหา ก็พบว่ายูเรียได้ลงไปนอนกองเป็ผักอยู่บนพื้นหญ้าเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ยูเรียบอกว่าตัวเธอนั้นรู้สึกไม่มีค่อยมีแรงพลังิญญาในโลกภายนอกมันมีน้อยจนเกินไป Living Armor อย่างเธอไม่อาจอยู่รอดในโลกภายนอกได้ที่มีสภาพแบบนั้นได้นานส่วนนึงคงเป็เพราะในสมัยนั้น ยูเรียยังคงมีเลเวลน้อยเกินไปถ้าหากมีเลเวลมากกว่านี้ ตัวเธอก็น่าจะคงสภาพได้นานขึ้น
กว่าที่มิเชลจะแบกยูเรียกลับเข้าตู้และพากลับเข้าบาเรียได้ก็เล่นทำเอาเสียเวลาไปอีกนาน
สิ่งที่มิเชลค้นพบในโลกภายนอกไม่ใช่แค่เื่พลังวิญาณน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเื่ของการใช้เวทมนต์ในโลกภายที่จะให้ผลสัพท์ด้อยกว่าเดิมกินมานามากขึ้น นับว่าเป็ปัญหาใหญ่เลยทีเดียวแต่ทว่าก็ยังโชคดีที่ผลของไอเทมต่างๆ นั้นยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ
กลับมาที่ปัจจุบันยูเรียนั้นรู้ซึ้งถึงสิ่งที่ตนได้ก่อเอาไว้ในวันนั้นดีเธอรู้สึกอับอายเป็อย่างมาก และยังคงไม่ยอมให้อภัยตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ถ้าหากในวันนั้นเธอไม่ได้เสนอตัว...ถ้าหากวันนั้นมิเชลเลือกคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ...อย่างเช่นเอมิลที่ตัวเบากว่าเธอมากเื่ราวมันก็คงจะไม่มาลงเอยแบบนั้น อีกหลาย ถ้าหาก ได้เขามาอยู่ภายในหัวของเธอทำให้เธอรู้สึกผิด
ยูเรียหันหน้ามองซ้ายขวาเพื่อดูว่ามีใครอาสาที่จะรับงานนี้ไหมแต่ทว่าคนอื่นๆ ก็เป็เหมือนเธอทุกคนต่างพากันมองซ้ายมองขวาหาคนที่เหมาะสมกับงานนี้
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับยูเรียในครั้งอดีตไม่มีใครเลยที่อยากจะไปนอนเป็ผักให้มิเชลแบกแบบนั้นมันคงจะทำให้พวกเธอรู้สึกแย่มากเป็แน่
และแล้ว ยูเรียก็ได้นึกบางอย่างออกเธอจะต้องทำคุณไถ่โทษในครั้งนั้นให้จงได้
“ข้าผู้นี้คิดว่าควรที่จะให้ลูซี่เป็ผู้ออกเดินทางไปกับท่านนะขอรับ”
“อะ เอ๋! ทำไมถึงเป็ข้าหละ?”
ลูซี่ที่ถูกเอ่ยชื่อขึ้นมากระทันหันนั้นสะดุ้งใในทันทีเธอสะดุ้งโหยงราวกับลูกแมวน้อยที่โดนแกล้ง ก่อนที่ใบหน้าของเธอจะแปรเปลี่ยนไป
“[ยัยโง่! เป็เพราะการคงอยู่ของพวกเราไม่จำเป็ต้องใช้พลังิญญายังไงหละพวกเราทั้งคู่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ต้องสาปที่ต้องใช้พลังิญญาในการคงสภาพร่างกายไว้]อ๊ะ!งี้เองหรอกหรอ”
ผู้ที่กล่าวอธิบายออกมานั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็อีกบุคลิกนึงของลูซี่ลูเซียนั่นเอง ลูเซียได้กล่าวอธิบายออกมาก่อนที่จะกลับไปเป็ลูซี่อีกครั้ง
การที่ได้มาเห็นภาพแบบนี้ต่อหน้าต่อตาก็ทำให้มิเชลรู้สึกทึ่งเล็กน้อย
(ลูเซียกับลูซี่ งั้นสินะ? ไม่ว่าจะได้เห็นกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ทำให้รู้สึกทึ่งได้ตลอดเลย แต่ว่านะ...)
“คงจะเป็ลูซี่ไม่ได้หรอกนะ”
“เอ๋?”
