ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่289 คำร่ำลา

  เมื่อครั้น ที่อี้เฉิน ได้ยินน้ำเสียงของหลายๆ คนเอ่ยคำ ร่ำลามาที่ตัวเขา เขาเพียงยกริมฝีปากที่ซีดจาง ฝืนยิ้มขึ้นให้พวกเขาเท่านั้น ไม่กล้าสัญญา เป็นมั่นเป็นหมาย ออกมาแต่อย่างใด
 

ครั้นเมื่อ กลุ่มเพื่อนๆ ของเขาเดินเข้ามาใกล้ สายตาของอี้เฉินก็ถึงกับหยุดชะงักไปครู่หนึ่งเช่นกัน มองใบหน้าที่คุ้นเคยของพวกเขา ทั้ง4คน อย่างไม่วางตา


"พวกเจ้าดูแลตัวเองด้วย ข้าส่งพวกเจ้าได้เพียงเท่านี้ เยว่ เยว่ ข้าฝากเจ้าดูแล ซีเยว่ด้วย"


ในทันใด ที่อี้เฉินเอ่ยประโยคนั้นเสร็จสิ้น หญิงสาวอายุราวๆ 15ปี ก็โผล่ออกมา มันจึงทำให้หลายๆ คนตกตะลึงอยู่ไม่น้อย พอจะคาดเดาตัวนางได้ในทันที นางก็คือสัตว์วิเศษ อย่างแน่นอนที่หลบซ่อนอยู่ภายในแหวนมิติ


    เยว่ เยว่ นางที่สวมอาภรณ์สีเขียวปลิวไสว ปรากฏกายออกมาสู่สายตาผู้คน ผมสีเขียวเด่นสะดุดตา ผิวขาวเนียนละเอียด ราวกระเบื้องแก้ว หางตานางมีเกล็ดงูสีรุ้งแต่งแต้มใบหน้า งดงามตามวัย ก่อนนางจะฉีกยิ้มมาให้อี้เฉิน แต่แฝงมาด้วยความดื้อรั้นเล็กๆ ยกริมฝีปากแยกเขี้ยวยิงฟัน เกาะแขนของ ซีเยว่ ราวกับเป็นพี่สาวของนาง  คนหนึ่ง


ซีเยว่ ยกรอยยิ้มน้อยๆ มาให้อี้เรังเกียจ อยากจะเข้าไปกอดกายาอี้เฉินเป็นครั้งสุดท้าย แต่ถูก เยว่ เยว่ ผู้ดื้อรั้น  รั้งตัวนางเข้าไปภายในวงแหวนเคลื่อนย้าย "อี้เฉิน การจากกันครั้งนี้ คงไม่ใช่ การจากลาครั้งสุดท้ายใช่หรือไม่"


อี้เฉินเขาเพียงส่งรอยยิ้มไปให้พวกนางทั้งสองเท่านั้น ก่อนโบกมือน้อยๆ ให้ เยว่ เยว่ เหมือนเยว่ เยว่ จะรู้ความลับภายในกายาของเขาในยามนี้ จึงไม่ให้ซีเยว่เข้ามาแตะกายา ของเขาในยามนี้ แม้แต่น้อย


หริ่นหลัน นางเองก็มีน้ำตาไหลรินน้อยๆ ขึ้นมา ก้าวเท้า เดินเข้าไปภายใน ค่ายกลเคลื่อนย้าย ตามซีเยว่ไปอย่างว่าง่าย "อี้เฉิน ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่ดินแดนเบื้องบน รอคอยวันที่ จะได้ยินชื่อเสียงของเจ้า เลื่องชื่อระบือนาม แม้แต่สวรรค์ก็ไม่อาจบดบัง ศักยภาพของเจ้าได้"


อี้เฉิน ที่ได้ยินเขาถึงกับ ยิ้มเจื่อนๆ กับคำพูดของนางในทันที ไม่คิด หริ่นหลัน นางจะมองศักยภาพ ของตัวเขาไว้สูง มากถึงเพียงนี้


ซีเผิง กงหนาน พวกเขาทั้งสองต่างยกยิ้มให้อี้เฉิน ไม่มีคำใดจะพูดกับอี้เฉินอีกต่อไป มีเพียงคำอวยพรให้ เขาโชคดีเท่านั้น พวกเขาต่างรู้ดี การจากลาครั้งนี้ ห่างไกลหลายแสนลี้ ยากที่จะหาจุดบรรจบพบเจอกัน การจะได้พบเจอกันอีกครั้งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆ เลย


       "พี่ชายของข้า พี่สาวของข้า ท่านดูแลตัวเองด้วย หวังว่าพวกเราจะได้พบเจอกันอีกครั้ง" ครั้นเมื่ออี้เฉินเอ่ยคำพูด ร่ำลาเพื่อนๆ ของเขาเสร็จสิ้น เขาก็ถอนหายใจยาวออกมา เมื่อคนที่เคยคุ้นหน้าตัวเขา ในยามนี้จะจากลาไปในที่ ที่ไกลแสนไกล มันก็ทำให้หัวใจของเขา รู้สึกอ้างว้าง เงียบเหงา ขึ้นมาอยู่เหมือนกัน เมื่อไร้ผู้คนที่คุ้นเคย


    กลุ่มคนดินแดนจันทราทมิฬเอง ก็เริ่มทยอยเข้ามาภายใน ค่ายกลเคลื่อนย้าย แต่พวกเขาก็ไม่ได้ลงลอยกันมากนักในยามนี้ เมื่อสบสายตากับกลุ่มคนดินแดนอื่นๆ ถึงอย่างไร พวกเขาก็พึ่งจะจบสงคราม ที่ยืดเยื้อยาวนาน ไปไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ความบาดหมางต่างๆ จึงยากจะจางหายไปจากหัวใจของหลายๆ คน ประหนึ่งถูกตราบาปประทับไว้ ความเคลือบแคลงใจ จึงยังคงหลงเหลืออยู่


เยี่ยฉิน เยี่ยฉุน ต่างเดินนำเหล่าผู้คนเดินเข้าไปภายใน ค่ายกลเคลื่อนย้าย แต่สีหน้าแววตาพวกเขา ก็ยังมีความสะทกสะท้านอยู่เล็กๆ ยากจะจางหายไป คนดินแดนร้อยแคว้น คนดินแดน ศักดิ์สิทธิ์ ก็เช่นกัน มองกันและกันด้วยสายตาไม่ไว้ใจกัน


ครั้นเมื่อพวกเขาเข้าไปยืนใกล้ๆ กันก็มีท่าที รังเกียจ กันขึ้นมาอย่างชัดเจน อี้เฉินที่เห็นเขาถึงกับถอนหายใจยาวออกมาเล็กน้อย


...เมิ่งอี้ นางที่ร่ำลาท่านพ่อของนางเสร็จสิ้น ก็เดินเข้ามาในทิศทางอี้เฉินในทันที สายตาของหลายๆ คู่จึงจับจ้องไปที่นาง อย่างน้อยๆ ในยามนี้นางก็ถือเป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ที่สุดในยามนี้ การกระทำของนางจึงอยู่ในสายตาของเหล่าผู้คน ที่จับจ้อง


แต่ในทันใด ที่สายตาหลายๆ คู่ เห็นการกระทำของนางก็ต่างเบิกตาออกกว้าง แม้แต่หญิงสาวบางคนที่เห็น ยังหน้าแดงน้อยๆ ขึ้นมา ด้วยความเขินอายอย่างไม่รู้ตัว


ทันทีที่ อี้เฉินเห็นเมิ่งอี้เดินเข้ามาใกล้ ตัวเขาเป็นอย่างมาก เขาพยายามยกฝ่ามือขึ้นมาห้ามปรามตัวนางไว้ไม่ให้ เข้าใกล้ตัวเขา แต่เหมือนเมิ่งอี้นางในยามนี้ไม่ได้สนใจสายตาของ เหล่าผู้คนแต่อย่างใด ยกฝ่ามือ ปัดป้องไปที่ฝ่ามือ ของอี้เฉินที่ยกขึ้นมาห้ามปรามตัวนางออก ในทันที


ก่อนจะเข้าไปกอดกายา ของอี้เฉินไว้แน่น ริมฝีปากของนางที่ใกล้ใบหูของอี้เฉิน เอ่ยพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา มันทำให้อี้เฉินใจสั่นสะท้านอยู่ไม่น้อย
"อี้เฉิน ข้ารู้นะ ว่ายามนี้เจ้าบาดเจ็บหนักอยู่ เจ้าคิดจะปิดบังข้า ไปจนถึงช่วงเวลาที่เราร่ำลา กันเลยงั้นหรือ"


อี้เฉิน เขาถึงกับตกตะลึง เอ่ยถามนางออกไปด้วยเสียงที่แผ่วเบา "แล้วเจ้าไม่คิด ถอยงั้นหรือ หากเจ้ายัง กอดกาย ข้าเช่นนี้ บาดแผลของข้าได้ทำเจ้าบาดเจ็บไปด้วย"

 
        ครั้นเมื่อเมิ่งอี้กอดกายาอี้เฉินไปหลายลมหายใจ ผิวหนังของนางก็เริ่มแดงฉาน บางส่วนกลายเป็นบาดแผลไฟไหม้ในทันที เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ บางส่วนถึงกับติดไฟ ลุกไหม้ขึ้นมาโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ ผู้คนโดยรอบต่างเบิกตาออกกว้าง อ้าปากค้าง กับภาพที่เห็น อยู่ๆ องค์หญิงเมิ่งอี้ก็บาดเจ็บหนักจากถูกไฟบางอย่างที่เผาผลาญ ปากของนางกระอักเลือดออกมาน้อยๆ ไม่ยอมละอ้อมกอด ออกจากกายาอี้เฉินแต่อย่างใด


