ถังโยวเมื่อกลับถึงบ้านก็ถูกถังเหลาเหย่เชิญให้ไปที่ห้องโถง
ถังเหลาเหย่ออกอาการตื่นเต้นอย่างมาก เดินวนไปมารอบถังโยวพร้อมกล่าววาจาวกวน “โยวเอ๋อร์ เขากลับมาแล้ว ๆ...ไอ้หยา ต้องรีบตัดชุดให้เจ้าสองสามชุด ดูผ้าพวกนี้สิซักจนหดแล้ว ยังมี ยังมีเครื่องประดับศีรษะอีก ต้องทำสองคู่ ไม่ ๆ ๆ สองคู่จะพอได้อย่างไร นี่มันเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่ในชีวิตเลย!”
หวาอี๋เหนียง ของถังเหลาเหย่ยืนอยู่ด้านข้าง บีบผ้าเช็ดหน้ากล่าวยิ้ม ๆ “ดูความปลื้มใจนี้ของนายท่าน ช่างนำคุณหนูวางไว้บนหัวใจเสียจริงเชียว”
ถังโยวกลอกตาใส่หวาอี๋เหนียง แสดงอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการเห็นนาง หันหน้ามองไปทางถังเหลาเหย่ถามว่า “ท่านพ่อ มีเรื่องใดทำให้ท่านดีใจได้ถึงเพียงนี้?”
ถังเหลาเหย่คุกเข่าลงด้านข้าง กล่าวอย่างตื่นเต้น “เจ้ายังจำท่านพี่ชิงหร่านของเจ้าได้หรือไม่?”
ถังโยวคุกเข่าลงด้านข้างเช่นกัน หากแต่เพราะรู้สึกไม่สบาย จึงตะเกียกตะกายลุกขึ้น หาเก้าอี้นั่ง ส่ายหัวกล่าว “ท่านพี่ชิงหร่านไหน?”
แววตาถังเหลาเหย่ทอดยาว คล้ายกำลังหวนรำลึก “เจ้าในตอนนั้นเพิ่งเกิดได้ไม่นาน ตระกูลของเราอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ข้างบ้านมีตระกูลหนึ่งย้ายเข้ามาแซ่ฮัว ตระกูลฮัวนั่นแค่มองก็รู้ว่าต่างจากพวกเรา ไม่เพียงร่ำรวยใจกว้าง ลักษณะท่าทางล้วนดีเลิศ ตระกูลฮัวมีบุตรชายหนึ่งคน ปีนั้นเพิ่งอายุ 6 ขวบก็รู้จักตัวอักษรมากมายแล้ว ข้าได้ยินคนอื่นกล่าว เด็กนั่นฉลาดหลักแหลมมาก เป็นดาวจื่อเวยซิงบนฟ้าลงมาโลกมนุษย์ อนาคตต้องไม่ธรรมดา”
“เพลานั้น ภรรยาของท่านฮัวเพิ่งให้กำเนิดเด็กสาวตัวน้อย แต่กลับไม่มีน้ำนม กว่าจะหาแม่นมมาได้ไม่ง่าย สาวตัวน้อยนั่นกลับเป็นพวกช่างเลือก ไม่ยอมกิน หิวจนร้องงอแงตลอด”
“แม่เจ้าเป็นคนมีเมตตา ให้ข้าไปอุ้มสาวตัวน้อยนั่นมาดื่มนมด้วยกัน”
“ตระกูลนั้นกับตระกูลเรามีวาสนาต่อกัน สาวตัวน้อยนั่นดื่มนมแม่เจ้าเข้าจริง ๆ”
“แม่เจ้า ป้อนนมข้างหนึ่งให้เจ้า ป้อนนมอีกข้างให้สาวตัวน้อยนั่น”
“พี่ชายของสาวตัวน้อยมักจะอุ้มสาวตัวน้อยมาบ้านเราบ่อย ๆ ไป ๆ มา ๆ เช่นนี้ สองตระกูลก็สนิทสนมกัน ครานั้น แม้ว่าแม่เจ้าไม่กล่าวแต่ข้ามองออก แม่เจ้าชอบพี่ชายน้อยของตระกูลฮัวมาก”
“ชื่อของพี่ชายน้อยไพเราะยิ่ง จนถึงวันนี้ข้ายังจำได้ เขาชื่อฮัวชิงหร่าน”
กล่าวมาถึงตอนนี้ ถังเหลาเหย่ถอนหายใจเบา ๆ เฮือกหนึ่ง ถังโยวรีบไล่ถามต่อ “ท่านพ่อ เหตุใดถอนหายใจ? หลังจากนั้นล่ะ?”
