[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 29 วรยุทธ์และพลังป้องกัน

    "กินอิ่มแล้วยังแข็งแรงอีกตั้งหาก พัฒนาการลูกเกินตัวจริงๆ สมแล้วที่เป็นลูกรักของพ่อจ๋า"ซือหลินชื่นชมลูกสาวไม่ขาดปาก ในขณะที่คณะผู้กล้าได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องรับรองภายในราชวังนครหลวงของต้าจินได้อย่างอิสระ สองพ่อลูกอ่อนก็นั่งคุ้ดคู้ในห้องของตำหนักแห่งหนึ่ง ฝึกเดินฝึกคลานต่อกันอย่างสนุกสนาน
    "อ้อแอ้!"ฟานผู้ที่เริ่มจะก้าวเดินได้ส่งเสียงร้อง ก่อนจะใช้อุ้งมือจับเครื่องรางของอาจารย์มังกรขึ้นมาขบเหงือก"หม่ำๆ"
    "กินนมน่ะกินได้ลูก แต่ไม่งับเครื่องรางของอาจารย์เฮอเหลียวนะ"ซือหลินกล่าว พลางพยายามป้อนนมให้ฟานอย่างใจเย็น
    "อ้ะ ท่านซือหลิน กำลังให้น้องฟานทานอะไรหรือครับ?"เวทินทัก เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในห้องรับรอง
    "ทานนมกับเครื่องราง---ชะอ้าว เวทิน เจ้าเห็นหรือเปล่า ฟานกำลังเริ่มเดินได้แล้วนะเออ!"ผู้กล้าวัยกลางคนอวดลูกสาวของเขาในทันที
    "ว้าว สุดยอดไปเลยนะฟาน!"เวทินปรบมือชื่นชมทารกตัวน้อยตรงหน้า"น้องฟานเริ่มหัดเดินเร็วกว่าวัยเดียวกันตั้งสามเดือนเลยนะครับ"เขาเสริม จนทำให้ผู้เป็นพ่อฉีกยิ้มออกมา
    "ใช่ไหมล่ะ ลูกสาวพ่อเก่งที่สุดเลย เนอะ เนอะ!"ซือหลินหัวเราะก่อนทำหน้าหยอกเย้าลูกสาวด้วยความร่าเริง
    "บู่!"ฟานในวัยชอบเล่นน้ำลายก็พ่นใส่หน้าบิดา ก่อนจะดึงหินเครื่องรางออกมาอมอีกครั้ง"ง่ำๆ แจ๊บๆ"
    "ไม่นะลูก ปล่อยสิ ปล่อยๆ ไม่กินสิลูก ไม่กิน เจออะไรเอาเข้าปากหมดแบบนี้อันตรายจริง!"ซือหลินอบรม ก่อนจะถอดเครื่องรางลูกสาวออกมาเก็บไว้เองเพื่อกันไม่ให้เด็กทารกมั่นเขี้ยวกลืนกินเข้าไป"ว่าแต่มีเรื่องอะไรหรือเปล่่าเวทิน?"
    "ท่านเพตรากับท่านหลานจืออยากพบท่านซือหลินน่ะครับ พวกท่านรออยู่ที่ลานประลองข้างนอก"เวทินตอบอย่างรวดเร็ว
    "ไปนัดเจออะไรที่ลานประลองหน่อ"ซือหลินพิจารณา เขาวางกล่องข้าวของที่ไม่จำเป็นลงพื้น แล้วประคองร่างลูกสาวสุดที่รักแนบอก"ไปกันเถอะ คนดี รีบไปเจอลุงๆป้าๆกันดีกว่านะลูก"พูดจบ เขาก็พากันเดินกระเตงออกไป
    เวทินมองภายในห้องเล็กน้อย ก่อนพูดพึมพำกับตนเอง"ท่านซือหลินไปหานมเด็กให้น้องฟานจากที่ไหนกันนะ"ทว่าเขาก็เลือกเก็บความสงสัยของตนเองเอาไว้ แล้วก็ตามผู้กล้าพ่อลูกอ่อนไป...


