“ไม่เอาน่า ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการหลอมโอสถเพลิงพิโรธให้กับคนที่เจ้าให้รับปากเอาไว้หรอกหรือ?วัตถุดิบการหลอมที่เหลือก็มีคนนำมาให้เจ้าจนครบแล้วนี่ที่เจ้ายังรั้งรออยู่ก็เพราะพิษมักจะกำเริบในตอนที่เจ้าหลอมมันสินะ การที่ข้าจะถอนพิษให้เจ้าไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีหรอกหรือ?”
“...!” เหลียงจือเบิกตากว้าง ตื่นตะลึงเป็นที่สุดนางรู้ได้อย่างไรว่ามีคนนำวัตถุดิบของโอสถเพลิงพิโรธสำหรับสองชุดมาให้เขาจริงๆแต่เขาลอบออกไปเอามันนอกสำนักโดยไม่บอกใคร มีเพียงผู้เฝ้าประตูสำนักเท่านั้นที่รู้แล้วนางรู้ได้อย่างไรกัน?
ถึงอย่างไรที่นางพูดก็เป็นเรื่องจริงพอจะหลอมทีไรพิษก็กำเริบทุกที ต้องหลอมให้มีความบริสุทธิ์มากกว่าแปดส่วนในสภาพนั้นนับว่าลำบากเอาการ
“ว่าอย่างไรเล่า? เจ้ามีแต่ได้กับได้เลยนะ”ซูเจินพูด ใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยเสมือนว่าเป็นนางเองที่เสียเปรียบ
เสียเปรียบกับผี!
หลอมโอสถจำนวนมากมันกินพลังและมันก็เหนื่อยมากๆเลยด้วยเมื่อกี้นางบอกว่าหลอมให้นางกับคนของนางใช่หรือไม่? เขาต้องหลอมเท่าไหร่กันเล่า!
เหลียงจือได้แต่หลั่งน้ำตาสำหรับผู้ปรุงโอสถที่ไม่สามารถหลอมโอสถได้อย่างที่ใจหวังเพราะพิษถือเป็นความอัปยศและเป็นจุดอ่อนให้กับผู้อื่นเล่นงานได้เขาเองก็อยากจะถอนพิษในกายออกไปให้เร็วที่สุด แต่จนถึงตอนนี้นอกจากสหายแล้วเขายังไม่บอกใครแม้แต่อาจารย์ที่รับเขาเป็นศิษย์สายใน
“ได้ๆ ข้ายอมแล้ว จะให้ข้าหลอมเท่าไหร่ก็ได้ข้าจะหลอมจนกว่าจะตายไปเลย!” เหลียงจือกัดฟันพูด “แต่ข้ามีข้อแม้นะ”
“ว่ามาสิ”
“พอข้าหลอมโอสถเพลิงพิโรธที่จะให้คนผู้นั้นแล้ว เจ้าช่วยให้คนนำมันไปให้เขาที”เหลียงจือบอก เขาไม่อยากไปเจอคนผู้นั้นอีกจนตอนนี้เขายังจำสายตาและบรรยากาศเย็นชาในวันนั้นได้อยู่เลยเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากจะไปเจอเขา!
“อืม ก็ได้นะ แล้วจะให้เอาไปให้ที่ไหน?”