ถังเหลาเหย่กล่าวต่อ “หลังจากนั้นหรือ ตระกูลฮัวก็ย้ายออกไป ไปอย่างรีบร้อนมาก ข้าดูท่าทางเหมือนในตระกูลมีปัญหา เมื่อตอนที่พวกเขาไปก็แอบให้ตระกูลเราสิบตำลึงเงิน ตระกูลของเราเดิมหว่านเมล็ดลงดินขาจมโคลน เคยเห็นเงินพวกนั้นเสียที่ไหน? โชคดีที่แม่เจ้ารู้จักวางแผน ให้ข้าเอาเงินพวกนั้นเข้าไปในเมืองเช่าร้านแห่งหนึ่ง ขายเส้นขายข้าว ไป ๆ มา ๆ ความเป็นอยู่ของครอบครัวเราถึงนับว่าผ่านมาได้ด้วยดี”
“หากวันนี้ความเป็นอยู่ดีแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณตระกูลฮัว”
“เฮ้อ...หากตระกูลของพวกเขาสามารถอยู่ต่อสักระยะหนึ่ง ไม่แน่การแต่งงานของพวกเจ้าก็สามารถหมั้นหมายไว้แล้ว แม่เจ้าจากไปเร็ว ยังมิทันได้เห็นเจ้าสวมชุดเจ้าสาว...” ครั้นเสียงจุกอยู่ในลำคอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย “โยวเอ๋อร์ วันนี้ข้ายุ่งกับงานอยู่ด้านหลังร้าน ได้ยินมีคนมาถามซื้อข้าวที่ดีที่สุดก็รู้ว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ รีบเปิดม่านดู เจ้าทายสิว่าเป็นอย่างไร?”
ถังโยวเบะปากกล่าว “เห็นคนรู้จักแล้วละสิ”
ถังเหลาเหย่พยักหน้าติด ๆ กัน “ใช่ ๆ เห็นคนรู้จักพอดี! เจ้าว่าบังเอิญหรือไม่ คนรู้จักนี่ก็คือคนลากรถตระกูลฮัว ปีนั้นที่ตระกูลฮัวอาศัยอยู่ข้างบ้านเรา เขาคือเสี่ยวฟู่จึที่ขับรถม้าให้ท่านฮัว! เจ้าคนนี้ ไม่เจอหลายปี ท่าทางผอมแห้งนั่นไม่เปลี่ยนไปเลย พ่ออย่างข้าเพียงมองก็รู้สึกคุ้นเคย กล่าวคุยสองสามคำก็มั่นใจ นี่ไม่ใช่เสี่ยวฟู่จึหรอกหรือ!”
“เสี่ยวฟู่จึบอก ตระกูลเจ้านายของเขากำลังท่องเที่ยวไปทั่ว บังเอิญปักหลักที่เขตลิ้วเหอ รอเขากลับไปรายงานเจ้านายค่อยมาหาพวกเรา” กล่าวถึงตรงนี้ ถังเหลาเหย่ยิ้มอิ่มอกอิ่มใจ “นอกจากนี้ ข้ายังได้ยินมาว่า ฮิ ๆ...ฮัวชิงหร่านนั่นยังมิได้หมั้นหมาย”
ถังโยวกล่าวด้วยความสงสัย “ลูกสาวมาวันนี้ก็ 18 แล้ว ฮัวชิงหร่านแก่กว่าข้า 6 ปี เขาก็อายุ 24 ปีแล้วมิใช่หรือ? 24 ปีแล้วยังมิได้หมั้นหมาย มิใช่ว่ามีสิ่งผิดปกติหรอกหรือ?”
