“พระเจ้า! นั่นมันนายน้อยของพวกเรานี่!”
เหล่าทหารของกองทัพประจิมส่งเสียงฮือฮาไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนทางฝั่งกองทัพอาณาจักรมังกรสีชาดเมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่ว่าจะทหารทั่วไปหรือระดับผู้นำก็ต่างดวงตาเบิกกว้างแทบถล่น ในใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัว เนื่องจากพวกมันรู้ตัวแล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้ตกเป็นรองอีกฝ่าย
“องค์หญิง พวกเราควรทำเช่นไร?” แม่ทัพต้วนอี้ที่อดีตเคยหยิ่งผยองเอ่ยถามผู้เป็นนายเสียงเบา
“อึก! ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายมาก พวกเราทำอะไรไม่ได้!” องค์หญิงแห่งสงครามเต็มไปด้วยความกดดันจนแทบอยากจะบ้าตาย ในใจไม่คาดคิดเลยว่านายน้อยของอีกฝ่ายจะเข้ามาแฝงตัวในกองทัพของนางอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ แถมเขายังมีอาจารย์เป็นผู้ฝึกตนปริศนาที่สามารถสังหารจักรพรรดิขั้น 9 ได้ภายในหนึ่งกระบวนท่า ไม่สิ! คงต้องพูดว่าเพียงแค่ชี้นิ้วก็สามารถสังหารจักรพรรดิขั้น 9 ได้ถึงจะถูก
“ตูม!”
ในขณะที่ทุกคนกำลังอึ้ง ประตูโบราณก็ลอยลงมาถึงพื้นดินทั้งยังแผ่แรงกดดันออกมาจนทหารทั่วไปต้องทรุดกายคุกเข่าให้กับมัน
“อั่ก! นี่มันพลังอะไรกัน!!” เหล่าทหารที่อยู่ใกล้ประตูมากที่สุดถึงกับกระอักเลือดคำใหญ่ ทั้งสองกองทัพจึงเลือกที่จะค่อยๆถอยร่นออกไปเล็กน้อยอย่างยากลำบาก
จะมีก็เพียงระดับผู้นำที่ยังคงยืนแข็งค้างอยู่บนท้องฟ้า สายตาจับจ้องไปยังสองศิษย์อาจารย์ที่บัดนี้กำลังสนทนากันอยู่บนนกกระเรียนโดยไม่สนใจผู้ใด
“เจ้าหนู ในระหว่างที่อาจารย์ไม่อยู่ การฝึกฝนเป็นอย่างไรบ้าง?” ยื่นสุราให้หนึ่งจอก หลี่ไป่เอ่ยถาม
เย่หยุนซีรับจอกสุรานั้น “ราบรื่นดีขอรับ ตอนนี้ข้าอยู่ระดับปฐพีขั้น 5 ส่วนทักษะกระบี่อยู่ในขั้นปราณ”
“โอ่ว รวดเร็วกว่าที่อาจารย์คิดเอาไว้มาก” หลี่ไป่ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย ทว่ากลับไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นอะไรมากมาย เพราะเขาเชื่อมั่นในพรสวรรค์ฟ้าประทานของศิษย์รักมาตั้งแต่แรก
“แหะๆ ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชมเชย........แต่เรื่องส่วนตัวเอาไว้ทีหลังก่อนได้หรือเปล่าขอรับ” เย่หยุนซีกล่าวพลางเบนสายตาลงไปมองประตูโบราณด้านล่าง
“ฮ่าๆเจ้าคงอยากรู้เรื่องสุสานเซียนงั้นสินะ?” หลี่ไป่หัวเราะถาม
“สุสานเซียนงั้นหรือขอรับ?” เย่หยุนซีพูดย้ำ พร้อมทั้งหันมองผู้เป็นอาจารย์อย่างไม่วางตา เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาอยากจะรู้เรื่องนี้จริงๆ
หลี่ไป่ยกยิ้ม “ใช่! ประตูหินโบราณที่ร่วงหล่นลงไปนั้นมีนามว่า ประตูเซียนบรรพกาลระดับต่ำ หน้าที่ของมันคือการเชื่อมต่อกับสุสานของบรรดาเซียนปฐพีที่ตายตกจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ในอดีต”
“โอ้ แบบนี้มันก็ต้องมีสมบัติมากเลยเลยน่ะสิ!” เด็กหนุ่มอุทานเสียงดัง
ผู้เป็นอาจารย์พลันพยักหน้า “แน่นอน เพราะมันคือสถานที่แสวงหาโชควาสนา แต่ทว่าก็มีอันตรายอยู่มากเหมือนกัน เนื่องจากประตูเซียนบรรพกาลระดับต่ำมิได้มีแค่ประตูนี้ประตูเดียว”
“ดังนั้น! เมื่อเข้าไปก็จะมีโอกาสได้พบเจอกับผู้คนจากดินแดนอื่นมากหน้าหลายตา การแข่งขัน แย่งชิง และเข่นฆ่า จึงเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไป ทั้งยังมีอันตรายจากกับดัก ค่ายกล และการทดสอบของวิญญาณเซียนคนนั้นๆ”
“ช่างน่าตื่นเต้นจัง!” ยิ่งได้สดับฟัง หัวใจของเย่หยุนซียิ่งเต้นถี่กระชั้น ดวงตาเป็นประกาย เพราะนี่คือก้าวแรกในการเปิดโลกทัศน์
