Stardust Realm -Online-

    บทที่ 33: นครจักรกล

    บทที่ 33: นครจักรกล

             

            ลัคนา ฝัน และนารีกลับมาถึงเมืองหลักของทวีปน้ำแข็งโดยสวัสดิภาพ พวกเขาใช้จุดวาร์ปของเมืองกลับไปยังทวีปหลัก

            ลัคนาตื่นตาตื่นใจกับความโออ่าอลังการของเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ <สตาร์ดัสต์ โฮลี่ ซิตี้> ตึกสูงตระหง่านสร้างจากหินสีขาวต้นไม้ร่มรื่น หอคอยสูงเสียดฟ้า ผลึกสีขาวเรืองแสงสว่างจ้าใต้หลังคาโดมแก้ว ทางน้ำใสสะอาดรอบเมืองผู้คนเดินกันขวักไขว่ เลี้ยวมุมหนึ่งก็เห็นร้านแผงลอยอัดแน่นเต็มถนน

            “ที่นี่คือย่านการค้า เรานัดเพื่อนไว้ที่ร้านขายเครื่องประดับตรงนั้นจ้ะ”ฝันบอก ดันหลังลัคนาเบาๆ ให้เดินไปตามถนน

            เสียงประกาศขายของดังเจี๊ยวจ๊าว ความครึกครื้นของเมืองหลวงนี้ตรงข้ามกับเมืองน้ำแข็งร้างผู้คนเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

            นารีกดปุ่มบนหน้าต่างตัวละครแล้วถอดเสื้อคลุมออก ข้างใต้ เธอใส่เสื้อแขนกุดเห็นสะดือทับด้วยเสื้อกั๊กลายสวยท่อนล่างเป็นมินิสเกิร์ตทับด้วยเข็มขัดเหล็ก ขาสวมถุงน่องตาข่าย รองเท้ามีส้นหนาเตอะฝันยังสวมเสื้อคลุมต่อไปเหมือนไม่รู้สึกถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนกะทันหัน

            ข้างทางมีบอร์ดข่าวสารตั้งอยู่ บนนั้นมีข้อความทำนองเดียวกันหมด

            [เหงา หาคนเยียวยาหัวใจ <3]

            [อกหัก โดนแฟนทิ้ง T^T]

            [รับสมัครสามีด่วน สนใจpm]

            [รับหมอเข้ากิลด์ ขอขาวสวยหมวยเอ็กซ์ สนใจ pm]

            “...”

            พอเดินลึกเข้าไปอีก แผงลอยก็เริ่มบางตา ในเขตร้านค้าถาวรก็เจอกับร้านขายเครื่องประดับหน้าร้านเป็นกระจกมองเห็นสินค้าอันประณีตวางขายอยู่ ประตูทำจากไม้แกะสลักสวยงาม เมื่อผลักมันเข้าไปกระดิ่งเสียงใสก็ดังขึ้น

            “มาสายไปแปดนาทีกับอีกสี่สิบเอ็ดวินะ นารี” เสียงผู้ชายต่อว่าทันทีที่ก้าวเข้าไป

            “อ๊ะ ยินดีต้อนรับกลับค่ะ พอดีเลย จะชงชากุหลาบมาให้นะคะ”

            คนแรกที่ลัคนาเห็นคือสาวน้อยเจ้าของร้านซึ่งกุลีกุจอไปหยิบชา เธอมีใบหูแหลมผมเป็นลอนสีมองบลังคลุมด้วยผ้าสีขาวบางๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมวกเบเร่ต์สีอ่อน ดวงตาเรียวสวยมีสีเขียวที่คอห้อยหินสีแดงสดไว้ เธอสวมเสื้อนอกแขนพองสีชมพูและกระโปรงลูกไม้เป็นชั้นๆ เหมือนเค้กโดยรวมแล้วเป็นคนที่สวยน่ามองคนหนึ่ง

            “เอสเทลล่า ของนารีอย่าใส่นมน้า~” นารีเดินดุ๊กดิ๊กไปเท้าคางกับเคาน์เตอร์หลังร้าน“ขอขนมเยอะๆ ด้วย”