ลูซี่เบิกตาโพลงด้วยความใ ก่อนที่เม้มปากและมีน้ำตาปริ่มออกมาจากหางตาถึงกระนั้นเธอก็ยังคงพยายามที่จะกลั้นน้ำตาไว้สุดชีวิต เป็น้ำตาแห่งการถูกปฏิเสธโดยผู้เป็นายเมื่อเห็นดังนั้น มิเชลจึงรู้ตัวว่าไม่ควรที่จะเว้น่เอาไว้นานเธอรู้สึกเหมือนกับกำลังแกล้งลูซี่อยู่ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ตั่งใจก็ตาม
มิเชลรีบอธิบายเหตุผลออกมาในทันที
“มะ ไม่ใช่ว่าลูซี่ไม่ดีหรอกนะ แต่ความสวยของเธอมันดึงดูดสายตาจนเกินไป!และที่สำคัญแม้ว่าเธอกำลังแปลงร่างมนุษย์อยู่ทว่าเธอก็ไม่อาจซ่อนเขาของซัคคิวบัสนั่นได้อยู่ดี นั่นแหละที่เป็ปัญหาใหญ่!”
มิเชลกล่าวโดยที่มีเหงื่อผุดอยู่บนใบหน้าเล็กน้อยแผ่นหลังของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อมิเชลไม่้าที่จะทำให้เหล่าผู้นับถือเธอเป็นายต้องรู้สึกเศร้าใจหรือผิดหวังเพราะตัวเธอ ทว่า ผลตอบรับกลับไม่เป็ไปอย่างที่มิเชลคาดแม้ว่าลูซี่จะหยุดร้องไห้แล้ว แต่เธอกลับก้มหน้าเงียบแทน ดูราวกับเป็คนโกรธเงียบที่จะไม่พูดไม่จาเวลารู้สึกโกรธมิเชลจึงพยายมที่จะกล่าวถามอีกครั้ง
“อะ เอ่อ ลูซี่—”
พรึบ
“อ้ากกก! ท่านมิเชล[ชมว่าข้าสวย] [ท่านมิเชล]ชมว่าข้าสวยท่านมิเชล[ชมว่าข้าสวย] [ท่านมิเชล]ชมว่าข้าสวยท่านมิเชล[ชมว่าข้าสวย] [ท่านมิเชล]ชมว่าข้าสวยท่านมิเชล[ชมว่าข้าสวย] [ท่านมิเชล]ชมว่าข้าสวยท่านมิเชล[ชมว่าข้าสวย] [ท่านมิเชล]ชมว่าข้าสวยท่านมิเชล[ชมว่าข้าสวย] [ท่านมิเชล]ชมว่าข้าสวยท่านมิเชล[ชมว่าข้าสวย]”
“เอ่อ ลูซี่? ลูเซีย? หรือว่าทั้งคู่กันนะ...”
เห็นเช่นนั้นแล้วมิเชลก็พอโล่งอก ดูเหมือนว่ากลยุทธ์‘ชมเพื่อให้หยุดร้องไห้’จะได้ผลทว่าก็ดูเหมือนจะได้ผลเกินคาดไปหน่อย เพราะอยู่ๆ ลูซี่/ลูเซียก็ได้เปลี่ยนไปเป็ร่างซักคิวบัสโดยที่มีปีกและหางงอกเพิ่มมา นอกจากนี้ชุดของเธอยังแปรเปลี่ยนไปกลายเป็ชุดสุดเซ็กซี่ที่เปิดเผยเนื้อหนังแทน
ลูซี่/ลูเซียลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่ได้ขยับปีกราวกับว่าแค่การมีอยู่ของปีกนั้นก็ทำให้ร่างกายของเธอไร้ซึ่งแรงโน้มถ่วงไอพลังงานความร้อนจำนวนมากได้แผ่ออกมาจากร่างกายของเธอไม่หยุดจนทำให้เกิดกระแสลมร้อนอันแ่เบากระจายตัวไปทั่วห้อง
ในตอนนี้มิเชลเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ไม่ว่าจะเรียกยังไงลูซี่/ลูเซียก็ไม่ตอบรับราวกับพวกเธอทั้งสอง(ลูซี่/ลูเซีย)ได้กลายเป็คนไร้สติที่ทำได้เพียงแค่ท่องประโยคเดิมๆซ้ำไปวนมา
เมื่อแอนนาเห็นดังนั้น เธอจึงได้ยื่นมือเข้ามาสอด
“ใจเย็นลงหน่อยสิ... Lusizia Orbzuquiorz!”
ปัง
ร่างกายของลูซิเซียถูกกระแทกลงไปกองกับพื้นด้วยความรุนแรงใบหน้าแนบพื้น ลูซิเซียรู้สึกราวกับว่ากำลังถูกแรงโน้มถ่วงของโลกกดทับเอาไว้จนกระทั่งเวลาผ่านไปซักพัก ในที่สุดดวงตาของเธอก็แปรเปลี่ยนไปจากรูปหัวใจกลับมาเป็ดวงตาปกติสีม่วงใสดังเดิม
“โอ้ย โอ้ย โอ้ย! แอนนา [ข้าเจ็บนะ!] ปล่อยได้แล้ววววข้ากลับมาแล้วววว”
“หึ!”
