คนดูรอบๆมองไม่เห็นอะไรลึกซึ้งนัก รู้แค่ว่าพอไป๋ฉางเซิงทำลายอาวุธของโซเฟียได้ก็พากันชื่นชมยกใหญ่
ตรงกันข้ามถ้าไป๋ฉางเซิงเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำในการปะทะ หรือมีท่าทีจะแพ้ก็จะโดนก่นด่าและตั้งข้อสงสัยอย่างหนัก
มันเป็นอะไรที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมามาก
แต่พวกอาจารย์บนอัฒจันทร์ของผู้ทรงคุณวุฒิมองขาดกว่านั้นเยอะ
จากการต่อสู้เมื่อกี้เห็นได้ชัดว่าโซเฟียพึ่งพาแส้ทองคำอ่อนเส้นนั้นค่อนข้างมาก
นี่คือจุดอ่อนของผู้ฝึกยุทธ์พลังเลือดส่วนใหญ่พอไม่มีอาวุธที่เข้ามือ ก็ไม่สามารถระเบิดพลังโจมตีที่แท้จริงออกมาได้
ในจุดนี้การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยสงครามถือว่าทำได้ดีมาก
มีอาวุธเหรอ?ก็ใช้ให้คุ้ม ไม่มีอาวุธเหรอ? ร่างกายตัวเองนั่นแหละคืออาวุธเพราะงั้น ไม่ว่าจะมีอาวุธหรือไม่ พลังต่อสู้ของพวกเขาก็แทบจะไม่ถูกจำกัดเลย
แต่เห็นได้ชัดว่าโซเฟียไม่เคยผ่านการฝึกพิเศษแบบนั้นไม่อย่างนั้นเธอคงไม่สั่งทำอาวุธเฉพาะของตัวเองขึ้นมาหรอก
และตอนนี้พอแส้ทองคำอ่อนขาดไปครึ่งหนึ่ง ต่อให้โซเฟียจะมีค่าพลังเลือดสูงแค่ไหนก็ไม่สามารถแสดงฝีมือออกมาได้เต็มที่กลายเป็นว่าไป๋ฉางเซิงกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบซะงั้น
ใครบ้างจะไม่รู้ว่าสัตว์อสูรนั้นหนังเหนียวแค่ไหน?ยิ่งไปกว่านั้นพลังจิตของไป๋ฉางเซิงก็ยังอยู่ในระดับโหวแห่งยุทธ์อีก
คณบดีทั้งสามต่างแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่ก็ยังไม่กล้าวางใจซะทีเดียว
ยังไงซะคู่แข่งก็ไม่ได้อ่อนแอ การฉลองชัยก่อนจบการแข่งขันถ้าสุดท้ายผลออกมาไม่เป็นอย่างที่คิด นั่นแหละถึงจะเรียกว่าดีใจเก้อจนน้ำตาตก
หลังจากหลี่ฉางหมิงแพ้ไปไป๋ฉางเซิงก็กลายเป็นความหวังเดียวของสุ่ยมู่ ถ้าไป๋ฉางเซิงแพ้อีกคนถึงพวกเขาจะไม่โดนปลด แต่ก็หนีไม่พ้นเสียงวิจารณ์ในแง่ลบอยู่ดี
แต่เรื่องพวกนี้เป็นแค่ผลพลอยได้สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกๆ จริงๆ ก็คือผู้ชายที่นั่งห่างออกไปไม่กี่ก้าวคนนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่ตอนที่แส้ทองคำอ่อนของโซเฟียถูกทำลาย เขาก็แค่ปรายตามองเล็กน้อยก่อนจะกลับมาทำหน้านิ่งเหมือนเดิม
เหมือนแค่ตกใจนิดๆที่ไป๋ฉางเซิงสามารถต้อนโซเฟียมาถึงจุดนี้ได้
ส่วนความลนลานหรือตื่นตระหนกน่ะเหรอ?
ไม่มีเลยสักนิด!
ท่าทีที่ผิดปกติขนาดนี้มีหรือที่ทั้งสามคนจะไม่สังเกตเห็น?
มันแปลกๆนะ โซเฟียตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด ทำไมหมอนั่นถึงไม่เดือดร้อนอะไรเลย?หรือว่ายังซ่อนไม้ตายอะไรไว้อีก?
