Legend of Bloodland (ดินแดนแห่งพันธะอาคม)

    ตอนที่ 55 หยุดยั้ง

          


            ไกอัสกวาดสายตาสำรวจรอบเมืองโซน่าจากระเบียงหอคอยระฆังซึ่งสูงที่สุดของเมืองจากจุดนี้เขามองเห็นเกือบทุกซอกทุกมุมในเมืองแต่ก็แยกทหารอมตะออกจากมนุษย์ธรรมดาด้วยตาเปล่าลำบากในขณะที่ทากัสยืนอยู่บนระเบียงทิศตรงข้ามกับไกอัสในลักษณะหันหลังชนกันโดยมีระฆังขนาดใหญ่คั่นกลางทัศนวิสัยของเขาไม่ต่างจากไกอัสเลย

            ไกอัสกับทากัสต่างก็ใช้พลังควบคุมเข็มโลหะอาบยาคืนชีวิตให้บินร่อนลงไปในฝูงชนก่อนจะแทงเข้าไปตามอวัยวะในจุดที่วิ่งเข้าเส้นเลือดได้ง่ายของชาวเมืองเมื่อพบคนที่ถูกเข็มแทงสักระยะแล้วหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวทหารยามที่ลากรถเข็นลาดตระเวนอยู่ในบริเวณนั้นก็จะลากตัวคนผู้นั้นขึ้นรถเข็นทันที

            บนรถเข็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่สูงราวห้าสิบเซนติเมตรมีหลังคาและกำแพงปิดมิดชิดภายในหลังคาและกำแพงถูกบุด้วยโลหะหนาราวห้านิ้วรวมถึงบนพื้นของรถเข็นที่ทหารอมตะนอนอยู่ด้วยโลหะภายในเป็นของเหลวที่เปลี่ยนรูปร่างเป็นโซ่กุญแจตรึงแขนขาของพวกมันให้ร่างจมอยู่ในโลหะเหลวขยับลุกขึ้นไม่ได้ดูภายนอกพวกมันก็เหมือนคนจมน้ำ เพียงแต่น้ำนี้คือเนื้อโลหะทั้งสิ้นมีมวลน้ำหนักที่มากพอจะทำให้ผู้ที่จมลงไปตะเกียกตะกายไปที่ไหนไม่ได้

            เมื่อทำการตรวจสอบบริเวณรอบหอคอยระฆังเสร็จสิ้นแล้วไกอัสกับทากัสก็เปลี่ยนมุมยืนแล้วทำการตรวจสอบแบบเดิมไปเรื่อยๆ  หลังจากรวบรวมพวกทหารอมตะที่แทรกซึมเข้ามาในเมืองโซน่าขึ้นรถเข็นแล้วพวกมันก็ถูกลากไปรวมกันยังลานว่างนอกกำแพงเมือง ในขณะที่แคเรนถูกไกอัสและทากัสขอร้องให้รออยู่บนกำแพงเมืองจากจุดนี้เธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในลานว่างนอกกำแพงเมืองได้ชัดเจน

            หลังจากพวกทหารลากรถเข้ามาในลาน ก็เป็นหน้าที่ของแคเรนที่จะควบคุมโลหะเหลวในรถเข็นซึ่งอาบยาคืนชีวิตเอาไว้ให้กลายเป็นคมมีดแทงทะลุร่างของเหล่าทหารอมตะที่ถูกตรึงแขนขาเอาไว้ภายในเมื่อรถเข็นทุกคันกลายเป็นคมมีดทำลายกองทัพอมตะทั้งหมดแล้วแคเรนก็ปลดการควบคุมโลหะ

            แคเรนกำลังจะเดินลงจากกำแพงเมืองแต่เสียงร้องของทหารยามในลานว่างดังขัดขึ้น เมื่อมองลงไปยังลานว่างจึงเห็นว่าพวกกองทัพอมตะที่จับมาต่างก็ฉีกทำลายรถเข็นโลหะแล้วออกมายืนเผชิญหน้ากับพวกทหารยามได้อย่างง่ายดายราวกับฉีกผ้าบาดแผลบนตัวพวกมันสมานอย่างรวดเร็วภายในชั่วพริบตาเมื่อพวกมันดึงแท่งเหล็กที่ถูกหักท่อนเสียบตามลำตัวออกไป

            เป้าหมายแรกของพวกมันหลังจากเป็นอิสระก็คือทหารยามพวกมันเริ่มต้นการสังหารหมู่แคเรนควบคุมเศษโลหะให้กลายเป็นมีดดาบจำนวนมากลอยเข้าไปแทงตามลำตัวของพวกทหารอมตะอีกครั้งเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของพวกมันแต่พวกมันดึงมีดดาบออกอย่างไม่สะทกสะท้านและบาดแผลก็หายไปอย่างรวดเร็วทำให้กลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในทันที

            ทันใดตะปูแปดเหลี่ยมจำนวนมากพุ่งเข้าไปในลานว่างอย่างรวดเร็วพวกมันเจาะเข้ากลางอกของศัตรูอย่างแม่นยำเหล่าทหารอมตะที่อยู่ในลานว่างทั้งหมดต่างล้มลงนอนแน่นิ่งกับพื้นหลังจากโดนตะปูแปดเหลี่ยมแทงทะลุอกทำให้ทหารยามซึ่งเป็นมนุษย์ในลานว่างส่วนใหญ่ยังรักษาชีวิตรอดอยู่ได้พวกเขารีบวิ่งออกจากลานว่างก่อนปิดประตูโลหะหน้าลานว่างแล้วลงกลอนอย่างแน่นหนา

            อัลเบิร์ต ดาทนอร์ธปรากฏตัวขึ้นบนกำแพงเมืองตรงหน้าแคเรน เขาคือเจ้าของตะปูแปดเหลี่ยมที่ช่วยขจัดปัญหาจากเหล่าทหารอมตะในลานว่างเมื่อสักครู่นี้ไกอัส ดอว์นและทากัสต่างเดินตามหลังอัลเบิร์ตมาด้วย สีหน้าของอัลเบิร์ตค่อนข้างลำบากใจเมื่อเห็นแคเรนแต่เขาก็เป็นฝ่ายกล่าวทักทายเธอก่อน

            “ไม่พบกันนานเลยท่านหญิง”

            แคเรนหันไปดูสถานการณ์ในลานว่างซึ่งไม่มีท่าทีว่าจะกลับมาวุ่นวายอีกครั้งจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อสบายใจขึ้นแล้วเธอจึงหันมาตอบอัลเบิร์ต

            “ทำไมตะปูแปดเหลี่ยมของท่านจึงทำลายทหารอมตะในลานว่างพวกนั้นได้”

            “เพราะทหารอมตะพวกนั้นไม่ใช่พวกระดับหนึ่งแต่เทียบเท่าระดับสองซ้ำยังมีพลังในการฟื้นตัวที่เหนือกว่าระดับสองกับระดับสามอีกด้วย เพราะฉะนั้นยาคืนชีวิตจึงใช้ไม่ได้”

            “งั้นตะปูแปดเหลี่ยมของท่านอาบยาพิษสลายตราพันธะหรือ”

            “คล้ายแต่ไม่ใช่” อัลเบิร์ตเริ่มต้นอธิบาย “ทหารอมตะชุดนี้ถูกฝังผลึกคอร์กัสเอาไว้ที่หน้าอกผลึกนี้น่าจะมีพลังของพันธสัญญาทาสกักเก็บอยู่จึงเป็นสาเหตุที่พวกมันมีพละกำลังมหาศาลและมีพลังฟื้นตัวสูงมากทั้งที่เป็นแค่ระดับหนึ่งและข้าคิดว่าพวกมันน่าจะถูกควบคุมโดยผู้ใช้วิชาพันธสัญญาทาสโดยตรง”

            “หมายความว่าถูกท่านหญิงเยเลน่าควบคุมงั้นหรือ”ทากัสแทรกขึ้น อัลเบิร์ตพยักหน้าแล้วจึงกล่าวต่อไป

            “เพราะงั้นพวกมันถึงตอบคำถามตอนถูกทดสอบได้แต่กลับไม่มีสติที่จะสื่อสารได้”

            “งั้นยาพิษที่ท่านใช้ เอาไว้ทำลายผลึกคอร์กัสหรือ”

            “ท่านเรียกมันว่ายาพิษสลายตราพันธะเหมือนเดิมก็ได้แต่สูตรยาถูกปรับปรุงให้มีฤทธิ์สร้างความเสียหายให้ผลึกคอร์กัสได้ด้วย” อัลเบิร์ตหันไปตอบแคเรนบ้าง“หลังจากนำศพของพวกมันกลับไปตรวจสอบพวกมันก็ลุกขึ้นเตรียมจู่โจมเราหลังจากเข้าไปในคฤหาสน์ดาทนอร์ธแล้วโชคดีที่ข้าพกยาพิษสลายตราพันธะเอาไว้จึงพอจะหยุดพวกมันเอาไว้ได้แต่ก็เสียทหารคุ้มกันไปเกือบสิบคน หลังจากผ่าศพดูถึงได้รู้ว่าพวกมันถูกฝังผลึกคอร์กัสไว้ที่กลางอก”

            “ไม่น่าถึงเล็งตำแหน่งของผลึกคอร์กัสได้อย่างแม่นยำ”

            “ขอเพียงกำหนดเป้าหมายได้ตะปูแปดเหลี่ยมไม่มีทางพลาดเป้าอยู่แล้วพวกท่านก็รู้กิตติศัพท์ของอาวุธตระกูลข้าดีนี่”

