ตอนที่สิบเจ็ด โอโรจิมารุ
คนที่ไม่มีสายเลือดพิเศษจะทำอะไรได้เมื่อเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของพรสวรรค์?
คำตอบคือ เป็นโอโรจิมารุ
แน่นอนในสายตาของคนทั่วไปโอโรจิมารุคืออัจฉริยะ แต่มันต่างกันระหว่างเป็นอัจฉริยะธรรมดา กับเป็นผู้สืบสายเลือดของเซียนหกวิถี
แบบเดียวกับเลโอนาร์ด ตำแหน่งคนกล่าวนำสุนทรพจน์เวลาจบภาคการศึกษาคือเครื่องหมายแสดงว่าผลการเรียนดีที่สุดในชั้นปี
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาเหนือกว่าสายเลือดของเทพเจ้าหรือเอลเดอร์ก็อด
แบบเดียวกับโอโรจิมารุ เราแค่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าร่างกายธรรมดาของคนธรรมดา สู้ผู้ที่มีสายเลือดพิเศษไม่ได้เท่านั้น
Curse of knowledge
คำสาปของความรู้อย่างที่ทานอสว่าเอาไว้
คนที่รู้อะไรมากกว่าคนธรรมดาก็ต้องทรมานจากความรู้นั้นมากกว่าคนธรรมดาและเราจะมีพลังใจพอที่จะลงมือทำอะไรลงไปเพื่อเปลี่ยนแปลงมันหรือไม่?
เราอาจจะผิดพลาดและอาจจะแพ้ในที่สุด
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราไม่เคยแพ้
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเราไม่ควรจะพยายาม
เมื่อไม่มีสิ่งที่ได้มาตั้งแต่เกิด ที่เหลือก็ต้องแสวงหาเอง
โลกไม่เคยให้อะไรเรามาสิ่งที่เราอยากได้เราต้องคว้ามาด้วยตนเอง นี่คือวิถีของอเมริกัน
เธอ...นางเอกไม่อยากได้พลังผมก็เข้าใจ
มักจะมีดราม่านางเอกไม่ไต้องการเป็นสเลเยอร์ยู่บ่อยๆว่าทำให้เสียโอกาสหลายๆอย่าง ในชีวิตธรรมดาอย่างผู้หญิง แต่งหน้า ทำผม มีแฟนตามปรกติ ไปก็อาจจะจริง
แต่คนธรรมดาไม่มีพลังก็เป็นได้แค่เหยื่อและภาวนาให้สิ่งมีชีวิตโลกมืดหาเราไม่เจอเท่านั้น
มีพลังเรายังได้เลือกหนทางด้วยมือของเราเอง
ผมจะเอาตัวรอดด้วยมือของผมเองเพราะผมไม่อยากจะเป็นเหยื่อแวมไพร์ในตอนที่คุณเธอ โมโหกับเพื่อน ดราม่าเรื่องแฟน หรืออาการไม่อยากเป็นนักล่าแวมไพร์อีกแล้วฯลฯ
ที่เกิดขึ้นจนนับครั้งไม่ถ้วน
เอาชีวิตของผมเองไปฝากไว้กับอารมณ์ของนางเอก ไม่ใช่แผนการใช้ชีวิตที่ดี
หรือเสี่ยงกับการที่ต้องวัดดวงว่าเราจะไม่เจอกับแวมไพร์ในตอนที่ไปไหนมาไหนยามค่ำคืน..หรือแม้แต่จะเจอปีศาจในโรงเรียนก็ตาม
Project Primarch แผนของผมคือก็อปปี้แนวคิดของหน่วยงานลับที่พยายามจะสร้างอาวุธที่มาสู้กับแวมไพร์
แน่นอน การสร้าง มนุษย์ผสมกับหุ่นยนต์และดีเอ็นเอของปีศาจนั้น ล้มเหลวอย่างที่คิด
แต่”ล้มเหลว”ที่ว่าคือ มนุษย์ดัดแปลงนั้นไม่เชื่อฟังและฆ่าคนในฐานทดลอง เพราะไม่รู้ว่าแฮงก์สามารถผลิตชิปที่ควบคุมคนได้
แต่”สำเร็จ”ตามความเห็นของผมที่นางเอกต้องปลุกสายเลือดเอลเดอร์ก็อดที่แฝงอยู่จึงจะสามารถเอาชนะ มนุษย์ดัดแปลงนั้นได้
ดังนั้นตามบัญญัติไตรยางศ์ มนุษย์ดัดแปลงมีพลังมากกว่านางเอกยามปรกติ แต่มีพลังน้อยกว่าตอนที่พลังของเอลเดอร์ก็อดตื่นขึ้นมา