แม้ลูซิเซียจะได้สติแต่ทว่าแอนนาก็ยังคงปล่อยให้ใบหน้าของเธอจูบพื้นไปซักพักก่อนที่จะยอมปล่อยให้เป็อิสระ ลูซิเซียที่ได้รับอิสระแล้วจึงได้ลุกขึ้นมาจัดผมอันยุ่งเหยิงของตนแต่เนื่องจากที่พื้นนั้นไม่มีฝุ่น เธอจึงไม่จำเป็ที่จะต้องปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริง
ร่างกายของลูซิเซียได้กลับไปเป็ร่างมนุษย์มีเขาดังเดิมเสื้อผ้าของเธอเองก็ได้เปลี่ยนไปจากชุดหนังสุดเซ็กซี่กลับไปเป็ชุดผ้ายืดรัดรูปแล้วเช่นกัน
“ต้องขอประทานโทษจริงๆ ค่ะ ที่ดิฉันนั้นความคุมตัวเองไม่ได้ [ต้องขอประทานโทษด้วยจริงๆค่ะ!]”
“อะ อ่า ไม่เป็ไร ข้าให้อภัย”
ลูซิเซียได้ก้มหัวขอโทษมิเชลสองครั้ง ครั้งหนึ่งของลูซี่ส่วนอีกครั้งเป็ของลูเซีย นี่มันไม่ใช่ภาพที่จะสามารถเห็นกันได้ง่ายๆ เลยทีเดียว
แต่ทว่า สิ่งที่มิเชลกำลังจดจ่ออยู่นั้นกลับไม่ใช่คำขอโทษของพวกเธอทั้งสอง
(กางเกงเธอ เปียก...งั้นหรอ?เพราะก่อนหน้านี้ยังเป็ชุดหนังรัดรูปก็เลยมองไม่เห็นแต่พอเปลี่ยนกลับมาเป็ชุดผ้ายืดสีดำก็เลยทำให้พอจะมองเห็นได้ลางๆถ้าคิดในแง่ดีหน่อยก็คงจะเป็เธอฉี่แตกเนื่องจากโดนแอนนาใช้พลังจิตกระแทกเข้าใส่สุดแรงแต่ถ้าจะให้ลองคิดในอีกแง่หนึ่งดู...)
“............”
สุดท้ายมิเชลก็ตัดสินใจที่จะไม่สนใจและปล่อยผ่านมันไปเธอไม่ควรที่จะยกเื่นี้ขึ้นมากล่าวเพราะมันอาจจะทำให้ลูซี่ร้องไห้ออกมาอีกครั้งตัวเธอนั้นไม่อยากที่จะกลั่นแกล้งลูซี่ซักเท่าไร แม้ว่ามันอาจจะสนุกก็ตาม
มิเชลไอกระแอมหนึ่งครั้งเพื่อเบี่ยงเบน ก่อนที่จะนำการสนทนากลับเข้าสู่เป้าหมายหลัก
“อะ แฮ่ม พวกเราชักจะนอกเื่กันมากเกินไปหน่อยแล้ว เอาหละกลับมาสู่หัวข้อหลักกันดีกว่าพวกเ้าคนใดกันที่จะเป็ผู้ออกไปท่องโลกภายนอกกับข้า?”
สิ้นคำกล่าวของมิเชล บรรยากาศโดยรอบนั้นเคร่งเครียดขึ้นโดยฉับพลันราวกับคำพูดนั้นเป็คำสั่งปะา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังคงผ่อนคลายกันอยู่เลยแท้ๆ
(เอ๋? อะไรกันเนี่ย ทั้งที่เมื่อกี้ยังผ่อนคลายกันอยู่เลยแท้ๆกลับไปเครียดกันอีกแล้วหรอ?จะว่าไปแล้ว...มันเป็เื่ที่ต้องเครียดกันถึงขนาดนั้นเลยจริงดิ?ทั้งๆที่เลเวลอัพกันจนได้สกิล ‘หมุนเวียนพลังิญญาในอากาศ’กันหมดทุกคนแล้วแท้ๆแบบนั้นก็น่าจะทำให้สามารถอยู่ในโลกภายนอกได้โดยไม่ต้องนอนเป็ผักแล้วไม่ใช่รึยังไง?หรือทุกคนจะยังคงฝังใจกับเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วของยูเรียกันนะ?แบบนี้เราคงจะต้องพูด—)
“ขอประทานโทษที่ข้าน้อยพูดขัดขึ้นมานะเ้าค่ะ แต่ข้าน้อยผู้ต้อยต่ำนี้มีความคิดเห็นบางอย่างที่อยากจะให้ท่านมิเชลได้ลองพิจารณาดู ถ้าเป็ไปได้ข้าน้อยก็อยากที่จะให้ท่านมิเชลลองฟังความคิดเห็นของข้าผู้นี้ดูเสียหน่อย ได้ไหมเ้าค่ะ~”
เสียงนั้นได้ดึงดูดความสนใจของมิเชลในทันที