            “คิดจะเมินกันอย่างนี้เลยเหรอ?” เสียงผู้ชายดังขึ้นอีกครั้ง

            คนที่กอดอกยืนพิงชั้นหนังสือเป็นเด็กหนุ่มร่างสูง ผิวขาว ดวงตาสีน้ำทะเลซ่อนอยู่ใต้แว่นตากรอบดำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าโครงหน้าเรียว ผมหยักศกสีนิลชี้เหมือนรังนกกระจอก เขาสวมเสื้อนอกแขนยาวทำด้วยหนัง กางเกงสีกากีและรองเท้าคอมแบตสีดำ

            ดวงตาคมกริบคู่นั้นตวัดมองลัคนา

            รู้สึกเหมือนเคยเห็นคนที่มีตาแบบนั้นที่ไหนมาก่อน...

            หัวใจของเธอรู้สึกเจ็บแปลบ

            “แล้ว...เห็นว่ามีคนเข้าปาร์ตี้ก่อนหน้านี้ คือคนนี้สินะ” เสียงของเขาไม่ได้ดุเหมือนหน้า

            “นี่คือลัคนา เป็นเอไอทดสอบระบบคนแรกของเซิร์ฟจ้ะ” ฝันพูด นิ้วกดรัวบนแป้นลอยได้“ลัคนา นี่วศิน เป็นสายโจมตีไกลประจำทีม”

            “อือ สวัสดี” เขาก้มหัวให้เล็กน้อย น่าแปลกที่เขาไม่ขัดการเข้าทีมเหมือนนารีคำขอเป็นเพื่อนเข้ามาทันที ลัคนาจึงกดตอบรับ

            “แล้ว...เราจะเอาเวลาที่ไหนฟาร์มเวลให้เธอ?” เขาถาม กวาดสายตามองข้อมูลพื้นฐานของลัคนา

            “เวลไปหาของไปไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ ผู้เล่นใหม่คนเดียว ฉันรักษาไม่ให้ตายได้น่า”นารีกระแทกตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้วินเทจ คว้าคุกกี้ขึ้นมาเคี้ยวดังกร้วมๆ

            “ก็ดีนะ เอไอทดสอบระบบ ไม่เคยออฟไลน์ เรียกเมื่อไหร่ก็ว่าง” วศินกล่าวพลางหยิบน้ำชาถ้วยหนึ่งจากรถเข็นของเอสเทลล่าฝันเองก็หยิบถ้วยมานั่งดื่มข้างนารี

            “เชิญเลย” เอสเทลล่ายื่นจานคุกกี้ให้ลัคนา เธอรับมาแบบเกรงใจ

            “คุณเอสเทลล่านี่...สวยจังเลยนะคะ” เธอชมแบบตรงไปตรงมา นารีหัวเราะลั่น

            “ก็เกมนี่ให้เปลี่ยนรูปโฉมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนี่นะ~ มีแต่คนสวยแบบฉันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่อย่าไปบอกใครนะว่านอกเกมเอสเทลล่าเป็นผู้...”

            “กรี๊ด! อย่าบอกนะนารี!” เอสเทลล่าตรงมาตะครุบปากเด็กสาวช่างคุยเอาไว้ก่อนเธอจะหลุดพูดอะไรที่คนอื่นไม่ควรรู้

            “ทำไมล่ะ ไม่ใช่ความลับสักหน่อย นอกเกมก็ไม่เห็นคิดมากเรื่องนั้นเลย” นารีหัวเราะพลางพยายามผลักเพื่อนสาว(?)

            “เข้าใจคำว่ามารยาทไหม? อ่านข้อตกลงบ้างรึเปล่า? มันเขียนอยู่ในข้อ 16.2” วศินแทรก

            ลัคนามองเอสเทลล่าสลับกับนารี ไม่เข้าใจว่าในเกมนอกเกมที่พูดถึงหมายความว่ายังไง

            “เอาเข้าจริง ขุ่นพี่วศินที่เป็นถึงผู้เล่นอันดับหนึ่งของเกมสุดสาครออนไลน์ทำไมมาเกมนี้ถึงได้เป็นเจ้าแว่นที่ไม่มีอะไรเด่นเลยล่ะ?” นารีถามกวนๆ ส่วนวศินยักไหล่ไม่สนใจ

