หลังจากร่วมรีบกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว หวัง ชง ก็เข้าได้เยี่ยมน้องสาวของตน จากนั้นก็กลับมาที่ห้องเพื่อพักผ่อนทันที แต่ทว่าในเวลานั้นประตูห้องของเขาก็ถูกเปิดออกพร้อมกับ เสิน ไห่ และ เมิ่ง หลง รีบวิ่งเข้ามาภายใน
“เกิดอะไรขึ้น!?”
หวัง ชง กล่าวถามพลางขมวดคิ้วแน่น
“นายน้อย มีคนมาตามหาท่าน!!”
แขกผู้มาเยือนทั้งสองคนได้มายังตำหนักตระกูล หวัง อีกทั้งยังเจาะจงว่าจะพบกับ หวัง ชง โดยเฉพาะอีกด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ เสิน ไห่ และ เมิ่ง หลงถูกลงโทษโดยฮูหยิน หวัง ให้ไปเฝ้าประตูหน้าตำหนัก ดังนั้นจึงไม่มีใครอื่นรับรู้เรื่องนี้นอกจากพวกเขาทั้งสองคน
แต่เดิมแล้ว เสิน ไห่ และ เมิ่ง หลง ต้องการจะรายงานเรื่องนี้ให้กับฮูหยิน หวัง ได้รับรู้ อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้นางมีความกังวลมากเกินไป หากว่านางรู้ว่า หวัง ชง ได้ไปสร้างปัญหาภายนอกอีกครั้งในช่วงสั้นๆ มันจะทำให้นางกลับไปเดือดดาลอีกครั้ง ดังนั้นพวกเขาทั้งสองคนจึงเลี่ยงที่จะรายงานให้นางรับรู้
“นายน้อยลำดับสาม ข้าคิดว่าท่านควรจะออกไปพบพวกเขาด้านนอกจะเหมาะกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วหากฮูหยินรู้เรื่องนี้จะทำให้ท่านถูกลงโทษเอาได้!!”
ทั้งสองกล่าวพลางโค้งคารวะด้วยความเคารพ
หวัง ชง ยิ้มบางๆ ออกมา เสิน ไห่ และ เมิ่ง หลง อาจจะไม่ทันได้สังเกตเห็น แต่สิ่งที่พวกเขากำลังแสดงออกมาในเวลานี้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเคยทำมาก่อนต่อหน้า หวัง ชง
ดูเหมือนว่าทัศนคติของพวกเขาต่อ หวัง ชง จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่เห็น หวัง ชง เป็นเพียงทายาทที่ไร้ความสามารถของตระกูล หวัง อีกต่อไป
หวัง ชง เห็นแขกผู้มาเยือนทั้งสองคนทันทีที่เขาก้าวออกจากห้องของเขา ความจริงแล้วเขาอยากรู้ไม่น้อยว่าทั้งสองคนนี้มาจากที่ใด และต้องการพบเขาด้วยเรื่องอะไร
“ท่านคือ หวัง ชง หรือ!?”
ก่อนที่ หวัง ชง จะได้กล่าวอะไรออกมานั้น แขกทั้งสองคนก็ได้กล่าวถามออกมาก่อนอย่างรวดเร็ว
พวกเขาทั้งสองคนต่างก็สังเกตเห็น หวัง ชง ทันทีที่เขาก้าวออกจากห้องเช่นกัน
ทั้งสองคนต่างอยากรู้อย่างมากว่า หวัง ชง นั้นเป็นคนเช่นไรจึงได้เข้ามาขัดขวางแผนการของพวกเขา มีคนไม่มากนักที่รับรู้เรื่องของแร่ไฮเดอราบาด และเป็นเรื่องยากมากที่คนทั่วๆ ไปจะสามารถซื้อแร่เหล่านั้นด้วยราคาสูงเช่นนี้จัดหน้าพวกเขาได้
ทั้งสองคนต่างอยากรู้อย่างมากว่าคู่แข่งการค้าของพวกเขาคือใคร แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นเด็กมาก่อน
เช่นเดียวกับที่ภิกษุชาวสินธุทั้งสองรูปได้กล่าวเอาไว้ คู่แข่งของพวกเขาเป็นเด็กจริงๆ
มันยากที่จะเชื่อได้ว่าแผนการลับๆ ของตระกูล จาง ที่แม้แต่ผู้นำตระกูลยังให้ความสำคัญอย่างมากนั้นกลับถูกทำลายลงโดยเด็กเล็กเช่นนี้
“ท่านทั้งสองคือใคร!?”
ขณะเดียวกันนั้น หวัง ชง ก็พยายามแยกแยะพวกเขาออกจากความทรงจำของเขาเช่นกัน เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าตนไม่เคยพบทั้งสองคนนี้มาก่อน แต่เขาก็ยังได้กลิ่นซัลเฟอร์ และถ่านจากร่างกายของพวกเขาตั้งแต่ที่อยู่ห่างออกไป
คนที่มีกลิ่นเช่นนี้ย่อมทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากคนทั่วไป แม้ว่า หวัง ชง จะสามารถคาดเดาได้บ้างแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังต้องการคำยืนยันอยู่ดี
“ข้าคือ จาง เจี่ยน!!”
“ข้าคือ จาง ฉง!! คุณชายอาจจะไม่รู้ว่าพวกเราคือใคร พวกเราคือตระกูล จาง แห่งเมืองหลวง!!”
ทั้งสองกล่าว แม้ว่าตระกูล จาง จะมีชื่อเสียงในด้านการถลุงโลหะ , ตีอาวุธ และชุดเกราะมากในเมืองหลวงก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าเด็กเล็กเช่นนี้จะรู้จักพวกเขา
“อย่างที่คิดไว้จริงๆ!!”
ใบหน้าของ หวัง ชง ยังคงสงบเงียบ แต่ทว่าภายในหัวใจของเขากลับเต้นระรัวขึ้นอย่างชัดเจน เขาไม่ได้คาดหวังว่าตระกูล จาง แห่งเมืองหลวงจะตามหาเขาเร็วเช่นนี้
ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขาอาวุธที่ถูกตีขึ้นจากเหล็กหวู่จือที่เหลืออยู่ภายในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็ถูกตีขึ้นมาโดยตระกูล จาง เช่นกัน
หากว่าเขาไม่ได้เป็นคนไปเจรจากับภิกษุชาวสินธุทั้งสองก่อนแล้วนั้น คนที่จะได้ครอบครองเหล็กหวู่จือก็คือตระกูล จาง
ในด้านการตีเหล็กแล้วตระกูล จาง เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงอย่างมาก พวกเขามีสถานะสูงส่งมากในหมู่ช่างตีเหล็ก และหากไม่ใช่เพราะพวกเขาแล้วต้าถังอาจจะไม่มีเหล็กหวู่จือไว้ในครอบครองด้วยซ้ำ
นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายไม่น้อย แม้ว่าพวกเขาจะสามารถบอกได้ว่าแร่ไฮเดอราบาดนั้นไม่ใช่โลหะธรรมดา แต่พวกเขาก็ไม่อาจล่วงรู้คุณค่าที่แท้จริงของมัน
พวกเขาแบ่งซื้อแร่ไฮเดอราบาดจากภิกษุชาวสินธุทั้งสองมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และด้วยวิธีการถลุง และการตีที่ผิดพลาดของพวกเขา มันจึงทำให้ไม่สามารถดึงคุณค่าของเหล็กหวู่จือออกมาได้อย่างสมบูรณ์ มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก
“ข้าขอถามได้ไหมว่าเหตุใดพวกท่านถึงต้องการมาพบข้า!?”
หวัง ชง กล่าวถามด้วยรอยยิ้ม
“พวกเราได้ยินมาว่าคุณชายซื้อแร่จากภิกษุต่างถิ่นสองรูป!!”
ทั้งสองเลือกสรรคำกล่าวของพวกเขาออกมาอย่างระมัดระวัง และกล่าวออกมาอย่างสุภาพ
ผู้นำตระกูลของพวกเขากำชับอย่างหนักแน่นว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องแร่ไฮเดอราบาดออกไปภายนอก ในตอนนี้ทั้งสองคนไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า หวัง ชง รับรู้ถึงคุณค่าของแร่ไฮเดอราบาดมากน้อยเพียงใด
ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าถึงความเข้าใจของ หวัง ชง พวกเขาจึงไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องนี้ออกมา
“หึ!! คิดแล้วว่าต้องเป็นเรื่องนี้!!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวัง ชง ก็ยิ้มเย็นขึ้นภายในใจ ทั้งสองคนนี้มาที่นี่เพราะแร่ไฮเดอราบาด และเป็นไปได้สูงว่าหลังจากที่พวกเขาพบภิกษุชาวสินธุทั้งสองรูปแล้วรู้ว่าไม่มีทางเลือกอื่น
“ที่จริงแล้วข้าซื้อแร่มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำไมพวกท่านถึงได้ให้ความสนใจกับแร่เหล่านั้นหรือ!?”
หวัง ชง กล่าวออกมาด้วยใบหน้าไร้เดียงสา พลางไพล่มือทั้งสองข้างกลับไปด้านหลัง
ซื้อมาเพียงเล็กน้อย!? เขาซื้อมาทั้งหมดไม่ใช่หรือ!? อีกทั้งยังซื้อสิทธิ์ในการแจกจ่ายแร่ไฮเดอราบาดในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มาอีกด้วย!?
หากว่าพวกเขาทั้งสองสามารถซื้อแร่จากภิกษุชาวสินธุทั้งสองได้ มีหรือที่พวกเขาจะต้องมาอยู่ที่นี่
“เอ่อ........ตระกูล จาง ของเราสนใจในการทำเหมือง และถลุงเหล็กเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้าได้ยินมาว่าคุณชายได้ซื้อแร่จากภิกษุทั้งสองมาทั้งหมด ท่านพ่อของท่านเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียง และท่าน จิ่วกง ก็เป็นที่เคารพสำหรับพวกเราเสมอมา แต่พวกเราไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าตระกูลของท่านสนใจในการถลุงเหล็ก และทำเหมืองมาก่อน พวกเรามาที่นี่เพื่อจะถามคุณชายว่าพอจะแบ่งขายแร่เหล่านั้นให้กับตระกูล จาง ของเราได้หรือไม่ แน่นอนว่าพวกเราจะไม่ให้คุณชายต้องขาดทุน พวกเรายินดีที่จะชดเชยอย่างเหมาะสมด้วยตำลึงทองเพื่อแสดงความจริงใจของพวกเรา!!”
พวกเขาโค้งคำนับอย่างสุภาพในขณะที่กล่าวออกมาเช่นนั้น
ทั้งสองรู้สึกว่าคำกล่าวของพวกเขาเหมาะสมยิ่ง อีกทั้งยังแสดงความจริงใจออกมาอย่างมากทีเดียว มรดกของท่าน จิ่วกง นั้นไม่ใช่เหมืองแร่ และการถลุงเหล็ก อีกทั้ง หวัง หยาน และครอบครัวก็ไม่ได้มีส่วนการทำเหมืองแร่เช่นกัน
มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก หากว่าจะปล่อยให้แร่ไฮเดอราบาดตกอยู่ในมือของตระกูล หวัง มีเพียงตระกูล จาง เท่านั้นที่จะสามารถดึงคุณค่าที่แท้จริงของมันออกมาได้
แน่นอนว่าตระกูล จาง ไม่ได้หวังว่าจะได้รับแร่ไฮเดอราบาดมาโดยไม่ต้องเสียสิ่งใดตอบแทน พวกเขาต้องการชดเชยอย่างเหมาะสม ด้วยการค้าครั้งนี้จะทำให้เกิดผลกำไรสำหรับตระกูล จาง และตระกูล หวัง
ในมุมมองของพวกเขา แม้ว่า หวัง ชง จะผูกขาดแร่ไฮเดอราบาดเอาไว้ก็ตาม แต่เขาก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กน้อย และด้วยชื่อเสียงของตระกูล หวัง ก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะจ่ายค่าแร่ไฮเดอราบาดทั้งหมดได้อย่างแน่นอน
เหตุผลที่คุณชายแห่งตระกูล หวัง ทำสัญญาเช่นนั้น อาจจะเป็นเพียงเพราะความดื้อรั้นของเขาในฐานะเด็กคนหนึ่งก็เป็นได้
“หึหึ!!”
หลังจากที่ได้ยินคำกล่าวของพวกเขาทั้งสองคนเช่นนั้น หวัง ชง ก็รับรู้ได้ทันทีว่าตนเองกำลังถูกมองว่าเป็นเพียงแค่เด็กที่ไม่รับรู้ถึงคุณค่าของแร่ไฮเดอราบาด
“ข้าอยากรู้ว่าพวกท่านยินดีจะจ่ายค่าชดเชยให้กับข้าเท่าไหร่หรือ!?”
“หนึ่งพัน....ตำลึงทอง!!”
พวกเขาทั้งสองกล่าวตอบออกมาอย่างหนักแน่นโดยที่เน้นคำว่า ตำลึงทอง “ตราบใดที่คุณชายเต็มใจที่จะขายสัญญาของท่านระหว่างภิกษุต่างถิ่นทั้งสองรูปให้กับเรา เราก็สามารถมอบเงินหนึ่งพันตำลึงทองให้กับท่านได้ทันที!!”
“หนึ่งพันตำลึงทอง” เป็นราคาที่พวกเขาคิดขึ้น หลังจากที่ได้พูดคุยกันมาตลอดเส้นทาง และได้กลับไปถามผู้นำตระกูลของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ได้ข้อสรุปออกมาว่าราคานี้เป็นราคาที่ หวัง ชง น่าจะยินดีปล่อยสัญญานั่นออกจากมือของเขา เพื่อรับผลกำไรก้อนใหญ่นี้แทน
แต่เดิมแล้วพวกเขาได้ตรวจสอบรายรับของตระกูล หวัง ตลอดทั้งปีมาแล้ว มันมีมูลค่ารวมไม่ถึงหนึ่งพันตำลึงทองด้วยซ้ำ และการที่พวกเขาเสนอราคานี้มาก็เพื่อให้เกียรติแก่ จิ่วกง โดยเฉพาะ
“หึ!! หากว่านี่เป็นราคาที่พวกท่านเสนอได้ ข้าคงต้องให้พวกท่านกลับไปเสียเถิด ข้าจะไม่ขายสัญญาแร่ไฮเดอราบาด แต่มันยังไม่สายเกินไปหากว่าจะเจรจาการมีส่วนร่วมอีกแบบหนึ่ง หลังจากที่พวกท่านทบทวนเรื่องนี้ดีแล้ว!!”
หวัง ชง กล่าวพลางโบกมือไปมาเล็กน้อย
เขาพร้อมที่จะรับผลกำไรหลักแสนตำลึงทองจากแร่ไฮเดอราบาดอยู่ก่อนแล้ว แล้วมีหรือที่เงินเพียงหนึ่งพันตำลึงทองจะสามารถเทียบได้
เขาอาจจะได้รับกำไรมากกว่าหมื่นตำลึงทองด้วยซ้ำ จาการขายอาวุธที่ตีขึ้นจากเหล็กหวู่จือเพียงก้อนเดียว
ทั้งสองคนนี้ปฏิบัติต่อเขาราวกับว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่อ่อนต่อโลก หนึ่งพันตำลึงทองงั้นรึ!? หากว่าเขารับข้อเสนอนี้เขาคงต้องบ้าไปแล้วแน่นอน
“อะไรนะ!?”
ทั้งสองคนเบิกตากว้างด้วยความสับสน
พวกเขาคิดอย่างรอบคอบแล้วว่าราคานี้เป็นราคาที่ยุติธรรมมากที่สุด พวกเขารู้ดีว่าตระกูล หวัง ไม่ใช่ตระกูลที่จะอับจนได้ง่าย แต่สำหรับทายาทเช่น หวัง ชง เขาก็ยังได้รับเบี้ยเลี้ยงต่อเดือนเพียงแค่ไม่กี่ตำลึงเงินเท่านั้น หรือมากสุดอาจจะไม่เกินกว่าสิบตำลึงเงินด้วยซ้ำ
มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่ยอมทิ้งเงินก้อนใหญ่เช่นนี้
“คุณชาย ข้าจะพูดตามตรงกับท่าน หากว่าคุณชายต้องการให้พวกเราเสนอราคาที่สูงกว่านี้เกรงว่ามันจะเป็นไปไม่ได้!!”
ใบหน้าของทั้งสองคนเริ่มมืดมนลง
หนึ่งพันตำลึงทองคือราคาสูงสุดที่พวกเขาสามารถเสนอให้กับ หวัง ชง ได้หลังจากที่ปรึกษากับผู้นำตระกูลของพวกเขาแล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับพบว่ามันไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการของ หวัง ชง ได้
แม้ว่าตระกูล จาง จะเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงไม่น้อยก็ตาม แต่ก็ยังไม่มากพอที่พวกเขาจะใช้จ่ายความมั่งคั่งของตระกูลได้ตามต้องการ
“นอกจากนี้แล้วหากว่าเราได้ยินมาไม่ผิด ท่านยังไม่ได้ซื้อแร่ไฮเดอราบาดมา และจำเป็นต้องหาเงินให้ครบเก้าหมื่นตำลึงทองภายในเวลาหนึ่งเดือน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ พวกเราเข้าใจถูกไหม!?”
ทั้งสองกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
การรวบรวมเงินให้ได้เก้าหมื่นตำลึงทองภายในเวลาหนึ่งเดือนนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ แม้แต่ตระกูล จาง ที่มีความมั่งคั่งไม่น้อยอย่างพวกเขาก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องยาก ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึงตระกูล หวัง ที่อาศัยอยู่ด้วยเบี้ยเลี้ยงรายเดือนแม้แต่นิดเดียว
พวกเขาเชื่อว่า หวัง ชง ไม่มีทางทำตามข้อตกลงได้สำเร็จ นั่นจึงเป็นเหตุให้พวกเขามาที่นี่เพื่อเจรจากับ หวัง ชง
ความจริงแล้วหากว่าได้รับสัญญาจาก หวัง ชง พวกเขาสิ่งต่อไปที่จะทำก็คือการกลับไปเจรจากับภิกษุชาวสินธุทั้งสอง เพื่อขอให้ลดจำนวนยอดเงินที่ต้องจ่ายลง หรือยืดเวลาออกไป
ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตาม เงินจำนวนเก้าหมื่นตำลึงทองก็เป็นเงินก้อนใหญ่เกินไป แม้แต่ตระกูลใหญ่ที่มีความมั่งคั่งก็ไม่อาจจ่ายได้ภายในเวลาหนึ่งเดือน
“ดูเหมือนว่าตระกูลของพวกท่านจะสนใจแร่ไฮเดอราบาดมากทีเดียว เช่นนั้นข้าอยากจะถามพวกท่านว่าหากข้าขายสัญญานี้ให้ พวกท่านจะสามารถสร้างกำไรจากแร่หนึ่งจวินได้เท่าไหร่รึ!?”
หวัง ชง กล่าวถามออกมาอย่างหนักแน่น ขณะที่เขายืนอยู่บนขั้นบันได ชายเสื้อคลุมพลิ้วไสวไปตามกระแสลม
“นี่ ......!!”
พวกเขาทั้งสองคนต่างผงะออกไปด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่า หวัง ชง จะกล่าวถามเช่นนี้ออกมา
“เอ่อ.....ด้วยชื่อเสียงของตระกูล จาง แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่เคียวที่ถูกตีขึ้นมา ก็สามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าเคียวทั่วๆ ไปหลายเท่า หากว่าแร่ไฮเดอราบาดถูกถลุง และตีขึ้นเป็นอาวุธจากช่างของเราแล้วด้วยแร่หนึ่งจวินจะสร้างกำไรได้ราวสามร้อยตำลึงทอง!!”
จาง เจี่ยน และ จาง คง กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ
....................