    ลานประลองยุทธ์ หน้าพระตำหนักฤดูหนาว เป็นลานกว้างปูกระเบื้องที่ถูกทาสีด้วยสีขาว แดงและสีทอง ส่วนใหญ่มักปกคลุมด้วยหมู่พรรณไม้ชนิดต่างๆ หลังจากที่องค์จักรพรรดิทรงประกาศลดรายจ่ายในท้องพระคลัง พระตำหนักเล็กๆแห่งนี้คือหนึ่งในตำหนักที่พระองค์เสด็จมาประทับอย่างบ่อยครั้ง
    ที่นั่นเอง ซือหลินผู้อุ้มฟานไว้กับเวทินก็ได้มาพบหลานจือและเพตรา
    "ท่านมาช้านะ ท่านซือหลิน"หลานจือเอ่ย ในขณะที่ในมือมีไม้พลองสำหรับการฝึกซ้อมอยู่สองอัน
    "ขออภัย ลูกสาวข้ากำลังเติบโตเดินได้ตั้งก้าวสองก้าว"ซือหลินเดินเข้ามาพร้อมพูดอย่างฉะฉาน ก่อนเหลือบมองไปยังคู่สนทนาตรงหน้า"มีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยเหลือหรือท่านขุนพล?"
    "ท่านหญิงเพตราไหว้วานมาน่ะ"ขุนพลร่างสูงใหเคำตอบ
    "ระหว่างพักในวังเพื่อไม่ให้ฝีมือตกหล่น ข้าจึงขอร้องท่านหลานจือช่วยขัดเกลาฝีมือเจ้า"เพตราชี้แจ้งพลางกอดอก
    "อะไรนะ?"ซือหลินชักสีหน้างุนงงก่อนพูดโต้กลับ"เจ้ามาฝึกกับข้าก็ได้นี่เพต ไปรบกวนท่านหลานจือจะดีหรือ?"
    "ข้ายินดีมากที่ได้ปะมือกับท่านซือหลิน"ผู้นำทหารแห่งต้าจินพูดแทรก พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก"จะมีสักกี่คน ที่จะได้ประลองกับผู้กล้าในตำนานในวัยไล่เลี่ยกัน"
    "ท่านก็ไม่ได้อาวุโสเท่าข้าเสียหน่อย"ซือหลินฮีดฮัดในลำคอ ก่อนถอนหายใจเบาๆ"เอ่อ พอพูดเรื่องแก่เรื่องชราแล้ว รู้สึกเจ็บกระดองใจ เหมือนรับว่าตนเองแก่"
    "เช่นนั้นข้าจะดูแลฟานกับสอนวิชาให้เวทินเอง เจ้าก็เรียนรู้กับท่านหลานจือนะ"เพตรากล่าว พลางเดินไปอุ้มเด็กทารกตัวน้อยแล้วส่งต่อให้เวทินอีกทีหนึ่ง"เอาล่ะ เริ่มฝึกดีๆล่ะ อยากกินอะไรไหม? เดี๋ยวหยิบมาให้?"
    ซือหลินที่ในใจคิดค้านเรื่องฝึก เห็นท่าทีเพื่อนสาวก็เลือกที่จะยอมแพ้ เขาจึงเอ่ยตอบไป"ขออะไรที่กินแล้วสดชื่นหลังออกกำลังกาย"ชายวัยกลางคนพูดพลางรับไม้พลองไว้ในมือ"ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับมื้อเช้าและการออกกำลังกาย"
    เพตราโบกมือจากไปพร้อมเด็กๆ หลานจือยิ้มเล็กๆแล้วจึงเอ่ย"ท่านกับท่านหญิงเพตราดูเข้าขาสนิทสนมกันดี"
    ซือหลินเมื่อได้ยินก็หัวเราะแห้งๆออกมา"ในบรรดาสมาชิกกลุ่มผู้กล้า ข้าทะเลาะกับนางหลายเรื่องเลยล่ะ"เขากล่าว พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย"แต่ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ข้าก็ได้นางช่วยไว้มากมายนัก รู้สึกขอบคุณนางจากใจจริงๆ"
    คำกล่าวของผู้กล้าดาบวิเศษแฝงไปด้วยความรู้สึกจากใจจริง กระทั่งขุนพลต้าจินพยักหน้าเห็นพ้อง
    "ยากที่พบพานสตรีใดเสมอเหมือนธิดานครวาริส"หลานจือเอ่ย จากนั้นจึงเริ่มตั้งท่าแล้วยกไม้พลองขึ้น หันไปยังคู่ฝึกซ้อม"เอาล่ะ มาเริ่มการฝึกกันดีกว่า ท่านซือหลิน"
    ผู้กล้าผมขาวสีดอกเลาพยักหน้า แล้วจึงตั้งท่าประจันกับอีกฝ่าย"รบกวนสอนวรยุทธ์ให้คนแก่เรียนผู้นี้ด้วย ท่านหลานจือ"ซือหลินตอบ