ถังเหลาเหย่กล่าวอย่างโกรธเคือง “คนดี ๆ เช่นนั้นจะผิดปกติได้อย่างไร?! พูดจาพล่อย ๆ ไร้สาระจริงเชียว!”
ถังโยวหดคอ หันศีรษะแล้วกล่าว “เป็นท่านกล่าวว่าตระกูลของเขาเกิดเรื่องถึงได้รีบร้อนย้ายออกไป ใครจะรู้ว่ามิใช่เพราะเขาติดโรคประหลาด?”
ถังเหลาเหย่พอสำลักก็หายโมโห กล่าวพึมพำ “ในเมื่อสามารถท่องเที่ยวไปทั่ว ก็หมายความว่าหายจากโรคแล้ว” เขายักคิ้ว ฉีกยิ้ม “ไม่แน่ โรคนี้ก็เพื่อรอให้ลูกข้าเติบโต! พวกคนรู้หนังสือล้วนชอบกล่าวพรหมลิขิตหรือมิใช่? ตามที่ข้าดู หมายความเช่นนี้แหละ” ปากทำเสียงจิ๊จ๊ะ กล่าวอย่างมั่นใจ “อืม ไม่ผิดแน่!”
ถังโยวหันศีรษะมองบิดาแล้วส่ายหน้า พยักหน้าครุ่นคิด กล่าวอย่างจริงจัง “ท่านพ่อ ท่านกล่าวถูก ไม่แน่ว่าเป็นบุญวาสนาของลูกสาวมาถึงแล้ว” ค่อย ๆ ขยับลุกยืนจากเก้าอี้ โบกกำปั้นกลม ๆ ร้องว่า “เข้ามานี่ รีบเชิญช่างตัดเสื้อที่ดีที่สุดมาตัดชุดใหม่ให้ข้า!”
ถังเหลาเหย่ยิ้ม กล่าวอย่างปลื้มใจ “ไม่รีบ ๆ กินข้าวก่อนค่อยว่ากัน”
ถังโยวรีบออกจากห้องโถง “ไม่กินแล้ว! ข้าไปที่ร้านเลือกผ้าตัดชุดเลยดีกว่า มือเท้าต้องรวดเร็วกว่าหญิงสาวพวกนั้น”
ถังเหลาเหย่ขมวดคิ้วกล่าว “จะไม่กินได้อย่างไร?!”
หวาอี๋เหนียงขยับเข้าไปเบื้องหน้า โอบไหล่ถังเหลาเหย่ กล่าวเสียงหวาน “ท่านพี่ ตัวข้าก็ไม่ได้ตัดชุดใหม่นานมากแล้ว”
ถังเหลาเหย่ทำเสียงฮึ กล่าวอย่างไม่พอใจ “ผ้ายังดีอยู่เช่นนี้ มิได้ทำให้เอวที่เหมือนกับถังน้ำของเจ้าสิ้นเปลืองไปเสียหน่อย!”