            สตาร์ดัสต์ เรล์มเป็นเกมที่คนเล่นน้อยมากเมื่อเทียบกับเกมแฟนตาซีเกมอื่นเกมที่วศินเล่นก่อนหน้าเล็กกว่าเกือบห้าเท่า พูดอีกอย่างคือเป็นที่หนึ่งได้เพราะไม่มีใครแข่งด้วย

            “เถอะนะ เข้าเรื่องกันเถอะ” ฝันดึงเก้าอี้ไปยังโต๊ะไม้กลางร้าน คนอื่นๆจึงเข้ามานั่งรอบโต๊ะนั้น

            “เริ่มจากสไตล์การต่อสู้ของไอชาแล้วกัน” วศินขยับแว่น “ไอชาใช้กรงเล็บเป็นอาวุธหลักอาวุธเทอะทะแถมใช้ยากอย่างนั้นไม่ใช่คู่ปรับของอาวุธหลายๆ ประเภท แต่ความน่ากลัวของมันอยู่ที่ความจริงแล้วมันเป็นสัตว์อสูรซินโครซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ ชื่อของมันคือ <Demon Claw> (กรงเล็บปีศาจ)”

            “ซินโคร?” ลัคนาเอียงศีรษะในใจคิดว่าสัตว์อสูรที่วศินพูดถึงน่าจะหมายถึงมอนสเตอร์

            “ซัมมอนเนอร์สายหนึ่งที่สามารถรวมร่างกับสัตว์อสูรได้” เขาอธิบายสั้นๆ“นอกจากนั้นเธอก็รวมร่างกับคีริน ความสามารถไม่แน่ชัดแต่คาดว่าช่วยให้สู้กลางอากาศได้สั้นๆกับแอวาแลนช์ แอปริคอต สามารถป้องกันการโจมตีจากด้านหลัง”

            “ขนาดนั้นเลย?!” ฝันอุทาน ตอนที่เคยอยู่ปาร์ตี้เดียวกันเธอยังไม่น่ากลัวขนาดนี้“เธอทำพันธะกับมินิบอสตัวนั้นได้ยังไงน่ะ?!”

            “ยังไม่จบ ไอชาทำพันธะกับปีศาจเลเมเกทันชื่อ <กลาเซีย ลาโบลัส> ความสามารถในเกมยังไม่แน่ชัดแต่เท่าที่อ่านประวัติของตัวจริงแล้ว...” วศินกวาดสายตาอ่านข้อมูล เรียบเรียงในสมองและพูดออกมาอย่างคล่องแคล่ว“เป็นผู้นำการฆาตกรรม บอกเล่าเรื่องอดีตและความสัมพันธ์ของเพื่อนและศัตรู ทำให้ล่องหนได้และยังทำให้คนตาบอดด้วย”

            “เลเมเกทันที่ว่ากันว่ามีแค่ 72 ตัวในเกม แถมยังมีโควตาจำนวนผู้เล่นที่ทำพันธะได้เหรอ?” นารีไขว้ขา “แต่พวกนั้นก็มีเงื่อนไขว่าถ้าไม่ออนเกิน 15 วันจะยกเลิกพันธะนี่นะแล้วถ้าไม่หาไอเทมมาเซ่นไหว้เรื่อยๆ จะหนีด้วย”

            “การจะทำพันธะต้องลุยเดี่ยวดันเจี้ยนที่โหดที่สุดของเกม <Starless Hell> แล้วผ่าน...สุดยอดเลยค่ะ” เอสเทลล่าวางถ้วยชาลง

            “แล้วเรื่องตาบอดนี่จะไม่เป็นปัญหากับวศินเหรอ?” ฝันถาม เด็กหนุ่มส่ายหน้า

            “ถ้าเป็นกล้องเล็งของปืนไรเฟิล <Prochnost>ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะเป็นสโคปแบบกันดีบัฟด้านการมองเห็นทุกชนิดและมองทะลุสกิลได้” เขาบอก ได้ฟังอย่างนั้นนารีก็พ่นชาออกมาดังพรูด

            “เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ ขุ่นพี่วศินขา นั่นมันหนึ่งในห้าปืนระดับตำนานของเกมนะคะ”นารีเอ่ยประชด “จะบอกว่านอกจากหาวัตถุดิบทำขวานดีๆ ให้ฉัน เรายังต้องเจียดเวลาไปทำปืนระดับตำนานให้ยิงปิ้วๆเล่นอีกเหรอ?”

