โฮก!!
กลางลานประลองสวรรค์ประทาน เสียงสัตว์อสูรดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณทำให้บรรยากาศโดยรอบครึกครื้นขึ้นมาในทันใดเพราะพวกเขาทั้งหลายต่างก็รู้กันดีว่าการประลองของเมืองเหยียนเฉิงได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อเสียงเฮของผู้คนโดยรอบดังขึ้นเหล่าจอมยุทธ์น้อยทั้งหลายก็ขึ้นไปบนแท่นประลอง
ส่วนเมิ่งฝานก็จับฉลากในรอบแรกแล้วก็ขึ้นไปยังแท่นประลองที่สองเขายืนหยัดอย่างสง่างามหาได้คล้ายดั่งจอมยุทธ์น้อยผู้อื่นไม่เพราะในเมืองเหยียนเฉิงในยามนี้คงจะมีเพียงเหยียนเย่าเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกยำเกรง
ในวินาทีต่อมาบุรุษผู้สวมชุดดำก็ก้าวขึ้นมาบนแท่นประลองทว่าเมื่อได้เห็นเมิ่งฝานสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันทีโดยมันมีสีแดงคล้ายดั่งตับสุกรก็ไม่ปาน ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ชะงักงันไปครู่หนึ่งเพราะรู้จักเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาเป็นผู้ที่นำกลุ่มจอมยุทธ์มาล้อมจู่โจมกลุ่มของจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นในการประลองล่าสัตว์อสูรครั้งนั้นเมื่อเห็นดังนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเสียงเบา
เด็กหนุ่มชุดดำทำใจดีสู้เสือเดินมาอยู่ตรงหน้าของเมิ่งฝานจากนั้นกรรมการด้านข้างก็พยักหน้าเป็นสัญญาณให้เริ่มการประลอง เมิ่งฝานไม่ได้ขยับหรือกระทำการใดๆเขาเพียงแต่ยืนนิ่งรอให้อีกฝ่ายลงมือเท่านั้น
ทว่าเด็กหนุ่มชุดดำที่จดจำเมิ่งฝานได้อย่างแม่นยำและยังจำการลงมือในครั้งนั้นของเขาได้เอ่ยถามเสียงเบาว่า “ยอมเลี่ยงโอกาสนี้ให้ข้าได้หรือไม่ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังมีโอกาสอื่น”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยออกไปเสียงเรียบ “ข้าจะพยายามเบามือ!”
เพียงชั่วพริบตาต่อมาเด็กหนุ่มคนนั้นก็กัดฟันแน่นเขาขยับร่างก่อนจะใช้ฝ่ามือที่คล้ายกับดวงวิญญาณผ่าไปยังเมิ่งฝาน ทว่าในชั่วพริบตาที่พลังของอีกฝ่ายปรากฏเมิ่งฝานก็ยกยิ้มอย่างราบเรียบแล้วใช้ฝ่ามือผลักการจู่โจมของอีกฝ่ายออกไปและชกไปเบื้องหน้า
หมัดของเขาใช้พลังเพียงสามส่วน ร่างกายของเด็กหนุ่มชุดดำก็กระเด็นออกไปแม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับห้าแต่ก็นับได้ว่าแตกต่างจากเมิ่งฝานเป็นอย่างยิ่งซึ่งเมื่อกระอักเลือดออกมาเด็กหนุ่มชุดดำคนก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดกระโดดลงจากแท่นประลองทันที
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ยามนี้เขาได้รับชัยชนะและจับฉลากสู้กับคนอื่นต่อไปทว่าเมื่อจอมยุทธ์น้อยเหล่านั้นเห็นว่าต้องสู้กับเมิ่งฝานก็ล้วนแต่ไร้ซึ่งกำลังใจทั้งสิ้นเพราะถึงอย่างไรเมิ่งฝานก็คือผู้ที่สามารถเอาชนะตงฟางเฉินได้แล้วพวกเขาจะสู้ได้อย่างไร!