หวาอี๋เหนียงก้มหน้ามองเอวของตนเองที่ยังคงเล็กบาง แล้วมองเอวของถังเหลาเหย่ที่เหมือนโถข้าว หลังจากนั้นหันไปมองเงาด้านหลังที่เหมือนหมีของถังโยว เพียงรู้สึกว่าเหมือนมีลมจุกอยู่ในอก อดทนครู่ใหญ่แล้วจึงสามารถฝืนฉีกยิ้มกล่าว “ท่านพี่ ท่านไม่รักไม่ทะนุถนอมข้าน้อย ก็สงสารท่านคุณหนูรองสักนิด คุณหนูรองป่วยมาสองวันแล้ว อดทนไม่รบกวนท่านพี่มาตลอด หากตัดชุดใหม่ให้นางสักสองชุด แน่นอนว่านางต้องปลื้มใจจนลืมความเจ็บป่วย”
ถังเหลาเหย่ขมวดคิ้วกล่าว “มิใช่ว่าเจ้าให้หมอมาดูนางแล้วหรือ?! เหตุใดจึงยังไม่ดีขึ้น?”
หวาอี๋เหนียงร้องไห้กล่าว “มิใช่ว่ากำปั้นของคุณหนูใหญ่รุนแรงเกินไป ครานี้ทุบลงบนอก”
ถังเหลาเหย่ตะคอก “หุบปาก!”
หวาอี๋เหนียงพอตะกุกตะกักก็รีบพยักหน้ากล่าว “ค่ะ ๆ ๆ ข้าหุบปาก”
ถังเหลาเหย่หันไปจ้องหวาอี๋เหนียงคราหนึ่ง กล่าวอย่างโกรธเคือง “ไม่มีอะไรเจ้าก็อย่ามาหาเรื่อง โยวเอ๋อร์ดื้อไม่เชื่อฟัง นั่นก็เป็นลูกสาวเมียที่ถูกต้องของเราตระกูลถัง! ลูกสาวเมียหลวงเข้าใจไหม? นั่นคือผู้สืบสายเลือดตระกูลของข้า เจ้าไม่มีปัญญาให้กำเนิดบุตรชายแก่ข้า ก็อย่ามาคอยอิจฉา ไม่น่าดูชมสักนิด”
หวาอี๋เหนียงไม่มีแม้คำกล่าว ทำเสียงเล็กเสียงน้อยเยินยอสารพัด ทำให้ถังเหลาเหย่คลายความโกรธ ทั้งยังประคองถังเหลาเหย่กินข้าวจนเสร็จ จึงหันกลับไปที่หลังบ้านหาถังเฉียน นั่นถึงเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ที่ออกมาจากท้องของหวาอี๋เหนียง
ท้องเอ๋ยท้อง เจ้าก็ไม่สู้แล้ว!
หากหวาอี๋เหนียงสามารถให้กำเนิดบุตรชายอ้วนสมบูรณ์ ตระกูลถังนี้จะมีตำแหน่งสำหรับ “ปีศาจหมี” นั่นได้ที่ไหน?! จะอนุญาตให้นางกระโดดไปกระโดดมาไม่หยุดเลยได้ที่ไหน?! ช่างน่าโมโห!
หวาอี๋เหนียงมองบุตรสาวที่นอนบนเตียง น้ำตานี้ก็หยดติ๋ง ๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ นางกล่าว “ลูกข้า เจ้าลำบากแล้ว บ้านนี้ไม่มีที่ปลอดภัยของเราสองอีกต่อไป แม่เจ้าช่างไร้ประโยชน์ ทำร้ายให้เจ้าไม่มีหน้ามีตา”
ถังเฉียนสั่งสาวใช้ในห้องให้ออกไป กวักมือเรียกหวาอี๋เหนียงมานั่งข้างเตียง ปลอบอย่างอ่อนโยน “ท่านแม่ อย่าร้อง ข้านี้มิใช่ว่าอยู่ดีหรอกหรือ? ท่านทะเลาะกับคุณหนูใหญ่อีกแล้ว? ข้าเคยกล่าวกับท่านแล้วมิใช่หรือ เรื่องคราวก่อนเป็นข้าที่ไม่ถูก กลัวว่าคุณหนูใหญ่คงเข้าใจผิดว่าข้าหัวเราะเยาะว่านางอ้วน ถึงลงมือกับข้า ท่านแม่อย่าร้องอีกเลย หากตาเจ็บขึ้นมาจะทำเช่นไร?”