เรียกว่าถือว่าสำเร็จหากมองจากผลลัพธ์ที่หน่วยงานนั้นต้องการสร้างสิ่งที่สามารถเอาชนะแวมไพร์ได้
ปัญหาอยู่ที่การควบคุมและแน่นอน ดีเอ็นเอของปีศาจ
ไม่ใช่ผมรังเกียจปีศาจ
คนเขียนเป็นแฟมินิสม์ที่พยายามเขียนว่าปีศาจถูกเข้าใจผิด มีชีวิตแบบคนทั่วไปสารพัด แม้แต่แวมไพร์ก็กลับตัวได้ฯลฯ
แม้แต่พล็อตหนึ่งก็กำหนดว่า ผู้หญิงที่ท้องไม่มีพ่อ มีลูกปีศาจมาเกิด ก็จะเลี้ยงลูกที่เป็นปีศาจนั้นได้ด้วยซ้ำ เพราะลูกปีศาจไม่อยากทำร้ายแม่ที่อุ้มท้องตนมา
ซึ่งก็ทำให้ผมงงในบางครั้งว่า ตกลง ดีเอ็นเอปีศาจนี่มันทำให้คนบ้าคลั่งหรือไม่บ้าคลั่งกันแน่?
แปลว่า ดีเอ็นเอปีศาจไม่ใช่ปัญหาในการเลือกทางเดินชีวิต
แต่เพื่อความชัวร์ผมต้องคำนวณด้วยวิชาตัวเลขมหัศจรรย์ทำนายผลก่อน
หรือในทางกลับกัน ใช้ดีเอ็นเอของเทพเจ้าอาจเกิดผลเสียในโลกที่นักเขียนเกลียดเทพเจ้าด้วยซ้ำ
ไม่ว่าทางไหน ผมเลือกทางที่ปลอดภัยเอาไว้ก่อน ค่อยๆศึกษาไป
จำได้ว่าสเลเยอร์ชุดแรกๆเป็นผู้ชาย แต่โดนอำนาจกลืนกิน จนได้ทำพิธีกรรมใหม่เป็นผู้หญิงที่มีศีลธรรมและพลังใจสูงกว่าไม่ถูกล่อลวงได้ง่าย (ผู้ชายกลายเป็นคนชั่วได้ง่ายกว่าผู้หญิงอีกแล้วครับท่าน ฮา)
และมีข้อดีคือสามารถสืบต่อสายเลือดได้มาจนยุคปัจจุบัน
เรียกว่าทำสัญญาครั้งเดียวก็สร้างสเลเยอร์ที่ทรงพลังต่อเนื่องมาได้ทุกยุคสมัย
ผู้ชายที่รวมกับเอลเดอร์ก็อด จะโดนพลังล่อลวงกลายเป็นปีศาจที่ตนเองเคยต่อสู้ไป
แต่ it only hubris if I fail
มันเป็นความทะเยอะทะยานเพ้อฝันก็ต่อเมื่อผมทำพลาดเท่านั้น
มีทั้งตัวอย่างจากบรรพกาลและตัวอย่างจากวิทยาการปัจจุบัน
ทำให้ผมพอจะสร้างแผนโครงสร้างของการรวมวิญญาณของสเลเยอร์ได้คร่าวๆ ผ่านแบบจำลองของโครงสร้างเวทมนตร์
ทำให้ผมรู้สึกนับถือ ชาแมน คนทรงในยุคบรรพกาล
ที่มีความเก่งกาจนอกจากเจรจาให้เอลเดอร์ก็อดยอมมอบพลังให้ได้แล้ว
ยังคิดพิธีกรรมที่รวมวิญญาณได้อีก
เสียดายผมไม่มีตำราลับของวอทเชอร์องค์กรที่เฝ้าดูสเลเยอร์แต่ผมพอจะจำคำศัพท์ที่เคยได้ยินมาและอ่านมาได้
ด้วยความช่วยเหลือจากแหวน ผมใช้คุ้ยความทรงจำที่สำคัญๆเกี่ยวกับสเลเยอร์และสร้างรายละเอียดมากขึ้น โดยทำแผนภาพเวทมนตร์และอธิบายด้วยหลักของการเล่นแร่แปรธาตุ
อาจจะฟังเหมือนซับซ้อน แต่สำหรับผมนั้นง่ายเอามากๆ
มันก็แค่สร้างโครงสร้างพื้นฐานร่างกายขึ้นมาและอธิบายตามสูตรของตัวเลขมหัศจรรย์และมิติของเวทมนตร์
ซึ่งผมมั่นใจในสิ่งที่มีตัวเลขและสูตรที่แน่นอน มากกว่าการเจรจากับเอลเดอร์ก็อด
มันเหมือนกับ
ผมจ้องหน้าจอ...ใส่สูตรอะไรไปและเหมือนกับมีสิ่งหนึ่งที่สว่างวาบเข้ามา
สมการที่เหมือนกับซับซ้อนกลายมาเป็นระเบียบแบบแผนใหม่ในหัวของผม
ผมเข้าใจผิด มนุษย์ไม่ได้รวมกับเอลเดอร์ก็อด..ความจริงแล้วเนื้อเรื่องก็บอกกับผมตั้งแต่แรกในหนังสือแล้ว
“มนุษย์เกิดมาจากความยุ่งเหยิง..”