            “ไม่หรอก อันที่ฉันใช้อยู่เป็นของก๊อบปี้ <Pseu-Prochnost SR427> ความสามารถสโคปใกล้เคียงกัน”

            “...ถึงค่าพลังจะลดจากของเดิมไปเกินครึ่ง”

            “นอกจากนี้...น่าจะหมดแล้วล่ะ” วศินจะปิดหน้าต่างข้อมูลแต่ลัคนายื่นมือออกไปหยุดเขา

            “ยังไม่หมดค่ะ...ผ้าพันแผลเป็นไอเทม <ผ้าห่อศพของเนโครแมนเซอร์> ได้รับจากมินิบอสเนโครแมนเซอร์ เนเดียร์แห่งสุสานโบราณ...กันความเสียหายจากเวทมนตร์ประเภทคำสาป”เธอพูด

            ไม่รู้ว่าความรู้นี้มาจากไหน เธอก็แค่รู้...เหมือนกับที่รู้วิธีพูดหรือเดินคำพูดของเธอเรียกให้ทุกคนหันมามอง

            “แปลกจัง แค่เรื่องเบสิกในเกมยังไม่รู้แต่กลับรู้ชื่อไอเทม...” ฝันเท้าคางมองเด็กสาวที่ถูกคิดว่าเป็นเอไอ“มีประโยชน์ดีนะ”

            “ส่วนปืนของวศิน กล้องเล็งต้านแค่ดีบัฟตาบอด ขวานของนารีเป็นระดับหกดาวฝันมีคทาระดับห้าดาว จำกัดใช้ได้แค่คนที่อัปสกิล <ชำระล้าง>จนเต็มแล้วเท่านั้น เอสเทลล่าไม่ได้ใส่อาวุธหรือเกราะไว้ใต้ชุดแฟนซี มีแค่เครื่องประดับที่เพิ่มโอกาสสำเร็จสกิลเท่านั้น”

            คนในห้องจ้องหน้าเธออยู่พักหนึ่ง วศินก็พูด

            “คงเป็นสกิลใหม่ที่จีเอ็มเอามาทดลอง ดูมีประโยชน์ดีนะ”

            ลัคนาโล่งอกที่เธอไม่ได้แปลกประหลาดเท่าไรนัก

            “เอ่อ...ขอโทษนะคะที่เพิ่งมาถามเอาตอนนี้ แต่ทุกคนเล่นสายอะไรกันบ้างเหรอคะ?” เธอถาม

             “อ๋อ ฉันเล่นเป็น <Priest> สายสนับสนุน ส่วนนารีก็ <Gladiator> เป็นสายบ้ากล้ามเน้นโจมตีเป้าหมายเดี่ยว” ฝันพูดยิ้มๆ

            “ใครบ้ากล้ามยะฝัน” นารีทำแก้มป่อง สะบัดหน้าไปทางอื่นพลางทำเสียง ฮึ

            <Priest> (นักบวช) เป็นสายสนับสนุนแบบสุดโต่งสายหนึ่งกล่าวคือไม่สามารถโจมตีได้จนกว่าจะมีเลเวลที่สูงจริงๆ และช่วงต้นเกมต้องเกาะคนอื่นกินเท่านั้นแต่สิ่งที่ทดแทนการไม่สามารถต่อสู้ได้คือความสามารถในการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งบัฟ ฮีล ล้างสถานะ ดีบัฟ หรือฟื้นพลัง

            <Gladiator> (กลาดีเอเตอร์) ได้รับความนิยมในระดับหนึ่งเน้นจู่โจมเป้าหมายเดี่ยว เหมาะสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่นารีเลือกอาวุธขวานซึ่งมีระยะโจมตีกว้างจึงสามารถโจมตีหมู่ได้หากถูกล้อม