            เสียงของอัลเบิร์ตเย็นเยียบจนน่าขนลุกนอกจากเรื่องอาวุธแล้วตระกูลดาทนอร์ธยังมีชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมอีกด้วยนิ่งเงียบไปพักหนึ่งเขาก็ถามทากัสเหมือนพึ่งจะนึกขึ้นได้

            “ศพของทหารอมตะที่เจ้าส่งมาพิสูจน์ที่ตระกูลข้ามีประมาณห้าศพแล้วศพอื่นๆ ที่เจ้าเจอ เจ้าทำยังไงกับพวกมันหรือ ได้เผาทิ้งหรือเปล่า”

            ทากัสเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาโพล่งขึ้นเสียงดังทันที

            “ฝังเอาไว้นอกกำแพงเมืองห่างจากคฤหาสน์ตระกูลสตรองวอลล์ราวสิบห้ากิโลเมตร”

            “ทำไมไม่เผาทิ้งไป นั่นทหารอมตะนะ” ดอว์นตะโกนแทรกขึ้นทากัสจึงได้แต่ตอบอย่างร้อนใจ

            “ก็ธรรมเนียมจัดการศพของอาณาจักรลอฟท์เรียคือการฝังไม่ใช่เผานี่ข้าคิดว่าถ้าพันธสัญญาทาสถูกตัดขาดไปแล้วก็น่าจะกลายเป็นแค่ศพธรรมดาแล้วน่ะสิ”

            อัลเบิร์ตวิเคราะห์สถานการณ์ “แบบนี้แย่แน่ถ้าพวกมันถูกฝังผลึกคอร์กัส มันน่าจะแกล้งตายเพื่อจุดประสงค์อะไรสักอย่างถ้าไม่กลับมาที่เมืองโซน่าก็น่าจะ...”

            “ท่านพ่อของข้ากับกองทัพตระกูลสตรองวอลล์กำลังตกอยู่ในอันตรายถ้าไม่มียาพิษสลายตราพันธะสูตรใหม่นี่ พวกเขาเสียเปรียบมันแน่”

            แต่ยังไม่ทันที่ทากัสจะได้เตรียมการอะไรต่อทหารยามคนหนึ่งก็วิ่งลนลานขึ้นมารายงานบนกำแพงเมือง

            “ท่านทากัส เราพบทหารอมตะสองนายที่ท่าเรือพอตโตครับ”

            “แค่สองคนพวกเจ้าก็จัดการไม่ได้หรือไง”

            ทากัสขึ้นเสียงด้วยความหงุดหงิดแต่ไกอัสเห็นท่าทางทหารยามเหมือนกับหวาดกลัวบางสิ่งมาเขาจึงยกมือขึ้นปรามทากัสก่อนจะถามกลับอย่างใจเย็น

            “ทหารอมตะพวกนั้นมีอะไรผิดปกติงั้นหรือ”

            “เราพบทหารอมตะสองคนนั้นซ่อนตัวอยู่ในโกดังก็เลยแทงดาบใส่คนนึงไปแต่หลังจากนั้นก็มีแมลงจำนวนมากบินออกจากแผลที่ถูกแทงของมันทหารที่แทงดาบถูกฝูงแมลงกัดกินจนเนื้อหายไปทีละนิด เราจึงต้องรีบหนีออกจากโกดังสินค้าพร้อมกับทหารยามคนอื่นๆแล้วปิดประตูใส่กุญแจไว้ครับ โชคดีที่โกดังไม่มีหน้าต่างหรือทางออกอื่นนอกจากประตูที่ถูกปิดไป”

            “อะไรนะ แมลงงั้นหรือ”ทากัสถามย้ำทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยและร้อนใจระคนกัน

            “กินเนื้อคน... หรือว่าจะเป็นแมลงมรณะงั้นหรือ”ดอว์นแทรกขึ้นพลางนึกถึงเรื่องที่คาร์ลเคยบอกเอาไว้

            “แมลงมรณะอะไร” อัลเบิร์ตถามขึ้นบ้าง “หมายถึงไวรัสแมลงมรณะที่หายสาบสูญไปในประวัติศาสตร์ของครอสวูดหรือเปล่า”

            “คาร์ลเคยเล่าให้ดอว์นฟังตอนอยู่สุสานออร์คิด มันเป็นแมลงที่อาศัยอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตโดยกินเลือดเป็นอาหารเพื่อแพร่พันธุ์มีพิษในการกัดกร่อนเนื้อและอวัยวะของสิ่งมีชีวิตด้วย” ไกอัสอธิบาย

            “แล้วทำไมมันถึงโผล่มาเอาตอนนี้ได้ล่ะ”

            อัลเบิร์ตเห็นท่าทางของทากัสร้อนรนจึงเสนอความเห็นอย่างใจเย็น

            “คงเป็นแผนการของพวกอาณาจักรครอสวูดเราต้องแยกกันไปจัดการแล้วล่ะ” 

    คล้ายกับเรื่องLegend of Bloodland (ดินแดนแห่งพันธะอาคม) ที่คุณอ่าน