“อาจารย์ เมื่อไรประตูนี้จะเปิดขอรับ?” เด็กหนุ่มถาม
“ไม่ต้องใจร้อน ประตูนี้มีช่วงเวลาเปิดปิดของมัน เจ้าเห็นเสาหินเรืองแสงที่ด้านหน้าของมันไหม หากแสงเต็มเสาเมื่อไรประตูก็จะเปิดเมื่อนั้น และหากเข้าไปด้านในสุสานแล้ว เจ้ามีเวลา 100 วันในการแสวงหาโชควาสนา ซึ่งถ้าหากเจ้ากลับมาไม่ทันก็จะต้องติดอยู่ในนั้นเป็นเวลา 100 ปีก่อนที่ประตูจะเปิดอีกครา” หลี่ไป่อธิบายอย่างละเอียดยิบโดยไม่คิดปิดบัง
ผู้เป็นลูกศิษย์เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เบนสายตาไปมองเสาหินเรืองแสงที่ว่า “เห้อ แสงช่างขยับช้ายิ่งนัก กว่าประตูจะเปิดคงกินเวลาหลายเดือนแน่”
“เอาน่าๆ เวลาแค่ไม่กี่เดือน ไม่ต้องใจร้อนไป.........แต่ว่าก็ว่าเถอะ เจ้าไม่คิดจะขอร้องข้าให้จัดการคนพวกนั้นงั้นรึ” หลี่ไป่เบนสายตาไปทางกองทัพของอาณาจักรมังกรสีชาด
ก่อนจะปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาลกดทับจนเหล่าทหารนับแสนรวมถึงเหล่าผู้นำลงไปนอนกองกับพื้นในเวลาต่อมา แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีดประดุจพบเจอกับเทพเจ้าแห่งความตายก็ไม่ปาน
องค์หญิงแห่งสงครามที่พึ่งร่วมหล่นสู่พื้นกัดฟันกรอด รีบชันกายลุกขึ้นนั่งคุกเข่า “อึก! ท่านผู้อาวุโสโปรดเมตตา ข้าน้อยยินยอมถอนกำลังไม่เข้าแย่งชิงผลประโยชน์กับจักรวรรดิเมฆคราม”
หลี่ไป่เหลือบสายตามองโฉมสะคราญ “เสียใจด้วยเด็กน้อย ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของศิษย์ข้า”
เมื่อได้สดับวาจา เหยียนลี่หันขวับไปหาเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหล่าที่นั่งข้าง ๆ หลี่ไป่ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายยิ่ง
“คุณชาย ข้ายินยอมถอยทัพแล้ว ได้โปรดปล่อยพวกเราไปเถอะนะเจ้าคะ” นางตัดสินใจกล่าวอ้อนวอนพร้อมทั้งก้มหน้าด้วยความอับอาย เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่นางต้องขอร้องบุรุษที่อายุน้อยกว่าเกือบ 30 ปี
“หึหึ! องค์หญิง ท่านคิดจริงๆหรือว่า ข้าจะปล่อยพวกท่านที่เป็นศัตรูไปง่ายๆ” เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะลุกขึ้นขี่กระบี่ไปอยู่ข้างๆเย่เทียนที่บัดนี้กำลังตื่นตระหนกเพราะเหตุการณ์เบื้องหน้า
“แล้วท่านต้องการอะไรล่ะ?” ได้ยินคำปฏิเสธ เหยียนลี่จึงตั้งคำถามสวนกลับ ทว่าเด็กหนุ่มมิได้ตอบในทันที แต่เลือกที่จะหันไปหาเย่เทียนแล้วเอ่ยถาม
“ท่านปู่ ได้โอกาสแล้วขอรับ อาณาจักรเมฆครามต้องการอะไรท่านสามารถพูดได้เลย เพราะอีกฝ่ายไม่มีทางปฏิเสธเรา”
สิ้นสุดคำกล่าว! เย่เทียนพลันได้สติขึ้นมา “หลานชายข้า เมื่อครู่ยัยหนูนั่นส่งสารไปบอกบิดาของนางแล้ว ดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นต้องเจรจาตอนนี้”
ผู้เป็นหลานเมื่อได้ยินก็พลันพยักหน้า “เสียใจด้วยองค์หญิง ข้าตัดสินใจที่จะยังไม่เจรจา”
ได้ยินคำพูดนี้ องค์หญิงถึงกับใบหน้าซีดเผือด ในใจรู้สึกโกรธเคืองระคนอับอาย
“ท่านอาจารย์ ได้โปรดกักขังพวกเขาเอาไว้ก่อนได้หรือไม่ขอรับ”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” พูดจบ! เซียนกระบี่เมามายก็พลันดึงเมล็ดอะไรสักอย่างออกมาจากแหวนมิติ ก่อนที่จะโยนมันลงไปเบื้องล่างพร้อมทั้งถ่ายพลังปราณจำนวนมหาศาลใส่เข้าไป ส่งผลให้จากเมล็ดพันธุ์เล็กๆกลายเป็นเถาวัลย์ยักษ์จำนวนมากพุ่งเข้าไปโอบล้อมทหารนับแสนและเหล่าผู้นำของอีกฝั่ง ลักษณะของมันดูคล้ายคลึงกับกรงไม้สีดำที่ดูแข็งแรงทนทานเป็นอย่างยิ่ง
“มันคือเคลืออเวจีทมิฬ” เย่หยุนซีที่มีความรู้เกี่ยวกับพืชพรรณสมุนไพรกล่าวออกมา