            “ส่วนฉันเป็นนักแปรธาตุ สายรองคือ <Craftsman>สร้างเครื่องประดับจริงๆ ก็เลือกสายนี้เพราะดันไปเปลี่ยนเผ่าเป็นเอลฟ์ค่ะ ฮะๆ” เอสเทลล่าหัวเราะ

            นักแปรธาตุสามารถสร้างของได้หลากหลายก็จริง แต่ถ้าเลือกสายเฉพาะเจาะจงเหมือนเอสเทลล่าจะทำให้คุณภาพของที่สร้างเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทีเดียว

            ถึงดูเป็นสายที่ไร้ประโยชน์ แต่สำหรับเกมนี้ หนึ่งไอดีสามารถสร้างตัวละครได้3 ตัว ทุกตัวใช้กระเป๋าใบเดียวกัน ฉะนั้นถ้าเอสเทลล่าหาเงินและสร้างไอเทมจากตัวละครนี้ได้ตัวละครอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นตัวละครหลักก็สามารถใช้ได้เช่นกัน เป็นวิธีฟาร์มเงินหาของแบบไม่ต้องลงดันเจี้ยนทำให้สายนักแปรธาตุกลายเป็นสายที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของเกม

            “แล้วที่ห้อยคออยู่คืออะไรเหรอคะ?” ลัคนาถามเพราะมองคุณสมบัติ
    ไอเทมไม่ออก

            “หินนักปราชญ์ค่ะ แหม ถึงจะบอกว่าเป็นหินนักปราชญ์แต่มันก็เป็นของที่ได้รับแจกตอนต้นเกมทำอะไรไม่ได้นอกจากเป็นตัวกลางในการแปรสภาพวัตถุค่ะ” เอสเทลล่าแตะหินสีแดงที่ห้อยคอไว้“เอ๊ะ อ่านคุณสมบัติไม่ได้เหรอคะ...?”

            “สงสัยได้แค่พวกเกราะกับอาวุธ” ลัคนาคอตก

            “แค่นั้นถือว่ามีประโยชน์มากแล้ว” วศินพูดเสียงเรียบ “ฉันสาย <Mana Bullets> ใช้ได้ทั้งปืนคู่และปืนซุ่มยิง”

            สายอาชีพนี้ไม่มีข้อมูลในไกด์มาก ระหว่างที่ทีมล่ายมทูตคุยเล่นกันเธอจึงเปิดบอร์ดข่าวสาร

            ข้อมูลเกี่ยวกับสายปืนมานาสามารถสรุปได้ว่า เล่นยากมาก และแทบไม่มีคนเล่นเลยความยากของสายนี้อยู่ที่การจัดแบ่งค่าพลังให้ดี ต้องมีค่า STR (ความแข็งแรง) มากพอให้แบกปืนใหญ่ๆ ได้ มี INT (ความฉลาด) เพื่อเพิ่มปริมาณมานาซึ่งจะส่งผลกับปริมาณกระสุนที่ยิงได้ ค่าความเสียหายคำนวณจากสองค่าพลังนี้นอกจากนี้ค่า AGI (ความเร็ว) ก็จำเป็นสำหรับการวิ่งหาที่ซุ่มและวิ่งทิ้งระยะ

            ปืนเป็นอาวุธที่ต่างจากธนูตรงที่หลบยาก และกระสุนให้ดาเมจเยอะกว่าธนูประมาณสี่สิบเปอร์เซ็นต์แต่ความได้เปรียบนี้ต้องแลกมาด้วยสองอย่าง

            หนึ่งคือต้องเสียเวลารีโหลด (ในกรณีของปืนพกและปืนเซมิออโต้) หรือต้องเสียเวลาดีดปลอกกระสุนออก(ในกรณีของไรเฟิล) ถ้าเทคนิคไม่ดีจริงอาจจะตายได้ระหว่างนั้น

            สองคือผู้ใช้ปืนมานาไม่มีระบบช่วยเล็งแบบติดตัวเหมือนนักธนู จึงมีค่าพลังแฝง<ACU> หรือ <Accuracy>ช่วยเพิ่มความแม่นยำสำหรับคนใช้
    ไรเฟิลจะมีกล้องเล็งให้แทน แต่สำหรับคนใช้ปืนประเภทอื่นจะเหมือนการยิงปืนในชีวิตจริงการเล็งให้ดีเป็นนรกของแท้