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป เมิ่งฝานผ่านเข้ารอบไปอย่างราบรื่นและรอการประลองในรอบถัดไปเมื่อเขากลับลงมากู่ซินเอ๋อร์ก็มองมาแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา “พี่เมิ่งฝานยอดเยี่ยมที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
เมิ่งฝานส่ายหน้าเล็กน้อย เขาเองรู้ว่ากู่ซินเอ๋อร์นั้นก็มีศักยภาพที่จะสามารถผ่านเข้ารอบที่สองได้อย่างไม่เป็นปัญหาเช่นกัน
ภายในลานประลอง เมื่อเวลาผ่านพ้นไปจอมยุทธ์น้อยหลายคนที่ตกรอบมีสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเสียใจด้วยแม้แต่รอบที่สองก็ยังไม่อาจเข้าไปได้ฉะนั้นแล้วพวกเขาก็คงจะต้องอยู่รอบนอกของเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ต่อไป เพราะคงไม่มีทางเข้าตาเหล่าผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลายเป็นแน่
ต่อมาไม่นานการประลองในรอบที่สองก็เริ่มขึ้น หลังจากที่เมิ่งฝานก้าวขึ้นไปก็จัดการคู่ต่อสู้จนสะบักสะบอมในเวลาไม่นาน จึงเดินลงไปจากแท่นประลองท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนที่อยู่โดยรอบ
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเมิ่งฝานจึงมองไปรอบๆแล้วหยุดอยู่ที่แท่นประลองหนึ่งซึ่งกู่ซินเอ๋อร์กำลังคลื่อนไหวต่อกรกับคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็วระหว่างที่เคลื่อนไหวชุดที่สวมใส่ก็พลิ้วขยับทำให้เห็นสัดส่วนอรชรน่าหลงใหล ให้ความรู้สึกที่ต่างไปจากเมื่อก่อน
ส่วนคู่ต่อสู้ของนางก็คือเด็กหนุ่มจากตระกูลซีเหมินคนผู้นั้นสวมชุดสีม่วง รูปร่างไม่สูงนักแต่กลับเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นฝึกกายาระดับแปดเห็นได้ชัดว่ากู่ซินเอ๋อร์หาใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นั้นไม่จึงตกเป็นรองมาตลอด
แต่ดูคล้ายว่าจอมยุทธ์น้อยแห่งตระกูลซีเหมินผู้นั้นไม่ได้รีบร้อนอยากเอาชนะแต่กลับเคลื่อนตัวไปรอบกายของกู่ซินเอ๋อร์พร้อมกับนัยน์ตาที่วาวโรจน์คล้ายดั่งกำลังตามหาบางสิ่ง!
“ให้ตายสิ เขาคือซีเหมินหง คนผู้นี้มีนิสัยเช่นเดียวกับซีเหมินหานคือมักมากในเรื่องสตรี!”
ที่ข้างกายเขานั้น กู่ฉิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นทั้งมีความกังวลปรากฏขึ้นที่นัยน์ตา
ซีเหมินหง! เพียงชั่วพริบตาต่อมานั้นแม้ว่าสีหน้าของเมิ่งฝานจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทว่านัยน์ตาของเขาที่มองไปยังแท่นประลองนั้นกลับมีความเยือกเย็นปรากฏ
ตู้ม!
กู่ซินเอ๋อร์และซีเหมินหงปะทะกันกลางอากาศอย่างดุดันพลันเจ้าของร่างบางก็กระเด็นออกมาในทันใด แม้ว่าร่างกายของกู่ซินเอ๋อร์จะพิเศษและฝึกฝนวิชายุทธ์ที่แปลกประหลาดทว่าในยามนี้นางก็ไม่อาจแสดงอานุภาพใดออกมาได้เลยแม้แต่น้อย นางฝืนตนเองลุกขึ้นยืนแต่ยังไม่ทันได้ปรับลมปราณให้เข้าที่และตั้งตัวให้ดีก็ถูกคู่ต่อสู้อย่างซีเหมินหงเข้าประชิดตัว
มือข้างหนึ่งชกออกไปแต่อีกข้างกลับพุ่งตรงไปยังหน้าอกของกู่ซินเอ๋อร์โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตการลงมือต่อกรกับกู่ซินเอ๋อร์คือความเท็จเพราะจุดมุ่งหมายที่แท้จริงคือต้องการล่วงเกินกู่ซินเอ๋อร์
ขณะเดียวกันซีเหมินหงก็คลี่ยิ้มอย่างได้ใจส่วนกู่ซินเอ๋อร์ก็ย่นคิ้วแล้วรีบถอยหลังไปด้วยความเร็วร่างบางนั้นขยับไปด้วยความเร็วปานสายฟ้าจนจำต้องกระโดดลงจากแท่นประลองจึงจะสามารถรับฝ่ามือของซีเหมินหงได้
เมื่อเท้าถึงพื้นนางก็คล้ายว่ากำลังจะล้ม จึงส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาเล็กน้อยแล้วจากไปอย่างเงียบงันเมื่อเห็นว่าไม่อาจล่วงเกินกู่ซินเอ๋อร์ได้สำเร็จซีเหมินหงที่ยังคงอยู่บนแท่นประลองจึงส่ายหน้าทว่าในวินาทีต่อมาเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันเยือกเย็นที่มองมายังตนเอง จึงมองหาต้นตอของมันแล้วพบว่ามาจากเมิ่งฝาน
หึ ก็แค่หมู่บ้านอูเจิ้น!