ค่าพลังเลือดเกือบสองหมื่นแถมยังมีปราการศักดิ์สิทธิ์ สเปกขนาดนี้ต่อให้ไปลงแข่งในกลุ่มนักศึกษาปีสองก็คงทะลุเข้ารอบลึกๆ ได้สบายๆ ถ้ายังมีไม้ตายซ่อนไว้อีก...
ถ้าอย่างนั้นก็จบเห่กันพอดี
ถึงจะรู้ว่าไม่น่าเป็นไปได้แต่พอเห็นท่าทางนิ่งเฉยของหมอนั่น ในใจของทั้งสามคนก็อดสงสัยไม่ได้
และในไม่ช้าพวกเขาก็ได้คำตอบ
โซเฟียบนลานประลองกำแส้ทองคำอ่อนที่เหลือแค่ท่อนสั้นๆในมือแน่น เหมือนจะเสียดายอาวุธที่พังไป พอเงยหน้ามองไป๋ฉางเซิงอีกครั้งแววตาก็เต็มไปด้วยความเย็นชา
ไป๋ฉางเซิงมองสายตาเย็นชาของโซเฟียจู่ๆ ใจก็สั่นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ความรู้สึกนี้ไม่ใช่แค่โกรธธรรมดา แต่มันเหมือนมีความอยากฆ่าแฝงอยู่ด้วย
เดี๋ยวนะก็แค่แส้เส้นเดียวเองไม่ใช่เหรอ? สู้กันแล้วอาวุธพังมันก็เรื่องปกติไหม?จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้เลยเหรอ?
ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าทำไมโซเฟียถึงทำหน้าแบบนั้นแต่ยังไงการต่อสู้ก็ต้องดำเนินต่อไป
เขาไม่ลังเลเลยพออาวุธของอีกฝ่ายพัง ไป๋ฉางเซิงก็เริ่มรวบรวมลูกไฟขึ้นมาใหม่ส่วนความอาฆาตในดวงตาของโซเฟียโผล่มาแค่แป๊บเดียวก็หายไปเธอกลับมามีท่าทีเยือกเย็นอีกครั้ง
เมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงเตรียมโจมตีโซเฟียก็เก็บแส้ทองคำอ่อนที่ขาดครึ่งท่อนเข้าแหวนมิติ กำหมัดแน่นกระทืบเท้าพุ่งทะยานเข้าหาไป๋ฉางเซิงทันที
หมัดพุ่งไปข้างหน้าร่างกายอาบไปด้วยแสงสีทอง ลูกไฟที่ไป๋ฉางเซิงอัดเข้ามาไม่สามารถสร้างความเสียหายจริงๆ ให้โซเฟียได้เลยเธอพุ่งทะลุเปลวไฟเข้ามาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
ระยะทางแค่สิบกว่าเมตรด้วยพลังเลือดของพวกเขา ถ้าจะพุ่งเข้ามาจริงๆ ก็ใช้เวลาแค่พริบตาเดียวเท่านั้น
เมื่อเจอหมัดที่พุ่งเข้ามาใกล้ขนาดนี้ครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงไม่ถอยแล้ว เขาสะบัดหางมังกรฟาดเข้าที่เอวของโซเฟียอย่างจัง
"ปัง!"