            หลังอ่านไปเรื่อยๆ เธอก็ไปเจอกับการจัดอันดับผู้ที่เล่นสายนี้ คนที่ได้ที่หนึ่งเป็นผู้ใช้ปืนใหญ่ระดับตำนาน<Pravda> (ปราฟดา) ส่วนวศินอยู่ที่สาม

            “ตอนนี้ฉันได้แร่พิเศษจาก <ดันน้ำแข็ง> มาแล้วล่ะ ที่ต่อไปก็...”

            “<นครจักรกล>” ฝันพูดพลางเลื่อนแผนที่ของตนไปรอบๆ

            “ไหนๆ จะไปแล้ว ฉันมีของมาให้ทุกคนด้วยนะคะ” เอสเทลล่าพูด มือหยิบกล่องเครื่องประดับทำจากกำมะหยี่สีสวยออกมา“ของฝันเป็นต่างหูเพิ่มค่า TAL ส่วนของนารีฉันเอาที่ผูกผมอันเก่าไปเสริมพลังของวศิน ฉันทำแว่นที่เพิ่มค่า INT กับ ACU ส่วนของคุณลัคนาขอไปดูหลังร้านก่อนนะคะ”

            สาวเอลฟ์เดินหายไป ระหว่างนั้นสองเพื่อนสนิทก็เอาของใหม่มาลองกัน วศินนั้นต้องเดินเลี่ยงไปเปลี่ยนแว่นตาแต่ก็ถูกนารีตามติดไปด้วยสีหน้าสนุกสนาน

            “รู้จักคำว่าพื้นที่ส่วนตัวไหม?” เขามองนารีขุ่นๆ

            “ถ้าได้เห็นขุ่นพี่ถอดแว่นมันก็คุ้มแหละ ฮุๆ” 

            “ไม่ให้เห็นหรอก...”

            “เหรอ? มันยังเป็นของพิเศษที่มีผู้หญิงคนเดียวในโลกนอกจากแม่ที่มีสิทธิ์มองงั้นสิ? แล้วตอนนี้ผู้หญิงพิเศษคนนั้นก็—”

            “เงียบน่า!” วศินตวาดใส่หน้าเด็กสาว ฝันที่กำลังส่องกระจกมุมร้านสะดุ้งโหยงจนเกือบทำของในมือหล่นนารียักไหล่แล้วเดินกลับไปนั่ง

            “...ชิ มาตะโกนใส่นารีผู้น่ารักคนนี้ได้ลงคอ...” เธอเท้าคางบ่นงึมงำ

            “นารีก็รู้นี่ว่าวศินไม่อยากให้พูดเรื่องนั้น” ฝันเอ็ดเสียงเบา “ก็เหมือนเธอไม่อยากให้พูดเรื่องไวรัส—”

            คราวนี้นารีเป็นคนส่งสายตาพิฆาตจนฝันต้องหุบปากโดยอัตโนมัติ

            ตอนนั้นเอง เอสเทลล่าก็กลับเข้ามาในร้าน

            “ขอโทษที่ให้รอค่ะ” สาวเอลฟ์ยื่นกำไลข้อมือให้ลัคนา มันเป็นกำไลสองเส้นผูกติดกันเส้นหนึ่งเป็นเชือกร้อยสีแดง อีกเส้นเป็นทอง “เป็นของสวมใส่ได้ทุกระดับ แต่คุณสมบัติดีมากๆใช้ให้คุ้มเลยนะคะ”

            ลัคนาขอบคุณแล้วรับมา เธอเปิดหน้าต่างสถานะก็พบว่ามีตัวเลข +12 ปรากฏขึ้นหลังเลขค่าSTR ของตัวเอง กำไลนั้นชื่อว่า <เครื่องประดับที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ> ประเภทกำไล ผู้ผลิตคือเอสเทลล่า

            “พร้อมแล้วก็ไป! เย้!” นารีลุกออกจากร้านคนแรก แต่ก็โผล่หน้ากลับเข้ามาพูดกับเอสเทลล่าด้วยน้ำเสียงประจบประแจง“คราวหน้านารีขอขนมอร่อยๆ อีกน้า~”

            จากเมืองหลวง นั่งรถไฟประมาณสองนาทีก็ถึงน้ำตก ต่อจากตรงนั้นสามารถนั่งกระเช้าไปยังทุ่งสายรุ้งรวมเวลาเดินทางประมาณสี่นาที

            รถไฟแล่นผ่านป่าสีม่วงซึ่งเป็นป่ารอบเมือง ทิวทัศน์รอบตัวทุกอย่างเป็นสีม่วงราวกับอยู่ในป่าเวทมนตร์พ้นป่าก็ผ่านอุโมงค์ต้นไม้ ลักษณะเป็นซุ้มที่มีเถาวัลย์ปกคลุมแต่แสงยังสามารถลอดผ่านได้

            กระเช้าอยู่ข้างน้ำตกสูงประมาณหกสิบเมตร พอขึ้นมาถึงข้างบนก็เป็นทุ่งสายรุ้งมีดอกไม้สวยงามหลากหลายสีสุดสายตา สายรุ้งพาดซ้อนกันบนฟ้า

            ตรงนี้มองเห็นโดมสีชมพูอยู่ไกลๆ อีกด้วย ลัคนารู้สึกคุ้นเคยกับมัน

            เธออยากไป... อยากไปที่นั่น...

            อยากกลับไปยังสถานที่อันคุ้นเคยแห่งนั้น...

            รู้ตัวอีกที ฝันคว้าแขนเธอไม่ให้เดินตกน้ำตก

             “...ที่นั่น...คืออะไรเหรอ...?” เธอถามเสียงลอย

            “ออโรร่าบาเรีย” ฝันตอบ “ที่อยู่ของ MT จ้ะ นานๆ พวกเขาจะออกจากบาเรีย หาตัวยากนะกว่าจะเจอต้องสลับชาแนลเป็นสิบๆ ที แต่พอฆ่าได้ MT จะดรอปอิลิกเซอร์ เราเลยพยายามฝ่าบาเรียที่ครอบพวกนั้นแต่พอฝ่าเข้าไปแล้วสุดท้ายก็พากันไปตายหมด”

            เมื่อได้ยินคำว่า ‘ออโรร่าบาเรีย’ ในใจก็รู้สึกอบอุ่น

            “ช่าย ยังเสียดายไม่หายเลย! นารีเก็บมาได้ไม่กี่ขวดเอง!”

            “...อย่างนั้นเหรอ...” ลัคนาบอกไม่ถูกว่าทำไมรู้สึกไม่สบายใจ

            เดินลึกเข้ามาอีกนิดก็เป็นลานกว้างปูด้วยหินเรียบสนิท มีนกสีขาวคอยาวนอนอยู่บนตัวของมันมีเบาะสีชมพูฟูฟ่องน่านั่ง วศินกดรัวๆ บนหน้าต่างกระเป๋าแล้วลงไปนั่งบนเบาะสาวๆ ทั้งสามนั่งตาม

            ลมแรงจนตัวแทบปลิว แต่ภาพ <โลก> จากมุมสูงเป็นสิ่งที่สวยจนต้องกลั้นหายใจ

            จากบนนี้เห็นเมืองหลวงเป็นวงกลมสีขาวกลางวงแหวนสีม่วงของป่า ทวีปหลักมีทรงกลมหน้าผารูปพระจันทร์เสี้ยวล้อมรอบ มีทางออกไปสู่ชายหาดและทะเล รอบทวีปหลักมีเกาะหลากหลายแต่ลัคนาไม่สนใจเธอพยายามมองเข้าไปในบาเรียสีชมพู แต่เพราะความเข้มของสีและระยะห่างทำให้เห็นของในนั้นเป็นเพียงจุดเล็กๆมัวๆ

            ไม่นานก็ใกล้ถึง <นครจักรกลลอยฟ้ามาคิน่า>

            มองจากไกลๆ เป็นเกาะทรงสูงเหมือนหอคอยสีทึม แต่พอมาใกล้ก็ต้องตกใจกับรายละเอียดและสีสันของเกาะลอยฟ้าแห่งนี้