แม้ว่าสายตาอันเยือกเย็นนั้นจะทำให้เขารู้สึกขนลุกเล็กน้อยแต่กลับกระตุกยิ้มแล้วหันหลังจากไป
ทางฝั่งของกู่ซินเอ๋อร์นั้นเมื่อกลับมาถึงที่พักนางก็ไหวไหล่อย่างจนปัญญา เมิ่งฝานจึงยื่นมือออกไปลูบเส้นผมนุ่มของนางแล้วเอ่ยเสียงเบาเท่านั้น“ไม่เป็นไร ข้าจะล้างแค้นแทนเจ้าเอง!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นกู่ซินเอ๋อร์จึงยิ้มได้ในทันทีแล้วกล่าวเสียงเบา “คนประเภทนั้นข้าไม่ได้สนใจหรอกนะเจ้าคะแต่เมื่อได้ยินคำๆ นี้จากปากของท่านข้าก็ดีใจอย่างที่สุดเลยล่ะเจ้าค่ะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ส่ายหน้าเล็กน้อย
“เจ้าเด็กโง่!”
เขาหันหน้าไปด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์รอเวลาที่ตนเองจะได้ขึ้นไปยังแท่นประลองการประลองในรอบที่สองนี้ผ่านพ้นไปอย่างดุดันและรวดเร็วสุดท้ายผู้ที่ผ่านเข้ารอบก็ล้วนแต่เป็นจอมยุทธ์น้อยแห่งเมืองเหยียนเฉิงที่มากฝีมือด้วยกันทั้งสิ้นจากนั้นเสียงของกรรมการก็ดังขึ้น
“หมู่บ้านอูเจิ้น เมิ่งฝาน!”
“ตระกูลซีเหมิน ซีเหมินหง!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นกู่ซินเอ๋อร์ไม่ได้มีท่าทีใดทว่ากู่ฉิงกลับหัวเราะออกมาเสียงเบาแล้วมองไปยังซีเหมินหงที่ก้าวขึ้นไปยังแท่นประลองด้วยท่าทีองอาจคล้ายกำลังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นแม้ว่านางจะไม่ถูกชะตากับเมิ่งฝานแต่ก็ต้องยอมรับว่าในยามนี้เมิ่งฝานนั้นมีศักยภาพที่น่าสะพรึงไม่น้อย
วินาทีต่อมาเมิ่งฝานก็กระโดดขึ้นไปบนแท่นประลองเขามองซีเหมินหงพร้อมทั้งคลี่ยิ้มออกมา ทว่าเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเมิ่งฝาน ซีเหมินหงกลับย่นคิ้วแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันเยือกเย็น“เหตุใดเจ้าจึงยิ้มได้น่าเกลียดถึงเพียงนี้!”
เมิ่งฝานไม่ได้ตอบอันใดออกไปเพียงแต่มองไปยังกรรมการคล้ายดั่งกำลังตั้งคำถามเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับเมิ่งฝานจึงเอ่ยออกไปเสียงเรียบ “ตอนนี้เจ้ามีโอกาสที่จะลงมือหนึ่งครั้ง!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นซีเหมินหงก็ย่นคิ้วต่อมาจึงกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้าอวดดีไม่น้อยเลย เดี๋ยวต้าเย่[1] แห่งตระกูลซีเหมินอย่างข้าจะทำให้เจ้ารู้เองว่าสิ่งใดถึงจะเรียกว่าความแข็งแกร่ง!”