หวาอี๋เหนียงใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตา พยักหน้ากล่าว “ใช่ แม่ไม่ร้องแล้ว แม่ยังต้องลืมตาดู ‘ปีศาจหมี’ นั่นให้ดี ๆ ว่าจะสามารถกระโดดโลดเต้นได้ถึงกี่ยามกัน?! รอนางออกเรือนไป บ้านนี้ก็เป็นของพวกเราแล้ว!”
ถังเฉียนขมวดคิ้วเล็ก ๆ ถอนหายใจกล่าว “ท่านแม่ ท่านกล่าวเรื่อยเปื่อยอีกแล้ว บ้านนี้เดิมก็เป็นของพวกเรา แม้ท่านพ่อจะชอบคุณหนูใหญ่มากกว่า แต่ก็ปฏิบัติกับพวกเราไม่เลวเช่นกัน”
หวาอี๋เหนียงสูดหายใจ กล่าวยิ้ม ๆ “เอาละ ๆ แม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนมีเมตตา”
ถังเฉียนยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าที่เดิมขาวซีด บนแก้มปรากฏสีชมพูอ่อนเหมือนดอกไม้ที่ชวนให้คนสงสารซึ่งกำลังแย้มบานอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งเป็นที่ต้องตาต้องใจ
ใบหน้าของถังเฉียนสืบทอดความงดงามมาจากหวาอี๋เหนียง เพียงเพราะคลอดก่อนครบกำหนด ร่างกายจึงบอบบาง แต่กลับเป็นการเพิ่มความงดงามอันเปราะบางให้กับนาง
หวาอี๋เหนียงเดิมเป็นผู้มีลักษณะโดดเด่น มิเช่นนั้นคงไม่สามารถทำให้ถังเหลาเหย่ที่หลังจากภรรยาเสียชีวิตก็เกิดอารมณ์ที่เหมือนกันขึ้นมาอีก ความรู้สึกของถังเหลาเหย่ที่มีต่อภรรยาสามารถเห็นได้จากพฤติกรรมที่เขาปฏิบัติต่อถังโยวไม่มีผิดเพี้ยน
ถังเฉียนมีคิ้วสองข้างโค้งเหมือนใบหลิว แววตาเขินอายที่จะกล่าว จมูกเล็ก แต่มีเนื้อกับริมฝีปากอ่อนนุ่มสีชมพูอ่อน ไรผมกระจัดกระจายของนาง ทั้งร่างค่อย ๆ เอนพิงลงบนเตียง ช่างเหมือนกับภาพดอกไห่ถางที่ดึงดูดผู้คน
หวาอี๋เหนียงโบกพัดให้ถังเฉียน ยิ้มกล่าวเสียงเบาว่า “รอ ‘ปีศาจหมี’ นั่นออกเรือนไป คุณหนูรองก็สามารถหาบ้านสามีดี ๆ ได้แล้ว”
ใบหน้างามของถังเฉียนแดงขึ้น นางก้มศีรษะเล็กน้อย กล่าวอย่างเขินอาย “ท่านแม่ ไม่ต้องกล่าวแล้ว” นางเงยหน้า ชำเลืองมองหวาอี๋เหนียงอย่างรวดเร็ว กล่าวตักเตือน “ท่านแม่อย่าเรียกคุณหนูใหญ่เช่นนั้นอีก ระวังใครจะได้ยินเข้า”
หวาอี๋เหนียงถุยน้ำลาย “ดูซิว่าใครกล้ากล่าวไร้สาระ!” หลังจากภรรยาของถังเหลาเหย่ป่วยตาย ถังเหลาเหย่กลับไม่แต่งงานใหม่ ยอมรับหวาอี๋เหนียงเข้ามาเป็นภรรยาน้อยแค่คนเดียว ตระกูลนี้ แม้จะมีกันเพียงไม่กี่คน แต่หลังบ้านเป็นหวาอี๋เหนียงที่จัดการดูแลมาตลอด ไม่มีใครกล้าแตะต้องเรื่องให้นางไม่สุขใจ ก็มีแต่พวกที่ไม่มีตา คิดเข้าหา “ปีศาจหมี” ไม่ฟังคำสั่งนาง นางก็จะหาเหตุผลส่งตัวออกไปขาย ใครจะยังกล้ายืนหยัดเป็นศัตรูกับนางได้อีก?! ฮึ!
ถังเฉียนดึงตัวหวาอี๋เหนียงเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้เบาเสียง กล่าวในใจว่า ‘คนเช่นท่านแม่ก็มิได้เลวร้าย เพียงแค่ปากไม่มีหูรูด คำบางคำหากคุณหนูใหญ่ได้ยินเข้าจะเป็นเรื่องวุ่นวาย ทุกวันในบ้านเสียงดังเอะอะ นางเองได้ยินใจก็รำคาญ’
สายตาหวาอี๋เหนียงมองถังเฉียนด้วยความรัก ยื่นมือลูบผมยาวที่นุ่มลื่นของนาง ยิ้มหวาน ๆ เล่าว่า “ข้าได้ยินนายท่านกล่าว มีท่านชายรูปงามมากกำลังท่องเที่ยวไปทั่ว คนผู้นี้ บังเอิญเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของตระกูลเรา ท่านชายผู้นี้ยังไม่มีคู่ครอง เป็นคนดีคนหนึ่ง นายท่านเจตนาให้ ‘ปีศาจหมี’ ไปเกี่ยวดองสักหน่อย ตามที่แม่ดู นางไปก็ไปเสียเปล่า เป็นได้เพียงหินรองเหยียบเท่านั้น อีกประเดี๋ยว แม่ให้คนมาตัดชุดดี ๆ ให้เจ้าสักสองชุด ถึงเวลาพวกเราก็แค่ขยับไปใกล้ ๆ สตรี ไม่ว่าเวลาใดล้วนต้องพึ่งตนเอง ตามรูปร่างหน้าตาของเฉียนเอ๋อร์บ้านเรา คนในเขตลิ้วเหอไม่มีผู้ใดเหมาะสมสักคน หากท่านชายนั่นถูกใจเฉียนเอ๋อร์ของเรา ไม่แน่พรุ่งนี้ต้อนรับแม่สื่อมาสู่ขอ ได้เป็นภรรยาถูกต้อง ไม่ต้องเหมือนกับแม่เช่นนี้ กล้ำกลืนฝืนทนอยู่เป็นรองผู้อื่น”
ถังเฉียนยื่นมือไปกอดหวาอี๋เหนียง เรียกอย่างอ่อนโยนว่า “ท่านแม่...” แกว่งเบา ๆ สองสามที กล่าวอย่างออดอ้อน “ในสายตาท่านแม่ เฉียนเอ๋อร์ย่อมเป็นคนดี แต่อาจไม่เข้าสายตาผู้อื่น ท่านแม่ ท่านอย่าได้ทุกข์ใจเรื่องเฉียนเอ๋อร์เลย จะอย่างไรท่านพ่อก็เป็นคนตัดสินใจ”
หวาอี๋เหนียงตบแผ่นหลังของถังเฉียน กัดฟันกล่าว “เฉียนเอ๋อร์วางใจ แม่ต้องดิ้นรนให้เจ้ามีอนาคตที่ดี!”
Ebook เล่ม 1 ออกแล้วนะคะ ฝากทุกท่านติดตามด้วยค่ะอย่างน้อยคอมเมนต์ให้กำลังใจกันก็ยังดี ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

ลิงก์ Ebook (Meb): https://bit.ly/3RxC5ap
***ถึงจะมี Ebook แล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***