    "สมัยยังหนุ่มแน่น ข้าคงไม่มีเรื่องใดสอนท่าน เพราะท่านช่ำชองฝีมือเดชนับว่าเอกอุ"นายทหารชำนาญศึกกล่าว ดวงตาแข็งกร้าว ท่าทีขึงขัง"ทว่าเวลานี้อายุพอมากขึ้น ร่างกายท่านจักยากแก่การเคลื่อนไหว ดังนั้นท่านต้องหาทางในร่างกายคุ้นชิน ไม่อย่างนั้นในการต่อสู้ ท่านจะลำบากเป็นล้นพ้น"พูดจบเขาก็ฟาดไม้ลงมาหาซือหลิน
    ฟุ่บ ฟุ่บ!
    รวดเร็วว่องไวแต่เบาผิวเผินไม่รุนแรง เพื่อให้ตัวผู้กล้าชายชราสามารถปัดป้องและฝึกฝนออกแรงกล้ามเนื้อได้
    "ข้าจะพยายามยืดเส้นออกกำลังนะ ท่านขุนพล"ซือหลินกล่าวพลางใช้ไม้พลองสะบัดโจมตี รับ และปัดป้อง
    "อีกเรื่องคือเรื่องคำสาป ตอนนี้องค์จักรพรรดิทรงเรียกให้เหล่าจอมเวทย์ประจำราชสำนักมาพบท่าน เผื่อหาทางแก้คำสาปได้โดยเฉพาะ"
    "ข้าซาบซึ้งในน้ำพระทัยจริงๆ ถ้าแก้คำสาปก่อนไปที่ชายแดนได้ก่อนก็คงดี"
    หลานจือเอนศีรษะระหว่างฟาดฟันไม้พลองใส่คู่ฝึก"ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านไม่คิดหาทางแก้คำสาปเลยหรือ?"เขาเอ่ยถาม
    "ไม่มีทางเลย"ซือหลินตอบอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งความเร็วในการรับมือไม้พลองครูฝึกร่างยักษ์"ในหัวข้ามีเพียงต้องเล่นดูฟานให้ดีเท่านั้นเอง จะเอาเวลาไหนไปแก้คำสาปเล่า? อีกอย่างข้าคิดว่ามันไม่เป็นปัญหาเท่าไรนัก!"
    หลานจือพยายามทำความเข้าใจตรรกะของอีกฝ่าย เขาตรึกตรองไปขณะหนึ่งก่อนพูดขึ้น"ท่านมีลูกสาว แทบจะทันทีที่จบสงคราม ถ้าข้าจำไม่ผิด ท่านหายไปตั้งแต่วันเฉลิมฉลองแล้ว ท่านซือหลินไปพบหญิงสาวที่ไหนเหรอ?"หลานจือกระแอมเล็กน้อยก่อนว่าต่อ"แต่หากท่านซือหลินไม่สะดวกใจ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้นะ"
    "มิใช่เรื่องที่จะปิดบังหรอก"ซือหลินตอบตามตรง เขานิ่งครู่หนึ่งก่อนเล่าเรื่องราวให้หลานจือฟัง
    "มันเป็นรักแรกพบ เราพบกันที่ชายแดน ข้าไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน"
    "ท่านแน่ใจนะว่าเป็นความรัก ไม่ใช่โดนของแม่มดที่ไหน"หลานจือย้อน ก่อนสำนึกตนได้ว่าตนเสียมารยาทจึงผงกหัวพร้อมเอ่ย"ต้องขออภัย พอดีแถบอาคเนย์ขึ้นชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เชิญท่านเล่าต่อเถอะ"
    "อดีตภรรยาของข้าไม่มีคาถาสะกดจิตสะกดใจหรอกท่าน ข้ามั่นใจว่าช่วงเวลากับหล่อนคือความรักแท้จริง"ซือหลินอธิบาย"ถึงจะเคยเป็นผู้กล้าในสนามรบ...แต่กับสนามรัก มันไม่ง่ายเลย... พูดถึงแต่อดีตที่ไปแล้วน่ะ คนแก่เราจริงๆเลยนะ ตอนนี้ต้องอยู่กับปัจจุบันซิ"
    "ท่านพูดเองว่าไม่ใช่คนแก่"หลานจือแย้ง สีหน้าแฝงไปด้วยเห็นใจ"แล้วอดีตภรรยาท่าน ยังอาศัยอยู่ที่ชายแดนอาคเนย์หรือ ถึงจะเลิกกันไป แต่บริเวณนั้นก็กำลังจะเกิดสงคราม ข้าว่าท่านลองส่งสารหรือเตือนนางหน่อยนะ อย่างน้อยก็เป็นแม่ของลูกสาวสุดที่รักของท่านนี่"
    "ข้าคิดว่านางอยู่ในที่ปลอดภัย"ซือหลินพูดพลางส่งไม้พลองให้คู่ซ้อม"แต่วันหนึ่งถ้ามีโอกาสจะลองติดต่อนางดู"
    "ขอให้ท่านโชคดี"
    "เหมือนได้ปรับทุกข์พร้อมฝึกอาวุธไปด้วยเลยแฮะ"