จนอี้เฉินต้องเอ่ยเตือนนางออกมา "เจ้าอยากตายหรือไงเมิ่งอี้ รีบเข้าไปภายในค่ายกลเดียวนี้"


นางถึงกับสบถด่า ข้างหูอี้เฉินในทันที "เจ้าเองก็เลวระยำไม่น้อยอี้เฉิน ถึงกับกล้าปิดบังข้า ข้าจะทำตามที่เจ้าบอกในยามนี้ก่อน แต่เจ้าต้องสัญญา ว่าจะขึ้นมาดินแดนเบื้องบนให้ได้ ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ยกโทษให้เจ้าอย่างแน่นอน"



อี้เฉินถอนหายใจยาวออกมาข้างหูของนาง "ได้ๆ ข้ารับปากเจ้า แต่เจ้าอย่าดื้อรั้น เป็นอันขาด"



       เมิ่งอี้นางรู้ดี ในยามนี้ ตัวนางไม่อาจขัดขวาง ความตั้งใจของอี้เฉินได้ ไม่อยากให้ความตั้งใจของอี้เฉินต้อง มลายหายไป ละอ้อมกอดออกจากกายาอี้เฉินไปอย่างว่าง่าย แต่กายาของนางในยามนี้ เต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้ไปหลายแห่ง ผิวหนังหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ เผยให้เห็นผิวขาวราวหงส์บางส่วน เดินโซซัดโซเซ เข้าไปภายในค่ายกลเคลื่อนย้าย ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วย ความเจ็บปวด แสนทุกข์ทรมาน หางตามีน้ำตาไหลรินน้อยๆ จนต้องให้เยี่ยฉิน เยี่ยฉุน มาพยุงร่างน้อยๆ ของนางเข้าไป


     เหล่าผู้คนต่างรับรู้ได้ในทันที จ้องมองมาที่อี้เฉินเป็นตาเดียว อี้เฉินนั้นไม่ได้ปลดปล่อยการโจมตีออกมาแต่อย่างใด แต่ว่าในยามนี้ตัวเขา เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่กำลังลุกไหม้ รอวันดับมอดก็เท่านั้น มีเพียงเหล่าผู้อาวุโสชราบางคนที่ จับสังเกตได้ รับรู้ความจริงที่เก็บซ่อนภายใน กายาของอี้เฉินในยามนี้



    ชายชราเยว่เทียน รองแม่ทัพซีเซียว กับเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ภายในดินแดนร้อยแคว้น ที่ยืนประจำตำแหน่งเตรียมพร้อมจะส่งเหล่าผู้คนขึ้นไปดินแดนเบื้องบน พวกเขาต่างรู้ดี ไม่ช้าก็เร็วกายาอี้เฉินก็จะเป็นเช่นนี้ พวกเขาต่างถอนหายใจออกมายาว ไม่อาจปกปิดผู้คนได้อีกต่อไป จะต้องเข้าใจในยามนี้อี้เฉินแบกรับความเจ็บปวดไว้มากมหาศาล ไม่คิดว่าเขา ยังจะยืนนิ่งเช่นนี้อยู่ได้


ครั้นอี้เฉินเห็นผู้คนเข้าไปจนครบหมดไม่หลงเหลือผู้ใด เขาส่งปราณจิตเข้าไปภายในทะเลความรู้ของเขาในทันที "เจ้าเจดีย์น้อย เจ้าไม่ใช่อยากขึ้นไปดินแดนเบื้องบนงั้นหรือ เจ้าไปซะสิ"


"ข้ายังไม่ไป การขึ้นไปด้วยค่ายกลเคลื่อนย้าย สำหรับข้ามันเสี่ยงเกินไป ที่จะถูกสยบ ข้าจะรอเก็บเกี่ยวปราณจิตของเจ้าเสียก่อน ค่อยหาทางขึ้นไปยังดินแดนเบื้องบน"


เมื่ออี้เฉินได้ยินคำตอบของ เจ้าเจดีย์น้อย มันก็ทำให้เขาหน้ามืดทะมึนขึ้นมาเล็กน้อย 'ไม่คิด เจ้าเจดีย์น้อย มันจะรอ กลบฝังตัวเขา เฉกเช่นนี้ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเหมือนกัน อย่างน้อยๆ ก็มีคนคอย กลบฝังตัวเขา'


อี้เฉิน ไม่คิดยื้อเวลาไว้อีกต่อไป พยักหน้าให้เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่ยืนล้อมรอบวงแหวน เคลื่อนย้าย เพื่อเป็นสัญญาณเริ่มการเคลื่อนย้ายในทันที

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน