“ฉันรักเธอนะ...รักมาก... รักมากกว่าใครคนไหนในโลกนี้จริงๆ”
-เอิร์ธซัน,วันงานราชพิธีสืบรัชทายาท, หนึ่งเดือนก่อนสงครามใหญ่-
‘ฉันนี่มันบ้าจังเลยนะคะ ที่ไม่ยอมตัดใจจากคนคนนั้นสักที’
‘ไม่ว่าใครก็มีเรื่องให้ไม่อยากถอดใจไปเสียก่อนอยู่ด้วยกันทั้งนั้นแหละ’ ฝ่ามือเรียวเอื้อมลงมาประคองร่างที่ล้มลงอยู่บนพื้นพร้อมๆกับที่ร่างบางค่อยๆย่อลงมาอยู่ในระดับเดียวกันเพื่อที่จะปลอบประโลมเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงเข้มยื่นใบหน้าเข้ามาในระยะประชิดสวยหวานและงดงามราวกับเจ้าหญิงจากดินแดนแห่งความฝันเด็กสาวได้กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ลอยมาจากเรือนร่างบางขณะที่เด็กสาวฝั่งตรงข้ามค่อยๆบรรจงปัดเศษดินที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าของเธออย่างเบามือ
‘เพราะงั้น...เธอไม่ได้บ้าอยู่คนเดียวหรอก เชื่อฉันเถอะ’
เด็กสาวแปลกหน้าส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้
‘ไปกันได้แล้ว’
เสียงเข้มดุดังมาจากเด็กหนุ่มที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ด้านหลังสีหน้าของเขาไม่หรี่หระนักต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขาเพียงแต่กังวลว่าทั้งหมดจะไปเข้าร่วมพิธีช้าจนกลายเป็นเรื่องที่เสียมารยาทเข้าให้เสียมากกว่า
จริงสิ!ที่เธอออกวิ่งจนหกล้มได้แผลอย่างนี้ก็เพราะกังวลเรื่องที่ลูฟต์จะเข้าพิธีไม่ทันนี่นา
‘ฉันต้องไปตามหาเขา!’
เด็กสาวพูดเมื่อลุกขึ้นยืนได้ท่าทางของเธอลุกลี้ลุกลน
‘ถ้าเป็นเจ้าของงานล่ะก็ฉันไล่ให้กลับไปแล้วล่ะ’
เด็กหนุ่มท่าทางเคร่งขรึมเอ่ย
‘เขาน่าจะอยู่ที่งานแล้วล่ะจ้ะ’ เด็กสาวขยายความให้ ‘เพราะฉะนั้นแล้วเธอเองก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะไปเตรียมตัวเพื่อเฝ้ามองเขาอยู่ในที่ที่เธอควรอยู่กันเถอะจ้ะ’
ฝ่ามือเรียวสองข้างยกมือของเด็กสาวขึ้นมาประคอง
‘ถ้าออกวิ่งตอนนี้ล่ะก็...ยังเปลี่ยนชุดทันนะจ๊ะ’
‘ง.. งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ’
‘ฉันจะรอเธออยู่ที่งานนะ’
ความทรงจำอันแสนล้ำค่ายังคงติดอยู่ในห้วงความคิดของเด็กสาวเสมอทุกครั้งที่เธอนึกถึงความอ่อนโยนและความจริงใจที่เคยได้รับจากเด็กสาวแปลกหน้าคนนั้นทำให้มิกิไม่เคยคิดเสียใจเลยสักครั้งกับสิ่งที่เธอทำลงไปเธอรู้ดี... รู้มาตลอดว่ามีใครบางคนพยายามที่จะทำร้ายเด็กสาวและพวกเขาก็ต้องการที่จะยืมมือผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันให้ช่วยจัดการเธอคนนั้นด้วยอีกแรงมิกิคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลตัวความบาดหมางรุนแรงในกลุ่มของผู้พิทักษ์กับความลับมากมายที่พวกเอิร์ธสตาร์ปิดบังไว้ไม่ใช่เรื่องที่คนของเอิร์ธซันอย่างพวกเธอจะเข้าไปก้าวก่ายแต่ในวินาทีที่เด็กสาวได้พบกับเจ้าหญิงผู้มีโชคชะตาที่แสนโหดร้ายรอคอยอยู่ข้างหน้านั้นจู่ๆก็เกิดคำถามขึ้นมาในจิตใจของเด็กสาวว่ามันสมควรแล้วหรือที่จะต้องสังเวยชีวิตของเธอไปเพื่อที่จะหยุดสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนนั้นทั้งๆที่ผู้พิทักษ์เองต่างก็มีพลังมากพอที่จะสามารถปกป้องทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ได้แต่พวกเขากลับหวาดกลัวเพียงแค่ชีวิตบริสุทธิ์ของเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูน
มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า
เด็กสาวคิด
และเธอยังคงจำได้ดีถึงเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นตอนที่เธอกลับไปเข้าร่วมพิธีสืบรัชทายาทของเอิร์ธซันมีคนบางกลุ่มพยายามจะทำเรื่องที่เธอหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในวันสำคัญของคนสำคัญของเธอเด็กสาวจึงไม่ลังเลใจเลยที่จะเข้าไปขัดขวางแม้จะรู้ดีว่านั่นหมายถึงการทรยศต่อคนมากมายที่เธอเคารพรักก็ตามแต่ท้ายสุดแล้วนั้นมันก็ไร้ผลจริงอยู่ที่เจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนไม่ได้ตายที่เอิร์ธซันอย่างที่เธอคาดหวังแต่อีกสามอาทิตย์หลังจากนั้นเธอก็ถูกกำจัดที่เอิร์ธวินดี้ ในขณะที่ตัวของเด็กสาวเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการทำอะไรลงไปโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมาของตัวเองไม่ใช่น้อยเธอได้รับบาดเจ็บหนักจากการเข้าขัดขวางการลอบสังหารเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนและอยู่ในสภาพเป็นตายเท่ากันเด็กสาวได้สติและรับรู้เรื่องการจากไปของเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนได้ไม่กี่วันสงครามครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น
ทุกอย่างมันไร้ค่าไปหมด
ทุกสิ่งทุกอย่างเลย...ไม่ว่าเธอจะพยายามมากแต่ไหน ไม่ว่าทุกคนจะดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไงท้ายสุดแล้วจุดจบของสงครามนั้นก็พรากเอาชีวิตของทุกคนที่อาศัยอยู่บนดวงดาวทั้งสิบสามไปอยู่ดีเธอถูกส่งให้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งพร้อมกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันในฐานะที่เป็นผู้ที่มีความทรงจำร่วมกันกับเขา หากไม่เช่นนั้นแล้วเธอคงเป็นได้แค่นางามิ มิกิเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่บนโลกใบนี้ได้โดยที่ไม่ได้รับรู้ถึงอดีตชาติของตัวเอง
มันเป็นเรื่องที่ดีแล้วหรือเปล่านะ...เด็กสาวก็ตอบตัวเองไม่ได้ตัวเธอในตอนนั้นแม้จะมีความทรงจำเมื่อชาติที่แล้วอยู่กับตัวแต่ร่างกายและความคิดของเธอยังคงเด็กมากเกินไปเธอไม่สามารถทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นได้ในทันทีมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเชื่อมโยงถึงกันอยู่และมันเกี่ยวพันอยู่รอบตัวเธอรวมไปถึงโชคชะตาของเด็กหนุ่มคนที่เธออยากจะปกป้องเขาเอาไว้คนนั้นด้วยเธอเคยขัดคำสั่งราชาของเอิร์ธซันพ่อของมาโมรุในโลกนี้ด้วยการขัดขวางการลอบสังหารเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนไหนจะคนต้นคิดเรื่องราวทั้งหมดนั้นดันกลับมาเกิดใหม่เป็นปู่ของมาโมรุอีกจุดยืนของเธอในตอนนั้นไม่ได้เรียกว่าอยู่ในสถานะที่จะขยับตัวทำอะไรได้ตามใจชอบอีกทั้งการสนิทสนมกับนักรบอเวจีโดยไม่คาดคิดนั่นก็ด้วยทั้งหมดทั้งมวลเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กสาวตัดสินใจที่จะปลีกตัวเองออกมาจากเรื่องราวทั้งหมดนั้นและกลายเป็นฝ่ายเฝ้ามองเขาอย่างเงียบๆเหมือนอย่างทุกครั้งที่ผ่านมา
มีเรื่องตลกร้ายอยู่สองสามเรื่องเกิดขึ้นกับตัวเธอเมื่อตอนที่กลับมาเกิดใหม่ยังโลกนี้หนึ่งคือฝ่ายนักรบอเวจีกลายเป็นคนที่คอยให้ความคุ้มครองเธอแทนสองคือครอบครัวของมาโมรุ แม้ว่าในอดีตเด็กสาวจะเคยขัดคำสั่งของพวกเขาแต่ทั้งหมดก็ยังคงให้การต้อนรับแก่เธอเป็นอย่างดีพวกเขาไม่เคยพูดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั้นอีกไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เอิร์ธซันหรือเรื่องที่เธอพาเรดกับแบล็คมาพบกับเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนที่โลกนี้พวกเขาให้อิสระแก่เธอ และให้โอกาสเธอได้เลือกเส้นทางที่เธอต้องการด้วยตัวเองนั่นเป็นความเมตตาที่เธอได้รับมาจากคนที่เธอเคารพรัก และอย่างสุดท้ายนั่นคือการที่เธอได้กลายมาเป็นคู่หมั้นของมาโมรุมันเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเธอและคนที่ทำให้มันกลายเป็นอย่างนั้นคือปู่ของมาโมรุเองถึงแม้ว่าเบื้องหลังการประกาศตัวเป็นคู่หมั้นนั้นอาจจะเป็นเหตุผลเรื่องของการคานอำนาจหรือการช่วงชิงความได้เปรียบเรื่องข้อมูลมายังไงก็แล้วแต่ นั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้เลือก
เด็กสาวสูดลมหายใจลึกเข้าปอดหวั่นใจเล็กๆกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นฝ่ามือเรียวกุมสร้อยคอที่ได้รับคืนมาจากออเร้นจ์ไว้แน่น แม้จะหวาดกลัว แม้จะอาวรณ์แต่เธอก็ตัดสินใจไปแล้วที่จะจบเรื่องนี้ลงด้วยตัวเอง
“จะเอาอย่างนั้นจริงๆน่ะเหรอมิกิ?”
“หนูแน่ใจจริงๆแล้วเหรอจ๊ะแล้วคุณพ่อท่านตกลงแล้วจริงๆน่ะเหรอ”
“ค่ะ คุณพ่อท่านไม่ได้ว่าอะไรเมื่อวันก่อนก็ไปหาท่านปู่มาซามุเนะมาแล้ว ท่านก็อนุญาตหนูเลยมาบอกพวกคุณอาไว้น่ะค่ะ”
“มาโมรุคงทำให้เหนื่อยมามากเลยสินะ”
“ไม่หรอกค่ะหนูดีใจนะคะที่คุณอาให้โอกาสหนูอีกครั้งแต่หนูคิดว่าหนูอยากจะให้มาโมจังได้เลือกด้วยตัวเองบ้างน่ะค่ะ”
“ขอโทษแทนมาโมรุด้วยนะ มิกิ”
“อย่าเลยค่ะ ทางนี้เองต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณอามากกว่าที่ให้โอกาสหนูขอบคุณมากจริงๆนะคะ”
เด็กสาวโค้งตัวลงต่ำจนหน้าผากแนบสนิทไปกับท่อนขาขณะที่เจ้าตัวนั่งอยู่บนโซฟาไม้ในห้องรับแขกของบ้านหลังใหญ่ใกล้ศาลเจ้าเรือนผมสีดำสนิทที่มัดรวบสองข้างเป็นทรงซาลาเปาตกห้อยลงมาระต้นขาก่อนจะถูกลากให้กลับไปเคลียบ่าอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวเงยหน้าขึ้น
มิกิยิ้มรับกับท่าทีเป็นห่วงเป็นใยของเจ้าของบ้านสองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคุณนายคิวาตะหัวคิ้วขมวดขึ้นอย่างหนักใจฝ่ามือเรียวประคองใบหน้าข้างหนึ่งไว้ก่อนจะหันไปมองสามีที่นั่งอยู่ข้างๆเจ้าบ้านเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะถอนหายใจเป็นเชิงบอกว่าตัวเขาเองก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน
เพราะไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาโน้มน้าวเด็กสาวดีเจ้าของบ้านเลยไม่ทันได้พูดอะไรออกไปแต่แล้วนัยน์ตาสีดำสนิทของคนเป็นพ่อก็ไปสะดุดอยู่ที่รองเท้าแตะใส่เล่นในบ้านซึ่งโผล่พ้นออกมาจากกรอบประตูห้องนั่งเล่น
“มาโมรุ?”
คิวาตะ จุน เอ่ยเรียกก่อนที่ลูกชายคนเล็กของบ้านคิวาตะจะเดินออกมาจากหัวมุมประตูทำสีหน้าม่อยเดาว่าเด็กหนุ่มคงได้ยินแค่ช่วงท้ายๆที่พวกเขาคุยกันไม่อย่างนั้นนัยน์ตาสีแดงสดคู่นั้นคงไม่มีแววประหลาดใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าเมื่อมองมาที่แขกเพียงคนเดียวของบ้านที่หันมายิ้มต้อนรับเขาด้วยใบหน้าสดใส
มาโมรุเหลือบมองนาฬิกาในห้องรับแขกเป็นเวลาที่เช้ามากพอดูหากจะมีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน แต่เด็กหนุ่มก็ตัดใจไม่ถามว่าเพราะเหตุใดแขกคนสำคัญของบ้านจึงได้เลือกเวลามาปรากฏตัวเอาซะเช้าขนาดนี้
“กินอะไรกันหรือยัง?”
เด็กหนุ่มถามสมาชิกในบ้าน และเผื่อแผ่ความห่วงใยนั้นไปถึงแขกที่มาปรากฏตัวแต่เช้าด้วย
“พ่อกับแม่ยังไม่หิวหรอกหาอะไรให้น้องรองท้องก่อนดีกว่า”
“ไม่รบกวนจะดีกว่าค่ะหนูแค่แวะมาบอกธุระเฉยๆ ต้องรีบกลับแล้วล่ะค่ะเดี๋ยวจะไม่ทันรถไฟเที่ยวเช้า”
เด็กสาวเอ่ยขัดก่อนจะลุกขึ้นในทันใด
นัยน์ตาสีดำขลับของเจ้าของบ้านสองคนหันมาสบกับนัยน์ตาสีแดงสดของคนเป็นลูกชายในทันใด
“รู้แล้วน่า...”
มาโมรุบ่นเสียงเบื่อก่อนจะหมุนตัวหักเลี้ยวออกจากห้องนั่งเล่นตรงไปยังประตูบ้าน
“แค่หัวมุมถนนก็พอแล้วล่ะนะ”
มิกิบอกเขาซึ่งไม่ยอมสบตากับเธอ
อากาศอุ่นๆในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิพัดวนอยู่รอบตัวเมื่อมาโมรุเดินนำเด็กสาวออกจากบ้านเธอหันไปร่ำลากับเจ้าของบ้านที่ออกมาส่งอีกครั้งก่อนจะเดินตามเขามาเงียบๆ
“นี่... มาโมจัง”
มิกิเรียกเขามาจากด้านหลังเด็กหนุ่มหยุดเดินก่อนจะหันไปมองเธอ
“มีอะไร?”