            รูปร่างของมันเหมือนแคปซูล ฐานและยอดมน ทุกชั้นก็มีขนาดเท่าๆ กัน ช่องลิฟต์ใสส่งคนขึ้นลงตั้งแต่ฐานจรดยอด

            นกที่ขี่อยู่บินไปยังพื้นที่ลงจอดที่ยื่นออกมา ตรงนั้นมีนกเหล็กหมอบอยู่เรียงรายนกสีขาวร่อนลงอย่างนิ่มนวลให้ผู้โดยสารทั้งสี่ลงไป ส่งคนเสร็จมันก็กลับทุ่งสายรุ้ง

            นารีเดินนำเข้าไปในตัวนคร เมื่อเข้ามาก็พบท้องฟ้าจำลองขนาดยักษ์ซึ่งกินพื้นที่ทั้งชั้นใต้ทางช้างเผือกที่ฉายอยู่คือตลาดนัดซึ่งผู้คนเดินขวักไขว่ แผงลอยตั้งเรียงรายไม่แพ้เมืองหลวงนอกจากนั้นยังมีร้านอาหาร กองเศษวัสดุ อาคารกิลด์ โรงแรม ลานสเกต และลานประลอง

            “สวยจัง...” ลัคนาอ้าปากค้าง ตอนที่เธอเพิ่งเข้ามาในโลกนี้ สกายดรอปบอกว่าดวงดาวที่เธอเห็นทั้งหมดมาจากนครจักรกลแห่งนี้

            พวกเขาก้าวเข้ามาในลิฟต์ตะแกรงเหล็กที่ส่งเสียงครืดคราด เกิดความรู้สึกเสียวๆในท้องเมื่อลิฟต์เลื่อนลงอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงเมืองซึ่งเป็นชั้นฐานของนครจักรกลแห่งนี้

            เหนือศีรษะเป็นสีดำสนิท มีไฟส่องตามทางให้เห็นร้านค้ามากมาย ไอน้ำปล่อยจากปล่องควันที่กระจายตัวทั่วชั้น

            “พี่แว่น ยัยไอชานัดตอนไหนนะ?” นารีหันไปถามวศิน

            “วันอาทิตย์หน้า” เขาตอบแบบไม่ต้องคิด

            “เหลือเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์สินะ โชคดีที่อาทิตย์นี้เราไม่มีสอบ ใช้เวลาพัฒนาตัวละครให้เต็มที่เถอะ”ฝันฮึด แต่อยู่ดีๆ หนุ่มแว่นประจำกลุ่มก็หยุดเดิน

            “ไอชา...ทำไมเธอถึงไม่ยอมมาโรงเรียน?”

            “เฮอะ! แค่ขี้ขลาดไม่กล้ามาเจอหน้าฉันเท่านั้นแหละ”

            “ฉัน...ทำอะไรให้เธอโกรธอีกแล้วสินะ”

            “จะบ้าเรอะขุ่นพี่วศินขา?!” นารีตะโกน เธอทำหน้าง้ำก่อนเดินกระแทกเท้าปึงปังไปยังร้านขายยาที่ใกล้ที่สุด

            ลัคนามองฝันเหมือนจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เด็กสาวในชุดสีแดงรัดรูปส่ายหน้า

            “ขอโทษนะลัคนา เรื่องของวศินกับไอชามัน... เขา...เข้าร่วมทีมกับเราเพื่อจะได้คุยกับไอชาอีกครั้ง”

            เดินผ่านตึกสีเทาที่เรียงกันเป็นระเบียบได้สักพักก็เจอนารียืนดูดน้ำผลไม้ปั่นดังจ๊วบๆอยู่ข้างทาง

            “ถ้าเอาแต่คิดเรื่องค้างคาใจกับยัยนั่น นารีผู้น่ารักคนนี้จะเตะวศินออกจากทีมแล้วหาคนใหม่มาแทนก็ได้!”เธอชายตามองวศิน

            “ก็ได้ ซื้อยาครบรึยัง?”

            “อยู่แล้วสิ!”

            ทั้งสองคนยังตะโกนโต้ตอบกันไปมาท่ามกลางถนนอันพลุกพล่านของนครจักรกล