เมื่อพูดจบร่างของเขาก็เคลื่อนไหวเห็นได้ชัดว่าซีเหมินหงฝึกฝนวิชายุทธ์ในด้านความเร็ว จึงทำให้เมื่อเขาขยับร่างก็เหลือเพียงเงาร่างไว้ที่เดิมแต่ร่างที่แท้จริงกลับเคลื่อนไหวไปด้วยความเร็วปานสายฟ้าแล้ว
จากนั้นก็ดึงดูดสายตาหลายคู่ให้หันไปมองในทันใดเพราะถึงอย่างไรแล้วยามนี้ก็มีม้ามืดในคราก่อนอยู่บนแท่นประลองด้วย คือเมิ่งฝานนั่นเอง! เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ถึงสายลมของพลังที่ลอยเข้าหาตนเอง แม้ว่าความเร็วของซีเหมินหงในยามนี้จะเป็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่อาจมองได้ทันแต่เมิ่งฝานหาใช่คนธรรมดาเหล่านั้นไม่
“ช้าเกินไปแล้ว!”
เขาเอ่ยประโยคดังกล่าวออกมาอย่างราบเรียบชั่วพริบตาต่อมาเมิ่งฝานก็เหยียบลงไปบนพื้นพร้อมกับร่างที่หายไปจากจุดเดิมหนึ่งก้าวราวเซียนที่ลอยเหิน เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานได้แสดงพลังของยาตราเซียนเหินออกมาซึ่งมีความเร็วสูงยิ่งกว่าซีเหมินหง
ต่อมาเมิ่งฝานก็ปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าของซีเหมินหงแล้วแม้จะมีรอยยิ้มบนใบหน้าทว่านัยน์ตากลับเยือกเย็น ขณะเดียวกันเขาก็กางนิ้วทั้งห้าออกมาแล้วผลักออกไปเบื้องหน้าอย่างดุดัน
ปึก!
เมื่อเสียงกระทบดังขึ้นซีเหมินหงก็กระเด็นออกไปทั้งยังเป็นการปลิวไปอีกต่างหาก! ฝ่ามือของเมิ่งฝานที่กินโอสถพลังเทพเข้าไปสิบเม็ดคว้าเข้าที่ใบหน้าของซีเหมินหงแน่นอนว่ามันทำให้ซีเหมินหงลอยกระเด็นแล้วร่วงลงบนแท่นประลองในจุดที่แทบจะหล่นลงไปแล้วซีเหมินหงกระอักเลือด ทั้งฟันของเขาก็ยังร่วงหลุดจากปากอีกหลายซี่!
ชั่วพริบตาเสียงเฮดังลั่นไปทั่วลานประลองเพราะถึงอย่างไรซีเหมินหงก็เป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นฝึกกายาระดับแปดแต่กลับไม่อาจรับมือกับเมิ่งฝานได้แม้เพียงกระบวนท่าเดียวฉะนั้นการที่เขาลอยกระเด็นออกมาอย่างง่ายดายเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง!
ทางฝั่งของจอมยุทธ์แห่งตระกูลซีเหมินนั้นความเงียบงันได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณก่อนจะมีเสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ดังขึ้นมาจากซีเหมินหาน ยามนี้ซีเหมินหานมองไปยังแท่นประลองด้วยความรู้สึกที่เห็นอกเห็นใจเพราะภาพเบื้องหน้ามันช่างเป็นสิ่งที่เขารู้สึกคุ้นเคยเสียจริง!
ในยามนั้นเขาเองก็ถูกเมิ่งฝานทำร้ายมาเช่นนี้แม้มาถึงยามนี้อาการบาดเจ็บก็ยังไม่หายดี เจ้าคนผู้นั้นดูคล้ายว่าเป็นมิตรแต่เมื่อได้ลงมือต่อสู้ก็ร้ายกาจอย่างที่สุดเสมือนทุกการกระทำคือการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ก็ไม่ปาน!
แม้แต่ผู้คนที่อยู่บนที่รับรองของแขกผู้ทรงเกียรติก็พยักหน้าอย่างชื่นชมเช่นกันเอินไท่เองก็ไม่เว้น ใบหน้าของชายชรามีรอยยิ้มปรากฏก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ “เป็นความเร็วที่ไม่เลว!”