เขาถาม
มิกิเดินมายืนข้างเขา
“ฉันถอนหมั้นมาโมจังไปแล้วนะ”เธอเอ่ย “เมื่อวันก่อน ฉันไปพบท่านปู่มาซามุเนะมาแล้วแล้วก็เลยมาที่นี่เพื่อมาบอกคุณพ่อคุณแม่ของเธอ”
มาโมรุเลิกคิ้ว มองดูเธอไม่รู้ว่าควรจะทำสีหน้าอะไรออกมาดีระหว่างโล่งใจกับประหลาดใจมีความสำนึกผิดเจือปนอยู่หน่อยๆในความรู้สึกของเขาแต่ท้ายสุดเด็กหนุ่มก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
มิกิมีท่าทีผิดหวังเล็กน้อยที่เห็นเขาไม่ได้ว่าอะไร
“แล้วก็... ฉันขอนี่ได้ไหม?” เธอล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อบรรจงหยิบสร้อยคอเส้นเล็กๆออกมาและชูจี้ที่ทำเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของเอิร์ธซันให้เขาดู
“สร้อยเส้นนี้ถูกทำขึ้นมาใหม่แทนที่ของเก่าที่มาโมจังเคยให้ตอนอยู่ที่เอิร์ธซันถือว่าฉันขอแล้วกันนะ”
สร้อยคอที่เขาเคยให้กับเด็กสาวเมื่อครั้งที่อยู่ที่เอิร์ธซันครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นมันอยู่กับออเร้นจ์ คงจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งคู่เรื่องราวที่อาจเกี่ยวข้องกับเขาแต่เขาไม่รู้
“มันเป็นของเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่ก็เอาไปสิ”
“ขอบคุณนะแล้วก็ขอโทษด้วย... สำหรับหลายๆเรื่องเลย”
เด็กสาวส่งรอยยิ้มอ่อนมาให้เขาอย่างจริงใจ
“ฉันไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว” มาโมรุบอก“ไม่คิดอะไรแล้วจริงๆ”
เด็กหนุ่มหมายความตามนั้นเพราะเขาเหนื่อยที่จะหาเหตุผลอธิบายให้ตัวเองแล้ว เขารู้ความจริงแล้วทุกอย่าง ทุกเรื่องที่เธอทำเพื่อเขาไม่ว่าเขาจะต้องการหรือไม่ก็ตามนั้นตอนนี้เขาเข้าใจเหตุผลของมันดี มีหลายเรื่องที่เขาอยากขอโทษเธอ และอีกหลายเรื่องๆที่เขาไม่อาจอภัยให้เธอได้เด็กหนุ่มไม่รู้จะทำความเข้าใจกับมันยังไง นอกเสียจากปล่อยมันไปซะให้มันจบลงแบบนี้อาจจะดีเสียกว่า
เหมือนเด็กสาวจะเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการสื่อเธอยิ้มให้เขา ก่อนจะเอ่ยเบาๆว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็... ลาก่อนนะ”
มิกิยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ
เด็กสาวยกมือขึ้น โบกมือลาเขาก่อนจะหันหลังเดินจากไปวูบหนึ่งที่มาโมรุอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเขาก็ไม่ได้พูดอะไร เขาคิดว่าบางทีการปล่อยให้มันลงเอยแบบนี้อาจจะดีกับทั้งสองฝ่ายมากกว่าในเมื่อตัวเขาเองก็ยังทำความเข้าใจกับความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ ขืนบุ่มบ่ามทำอะไรลงไปมีแต่จะทำให้เธอเสียใจอีกเปล่าๆ
มาโมรุยืนส่งเด็กสาวจนสุดสายตาขณะที่อีกฝ่ายก้าวเดินห่างออกไปจากเขาเรื่อยๆอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง
มิกิเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในวันที่อากาศสดใสท้องฟ้ายามเช้าเป็นสีฟ้าประกายเจิดจ้าเด็กสาวไม่รู้สึกตัวเลยว่าเธอก้าวเดินออกไปข้างหน้าได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้หัวสมองของเธอหนักอึ้งไปหมด
จบแล้วสินะ... รักข้างเดียวของฉัน
ฝ่ามือบางกำแน่นอยู่ที่สร้อยคอครั้งหนึ่งเธอเคยใช้มันเป็นตัวแทนของเขาเพราะมันเป็นของขวัญชิ้นเดียวที่เขาเคยมอบให้ แต่ตอนนี้มันเป็นของเธอแล้ว เป็นของเธอคนเดียวแค่เธอคนเดียวเท่านั้น
ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย...
เด็กสาวเดินเลี้ยวตรงหัวมุมถนนจากมาเธอไม่รู้ว่ามาโมรุทำสีหน้ายังไงตอนที่เธอหันหลังให้เขาไม่รู้ว่าเขาจะเห็นน้ำตาแห่งความอ่อนแอของเธอหรือเปล่าเด็กสาวสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ได้แต่ภาวนาว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เธอจะได้ร้องไห้เพื่อเขาก่อนที่จะจากที่นี่ไปจนสุดขอบฟ้า
และไม่มีวันหวนกลับมาบรรจบกับเขาอีก
ขอโทษนะคะ คุณเรด ออเร้นจ์...
ฉันนี่ไม่ได้เข้มแข็งขึ้นเลย
แย่จริงๆ…
เพราะอย่างนั้นฉันถึงไม่อาจกลั้นน้ำตานี้ไว้ได้เลย...