มนุษย์มีแหล่งกำเนิดจากเอลเดอร์ก็อด
ตัวเลขจากสมการเหมือนกันเกินไปมากกว่าจะอธิบายเป็นอย่างอื่นได้
“โลกนี้เก่าแก่เกินกว่าที่เรารู้..” อย่างนั้นหรือนี่
แม้จะเรียกว่าเจอสิ่งที่เรียกว่าสะท้านโลกของผม ไม่สิ เรียกว่าพบเจอไม่ได้ เพราะก็มีการบอกตรงๆมาในเนื้อเรื่องแล้วว่า เอลเดอร์ก็อดสร้างมนุษย์มาเพื่อรับใช้และเป็นอาหาร
เราก็แค่สามารถพิสูจน์เรื่องนั้นได้ตามสมการเท่านั้นเอง
คำถามก็คือ
การรักษาสมดุลระหว่างพลังของปีศาจและสติปัญญาของมนุษย์
ก้าวเกินขีดจำกัด ก็อาจจะต้องก้าวข้ามความเป็นมนุษย์
จำได้ว่าตอนที่นางเอกพลังขึ้นสูง ก็มีความสามารถแปลกๆอย่างการอ่านใจและพลังจิตด้วย
นั่นน่าจะเป็นพลังแฝงของสายเลือดเอลเดอร์ก็อดที่ตอนปรกติปกปิดพลังนั้นไว้ ไม่ให้ใช้เกินขีดจำกัด
ไม่รู้ว่าคนเขียนต้องการสื่ออะไร
ตอนแรกก็ว่าผู้หญิงดีกว่าที่ผ่านการทำพิธีเป็นสเลเยอร์มาได้ จากนั้นก็อ้างว่าองค์กรเป็นคนเลวที่ใช้งานสเลเยอร์แล้วทิ้ง
และชมว่านางเอกเป็นคนดี กล้าหาญ กล้าขัดคำสั่งองค์กรที่ดูแลสเลเยอร์มายาวนาน
ถ้าจากผลลัพธ์ก็เรียกว่า ผู้หญิงต้องคอยนับกว่าพันปี จึงจะทรยศองค์กรว่าอย่างนั้น
ส่วนผู้ชายทรยศทันที
ไม่รู้ว่าต้องการสื่ออะไรเหมือนกัน
แต่ผมจะไม่สนใจอย่างอื่น
ผมจะทำความเข้าใจแต่สมการที่พิสูจน์ได้ก่อน
ผมจะเตรียมร่างกายให้มีความสมบูรณ์พร้อมที่สุด
และเพื่อความปลอดภัย ผมจะใช้พื้นฐานที่สุด
เต๋า อี้จิง คับบาล่าห์ด้านขวา
ไม่มีศาสตร์ไหนที่เน้นความสมดุลมากกว่านี้อีกแล้ว
ใช้คับบาล่าห์คำนวณ divine spark แสงของพระเจ้าที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน
เพิ่ม divine spark ให้มากขึ้น
และรักษาสมดุลโดยอี้จิง
เรียบง่าย ตัดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดการอาละวาดออกไปด้วยการรักษาสมดุลด้านจิตใจ
แทนที่จะใช้เอลเดอร์ก็อดจากภายนอก
เราพึ่ง divine spark จากภายในมนุษย์แทนถ้าทฤษฎีผมถูกต้อง เรามีเชื้อสายเอลเดอร์ก็อดก็เท่ากับว่าทางเทคนิค เราสามารถกลายเป็นเอลเดอร์ก็อดได้
แต่คงกลายเป็นตัวยึกยือนั้นง่ายกว่า
ดังนั้น พื้นฐานของคับบาล่าห์น่าจะตรงประเด็นกว่า
หากเพิ่มพลังมากพอ ผมก็น่าจะมีพลังมากเท่ากับกึ่งเทพและค่อยๆทะลวงขีดจำกัดของมนุษย์ไปโดยยังรักษาสติสัมปชัญญะไว้
สูดลมหายใจเข้าออก ใช้แหวนหา divine spark ในจิตวิญญาณและค่อยควบคุมและเพิ่มพลังให้มากขึ้นโดยการเปิดรับพลังจากข้างนอก
สายลมถูกดูดกลืน แสงและความมืด
ไหลเข้ามาในร่างกายของผมอย่างหิวกระหาย
ร่างกายเหมือนกับน้ำที่ถูกใส่จนเต็มจากนั้น..ผมก็หยุด
ปรับพลังด้วยแหวนและค่อยถอดแหวนออกและรักษาสมดุลของพลังเอาไว้ในร่างกาย
มันเพิ่มขีดจำกัดเพียงแค่นิดเดียวไม่ถึง 10% แต่เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับผม
ที่จะทำอย่างนี้และคำนวณเพิ่มขึ้นทุกวัน
ผมค่อยๆควบคุมความสามารถของแหวนได้เก่งขึ้นทีละนิดๆ
ซากพืชซากสัตว์ที่สะสมมาค่อยถูกดัดแปลงจากการเล่นแร่แปรธาตุกลายเป็นพลังงานที่ไหลเข้ามาในแหวนและไหลเข้าสู่ร่างกายของผม
หากร่างกายผมทนทานกว่านี้ ผมคงใช้วิธีไปหาฟ้าผ่ามาที่ร่างกายของผมเพื่อให้ได้พลังพิเศษในการควบคุมไฟฟ้าปริมาณมหาศาล แบบที่ตัวร้ายตัวหนึ่งมี
ผมเริ่มใช้แนวคิดของดร.ชมิทช์เริ่มมองมิติเป็นอย่างต่ำห้ามิติ
สามมิติในความเป็นจริง
มิติที่สี่ของความเร่งและมิติที่ห้าของเวลา
และเริ่มเหนือจากนั้นที่ส่งผลต่อสิ่งที่เรียกว่านามธรรม
การสร้างวงกลมที่ป้องกันเวทย์คือการสร้าง”โลกจำลอง”ที่สร้างขึ้นมาโดยสัญลักษณ์
ที่กำหนดขอบเขตของเวทมนตร์
ฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์กลายเป็นกฎที่ไม่ตายตัวเมื่อเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ มันกลายเป็นเพียง”ข้อแนะนำ”
เหมือนกับการขับรถผ่ากฎจราจรที่คุณจะทำได้หากคุณมีอำนาจมากพอ
แต่กรอบของความเป็นจริงก็มีพลังที่จะคอยผลักดันที่จะทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมเช่นกัน
นั่นคือสาเหตุที่ทางช่องทางมิติของดร.ชมิทช์นั้นได้ปิดลงเมื่อพลังงานไม่พอ
ช่องมิติของโลกนี้มีการบังคับกฎของตนเอง
ส่วนหนึ่งที่ผมควบคุมกติกาของเวทย์ได้ดีที่สุดคือร่างกายของผมเอง
ใช้ร่างกายไมต่างจากวิหารคือแนวทางของคับบาล่าห์
ร่างกายและวิญญาณของมนุษย์มันมีอะไรมากกว่าเซลล์และเลือดเนื้อแต่มีสิ่งหนึ่งที่สะท้อนในมิติชั้นสูง
ด้วยการสูบพลังจากการเล่นแร่แปรธาตุและกระแสไฟฟ้า
ของเสีย ซากพืชที่รวบรวมมาก็หายไปในคืนเดียว
แม้กระทั่งโปรตีนเวย์และวิตามินและแคลเซี่ยมหลายถังที่สามารถกินได้หลายเดือนก็หายไป
สมองของผมมองภาพมิติของเวทมนตร์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถสัมผัสมันได้ราวกับเป็นอวัยวะหนึ่ง