เมื่อเขาเอ่ยออกมาเช่นนั้นก็ทำให้สีหน้าของเหยียนหยางเปลี่ยนไป
เพราะถึงอย่างไรแล้วหากผู้อื่นเข้าตาตัวแทนของพรรคเหมันต์สวรรค์ย่อมแสดงว่าเหยียนเย่าหาใช่จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งแต่เพียงผู้เดียวไม่! ยามนี้ซีเหมินหงกำลังพยายามลุกขึ้นยืนท่ามกลางเสียงตกตะลึงที่ดังเซ็งแซ่ เขาเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาคับแค้นใจเพราะตั้งแต่เล็กจนโตไม่มีผู้ใดทำเช่นนี้กับเขามาก่อน
ซีเหมินหงกระอักเลือดและตวาดเสียงดังในทันใด “เด็กน้อย ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
เมื่อพูดจบเขาก็เริ่มขยับร่างอีกครั้งทว่าเมิ่งฝานยังคงคลี่ยิ้มอยู่อย่างนั้น ก่อนจะกางนิ้วทั้งห้าออกเแล้วจู่โจมเข้าที่ใบหน้าของซีเหมินหงอีกครั้งเมื่อสิ้นเสียงดัง ‘ปึก!’ ซีเหมินหงก็กระเด็นออกไปอีกครั้งทว่าเมิ่งฝานตั้งใจควบคุมพลังของตนเองไม่ให้ซีเหมินหงกระเด็นไปไกล เขาก้าวเข้าหาอีกฝ่ายแล้วทำเช่นเดิมซ้ำถึงสามครั้งอย่างไม่หยุดพัก!
ปึก! ปึก! ปึก!
เสียงนี้ดังขึ้นไปถึงที่รับรองแขกผู้ทรงเกียรติทำให้ซีเหมินสยงหน้าเขียวไปด้วยความโกรธแค้นทว่าเอินไท่กลับพยักหน้าอย่างชื่นชมเพราะหากไม่มีฝีมือร้ายกาจจะกลายเป็นจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งได้อย่างไร! ผู้อ่อนแอมักตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งผู้ที่ปรับตัวได้เท่านั้นจึงจะอยู่รอด!
เพราะร่างของซีเหมินหงฟาดลงไปบนแท่นประลองหลายครั้งยามนี้ใบหน้าของเขาอาบไปด้วยเลือดจนแทบไม่ใช่คน
ดุดันร้ายกาจ! ผู้คนทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญาและนึกไม่ถึงว่าหมู่บ้านอูเจิ้นจะมีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งดั่งปีศาจเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้
“ดูท่าเจ้าเด็กคนนั้นจะสนใจความรู้สึกเจ้าไม่น้อยเลยนะ”
กู่ฉิงเอ่ยขึ้นเสียงเบาทว่าน้ำเสียงของนางกลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปส่วนกู่ซินเอ๋อร์ก็หน้าแดงขึ้นมาแต่หาได้เอ่ยสิ่งใดออกไปไม่ส่วนทางฝั่งของเมิ่งฝานนั้นกว่ารอยยิ้มอันเยือกเย็นของเขาจะหุบลงก็เป็นตอนที่ก้าวลงมาจากแท่นประลองแล้วกู่ซินเอ๋อร์เป็นผู้ที่อยู่ในหัวใจของเขา เช่นนั้นเขาจะยอมให้ผู้อื่นล่วงเกินนางได้อย่างไร
ทว่า ก่อนที่เมิ่งฝานจะเดินลงมาจากแท่นประลองก็ย่นคิ้วแล้วมองขึ้นไปที่จุดรับรองแขกผู้ทรงเกียรติก่อนจะมองกลับมายังลานประลอง ซึ่งจุดที่เมิ่งฝานมองขึ้นไปเมื่อครู่คือมุมมืดของพื้นที่รับรองขณะเดียวกันผู้ที่อยู่ในมุมมืดนั้นก็ขมวดคิ้วเข้ม!
หลังจากการประลองในรอบที่สองจบลงจอมยุทธ์ที่เหลือล้วนแต่เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของแต่ละตระกูลทั้งสิ้นรอบลานประลองสวรรค์ประทานแห่งนี้จึงครึกครื้นขึ้นยิ่งกว่าเดิมเพราะการประลองอันดุเดือดที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!
...............
[1] ต้าเย่ : เป็นคำที่ใช้เรียกตัวเองเวลาต้องการยกตนข่มท่านโดยจะใช้เรียกเพื่อให้ตัวเองอาวุโสยิ่งกว่าอีกฝ่าย