หมัดกับหางปะทะกันจนเกิดเสียงดังทึบ
ทั้งไป๋ฉางเซิงและโซเฟียต่างก็ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบอะไรกันมากนัก
ฝ่ายหนึ่งมีพละกำลังมหาศาลเกินพิกัดอีกฝ่ายหนึ่งมีการป้องกันที่เหนือชั้นระดับสัตว์ประหลาด
หลังจากสู้กันด้วยเวทมนตร์มาพักหนึ่งสุดท้ายก็ต้องกลับมาสู้ด้วยร่างกายเหมือนเดิม
สำหรับโซเฟียเธอได้ในสิ่งที่ต้องการที่สุด นั่นก็คือการเข้าประชิดตัวไป๋ฉางเซิงแล้วใช้พลังเลือดของตัวเองขยี้อีกฝ่ายให้แหลก
ส่วนไป๋ฉางเซิงถึงจะเสียเปรียบเรื่องการโจมตีระยะไกล แต่ถ้าสู้ระยะประชิด เขาก็พอรับไหวเหมือนกัน
ยิ่งตอนที่โซเฟียไม่มีอาวุธต้องใช้หมัดเปล่าๆ โจมตี ถึงพลังเลือดของเขาจะสู้ไม่ได้ แต่เขาก็อึดพอจะทนไหวนะ
ด้วยเกราะศิลาคุ้มกายระดับห้าบวกกับกระดูกเหล็กกล้าระดับสองแถมยังมีร่างกายและพลังป้องกันที่ได้จากสายเลือดมังกรอีกต่อให้โซเฟียมีพลังเลือดสูงกว่าเขาเยอะ แต่หมัดที่อัดเข้ามาก็แค่ทำให้เขารู้สึกเจ็บเท่านั้น ยังห่างไกลจากคำว่าแพ้ราบคาบเยอะ
"เพราะงั้น เธอจะเอาอะไรมาชนะฉัน!"
ไป๋ฉางเซิงรับมือกับการโจมตีของโซเฟียพลางรู้สึกว่ายัยเด็กนี่ถึงพลังเลือดจะสูงจนเกินจริงแต่ฝีมือการต่อสู้กลับจัดว่าห่วยแตก
อย่างน้อยถ้าเทียบกับเจ้าทึ่มจู้แล้ว ก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยล่ะ
อย่างเช่นหมัดนี้ถ้าเป็นเจ้าทึ่มจู้ คงเตะซ้ำตามมาอีกดอกแน่ๆ เพื่อกันไม่ให้ไป๋ฉางเซิงกล้าสวนกลับ
แต่โซเฟียไม่ทำแบบนั้นพออัดหมัดไปกันการโดนกัดของไป๋ฉางเซิงแล้ว ก็ไม่มีกระบวนท่าต่อเนื่องอะไรอีก
และแน่นอนว่าไป๋ฉางเซิงย่อมไม่เกรงใจหางมังกรสะบัดฟาดออกไปแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
โซเฟียใจหายวาบรีบยกแขนขึ้นบังด้านข้างทันที แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ หลังหางมังกรนั่นมีลูกไฟซ่อนอยู่และพุ่งสวนออกมา
"ตูม!"
ลูกไฟระเบิดออกทันทีและเพราะมันเหนือความคาดหมาย โซเฟียเลยไม่ทันได้เปิดใช้ปราการศักดิ์สิทธิ์โดนลูกไฟอัดจนลอยกระเด็นไปเลย
ร่างบางๆวาดเส้นโค้งกลางอากาศก่อนจะตกลงพื้น เธอพยายามจะลุกขึ้น แต่ช่วงท้องกลับอ่อนแรงโซเฟียถึงกับทรุดลงไปนั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง
พอก้มลงมองถึงได้เห็นว่าตรงท้องมีแผลขนาดเท่าปากชามเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ถึงจะไม่ลึกมาก แต่เลือดก็ไหลออกมาเรื่อยๆ
ตอนนี้โซเฟียไม่มีท่าทีเหนือกว่าเหมือนตอนแรกแล้วสภาพของเธอดูสะบักสะบอมสุดๆ
ตราชั่งแห่งชัยชนะดูเหมือนจะเอียงมาทางไป๋ฉางเซิงอย่างสมบูรณ์แล้ว
หลังจากโดนเจ้าทึ่มจู้ไล่อัดมาหลายวันประสบการณ์ต่อสู้จริงของเขาก็ก้าวขึ้นมาอยู่ระดับแนวหน้าในรุ่นเดียวกันเรียบร้อยแล้ว!
ผู้ชมบนอัฒจันทร์เห็นฉากนี้ก็ส่งเสียงเฮกันสนั่น
แต่ท่ามกลางเสียงเชียร์โซเฟียกลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเขียวมรกตเริ่มจางลง แทนที่ด้วยแสงสีทองอ่อนๆที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา
และพร้อมกับแสงสีทองนั้นกลิ่นอายรอบตัวของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับ...มีความเป็นเทพเพิ่มขึ้นมาอีกนิด!