“บอกตามตรงว่าข้าก็จำไม่ได้ น่าแปลกมากข้าจำทางที่ไปได้ตลอดแต่กลับจำทางไปยังสถานที่แห่งนั้นไม่ได้ส่วนเรื่องจะไปอย่างไรข้าก็ไม่แน่ใจ แต่เขาให้ข้าเก็บของสิ่งนี้เอาไว้ย้ำกับข้าหลายรอบว่าต้องเก็บติดตัวไว้อย่าให้ห่าง ไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร?”เหลียงจือหยิบแท่งไม้ขนาดเท่าฝ่ามือออกมาให้สตรีตรงหน้าดู ที่จริงมีของอีกสิ่งที่พวกเขามอบไว้ให้ทว่ามันเป็นของตอบแทนที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้อง เขาเลยไม่ได้เอาออกมาให้นางดู
ซูเจินรับเอาแท่งไม้มาดู นางพลิกไปมาอยู่หลายรอบหากนางคิดไม่ผิดมันน่าจะเป็นของที่ใช้ระบุตำแหน่ง และเป็นของที่มีแต่ผู้ใช้เวทมิติเท่านั้นที่จะทำขึ้นมาได้ซูเจินร้องโอ้ขึ้นอย่างตื่นเต้น
ก่อนหน้านี้นางได้ให้คนของนางไปสืบดูเรื่องอุปกรณ์มิติที่พวกนางซื้อจากร้านในเมืองหลวงของหนานเจียง มันมีมากเกินไปแต่เดิมอุปกรณ์มิติเป็นของหายากเพราะผู้ใช้เวทมิติมีน้อย ทว่าในวันนั้นนางและคนของนางสามารถซื้อได้เป็นสิบชิ้นในร้านร้านเดียวดูอย่างไรก็น่าสงสัย
เมื่อสืบไปก็ได้ความว่าก่อนหน้านี้มีอุปกรณ์มิติออกมาเรื่อยๆตอนแรกผู้คนต่างแตกตื่นและซื้อเก็บไว้ในราคาแพงแม้ตอนนี้จะมีราคาที่ถูกลงมาหน่อยแต่ก็ยังคงมีให้หาซื้อได้ แน่นอนว่าการปรากฏตัวของผู้ใช้เวทมิติทำให้ขั้วอำนาจต่างๆเสาะแสวงหาตัวจนแทบจะพลิกแผ่นดิน
นั่นเป็นเรื่องก่อนที่นางจะฟื้นขึ้นมาเสียอีกจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววของผู้ใช้เวทมิติสักคน
“ของสิ่งนี้เป็นพวกเขามอบให้เจ้าจริงๆหรือ?”
“จริงสิ แล้วตกลงมันคืออะไร?”เหลียงจือถามเมื่อเห็นท่าทางว่าอีกฝ่ายจะรู้
“มันคือของที่ใช้ระบุที่อยู่ของเจ้าตั้งแต่ที่เจ้าได้มันมาพวกเขาก็คงเฝ้าจับตาดูเจ้าโดยไม่คลาดสายตาเสียแล้วหากเจ้าตัดสินใจที่จะไม่หลอมโอสถชีวิตเจ้าคงตกอยู่ในอันตรายแล้ว” ซูเจินบอกเขา นางไม่รู้ว่าคนผู้นั้นคือใครแต่เขาต้องไม่ใช่ธรรมดา
เหลียงจือกลายเป็นพูดไม่ออก พลันนึกถึงสายตาของคนคนนั้นแล้วขนลุกซู่หาก...หากเขาไม่ยอมหลอมโอสถถอนพิษตามที่ได้รับปากไว้ มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา?
เหลียงจือรู้สึกขอบคุณในความซื่อสัตย์ของตัวเองก็วันนี้หากไม่เช่นนั้นชีวิตน้อยๆของเขาต้องเป็นอันจบสิ้นแล้วแน่ๆ
“ยะ...อย่างที่บอก หากเจ้าอยากให้ข้าหลอมโอสถเจ้าต้องให้คนเอาโอสถเพลิงพิโรธไปให้เขาอย่างไรข้าก็ไม่ไปแน่” เหลียงจือพูดแล้วส่ายหัวอยู่หลายครั้งอย่างหวาดระแวง
ซูเจินมองเขาแล้วยิ้มขำ “ได้ๆ เจ้าไม่ต้องไปข้าจะให้จือเหลียงเอาไปให้เขาแทนเองเขาต้องการเพียงโอสถถอนพิษไม่ว่าผู้ใดจะเป็นคนเอาไปให้ก็คงเหมือนกัน ส่วนของสิ่งนี้ข้าคงต้องขอให้จือเหลียงเก็บเอาไว้มันคงเป็นของที่จะให้คนของคนผู้นั้นมาพาคนที่จะนำโอสถไป”
“เอาไปเลยว่าแต่ทำไมเขาต้องทำเรื่องให้ยุ่งยากด้วย ให้คนมาเอาโอสถไปเลยสิ” เหลียงจือบ่น
“เจ้าช่างไม่รู้อะไร หากเป็นข้าก็ต้องนำคนไปด้วยอยู่แล้วหากโอสถมันไม่ได้ผลหรือว่าทำให้แย่ลง จะได้มีคนรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อระบายโทสะได้”ซูเจินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
เหลียงจือมองสหายตาค้าง นางพูดเรื่องน่ากลัวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นนั้นได้อย่างไร?เขากลัวจะตายอยู่แล้ว!
เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อผ่านสามวันไปแล้วจือเหลียงก็โผล่หน้ามาให้เห็นในที่สุดนางคาดคั้นถามอย่างไรก็ไม่ยอมบอกว่าหายไปไหนมานางไม่อยากจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขาจือเหลียงนับว่าเป็นคนที่นางสนิทและไว้ใจมากที่สุดเรื่องเล็กน้อยพวกนั้นนางก็ไม่อยากจะไปทำให้เขาไม่สบายใจ สุดท้ายนางจึงปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป
ซูเจินพร้อมทั้งจือเหลียงและเหลียงจือเดินทางออกจากสำนักมายังเมืองหลวงแคว้นโจวอีกครั้งทั้งสามคนมาหยุดลงยังประตูบานใหญ่ที่งดงามมาก ทหารหน้าประตูจ้องมองพวกนางเขม็งหรี่ตามองอย่างระมัดระวังตัว
ซูเจินเดินไปยังพวกเขา หยิบแผ่นป้ายแผ่นหนึ่งยื่นให้พวกเขาดูทหารทั้งสี่นายที่ประจำอยู่คุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง ซูเจินชะงักก่อนจะกระแอมไอ
“ข้ามาขอเข้าเฝ้าชินอ๋อง รบกวนพวกท่านเข้าไปแจ้งด้านในหน่อยจะได้หรือไม่เจ้าคะ?”ซูเจินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทั้งยังให้เกียรติแม้พวกเขาจะเป็นเพียงทหารเฝ้ายาม
“ได้ขอรับ ขอท่านรอสักครู่”น้ำเสียงของทหารนายนั้นฟังดูนอบน้อมเป็นที่สุดจากนั้นก็หมุนตัวเข้าไปด้านในอย่างเร่งรีบ
ซูเจินยืนรอเงียบๆ ในขณะที่เหลียงจือเอาแต่มองสำรวจนู่นนี่แม้ดูจะเสียมารยาทไปบ้างแต่ทหารอีกสามคนก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่กล้าสร้างความขุ่นเคืองใจให้สตรีที่ยืนอยู่
ทหารผู้นั้นสาวเท้าอย่างรีบร้อนแผ่นป้ายที่นางนำมายื่นเป็นป้ายประจำตัวของชินอ๋องไม่ผิดแน่ที่จริงนางมีสิทธิ์เข้ามาได้เลยทว่าอย่างไรก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
เป็นเพราะเขารีบร้อนเกินไป จึงชนเข้ากับหนึ่งในองครักษ์ของชินอ๋องตรงหัวมุมอย่างแรง
“โอ๊ย! เจ้ารีบอะไรของเจ้า!”จีขุยตวาดกร้าว
“ขออภัยขอรับท่านองครักษ์ ที่หน้าจวนมีสตรีนางหนึ่งกับบุรุษอีกสองคนนำป้ายประจำตัวของชินอ๋องมายื่นเพื่อขอเข้าเฝ้าขอรับข้ากำลังจะไปแจ้ง” นายทหารรีบเอ่ยขออภัยทันที
จีขุยเบิกตากว้าง“เจ้าบอกว่ามีคนนำป้ายประจำตัวของชินอ๋องมาใช่หรือไม่?”
“ขะ...ขอรับ”
“แล้วนางอยู่ที่ไหน? เหตุใดเจ้าไม่เชิญนางเข้ามา”จีขุยพูดขึ้นเสียงดัง ท่านอ๋องมอบป้ายประจำตัวให้คนผู้เดียวจะต้องเป็นสตรีนางนั้นที่ท่านอ๋องไปมองหาอยู่หลายวันแน่ ไม่ได้การแล้ว...
“เจ้ารีบเข้าไปแจ้งพวกนางอยู่ที่หน้าประตูใช่หรือไม่?”
“ขอรับ”
จีขุยรีบรุดไปทันทีอย่างไรก็ต้องปฏิบัติกับนางอย่างดี ไม่อย่างนั้นท่านอ๋องต้องคาดโทษพวกเราแน่
“พวกเจ้าทำอะไร รีบเปิดทาง!”จีขุยมาถึงก็รีบสั่งให้ทหารเปิดทางทันที ส่วนตนก็รีบมาคำนับให้แก่สตรีที่ยืนอยู่ทันที“ขออภัยที่เสียมารยาท เชิญคุณหนูเข้ามาด้านในขอรับ”
ซูเจินกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะคำนับตอบอีกฝ่าย “ไม่เลยเจ้าค่ะเป็นข้าที่มารบกวน”