    กึก!
    "อ้ะ เสียงอะไรหรือเปล่า?"ซือหลินเดินไปยังต้นเสียง ทว่าเขากับพบเพียงผลไม้ที่วางอยู่บนพื้นเท่านั้น
    "อ้าว? แอปเปิลอะไรในลานประลองยุทธ์เนี่ย?"ชายชราขมวดคิ้วก่อนจะหยิบผลไม้แล้วกลับไปที่ลานฝึกอีกครั้ง

    ที่อีกมุมหนึ่งของตำหนัก เพตราเดินออกมาหลังจากที่เงาซือหลินกลับไปยังลาน เธอจึงเดินออกมา

    "ข้าจะหลบไปทำไมกัน?"หญิงสาวอัศวินบ่นกับตัวเอง เธอรู้สึกถึงความย้อนแย้งภายในใจ"ไม่เคยถามเรื่องภรรยาของซือหลินเลยนี่นะ ไม่สิ เราเลือกที่จะไม่ถามเองมากกว่า"
    หญิงสาวยืนตามลำพัง ท่ามกลางตำหนักฤดูหนาวที่สายลมพัดผ่านไปอย่างแผ่วเบา เหมือนคอยปลอบโยนความรู้สึกซึ่งยากจะอธิบายของอัศวินผู้กล้าหาญ...
    "เขายังรักภรรยาอยู่สินะ...ก็แหงอยู่แล้วนี่นะ"
    error loaded
    error loaded
    error loaded
    "ตลอดเวลาที่ผ่านมา สำหรับเขาแล้ว ข้าอยู่ในสถานะอะไรกันแน่นะ?"
    เพตราตั้งคำถาม โดยที่เธอคิดว่าคงไม่มีวันได้รับคำตอบจากคนผู้นั้นตอบกลับมา...


    ณ เมืองลินเดคอป เกาะเวนิเซียนา

    "ชาวหูสัตว์ทุกคนจุ้นจ้านแบบนี้หรือเปล่านะ"อัซวาถามต่อคารันต์ ท่ามกลางความมืดระหว่างไปยังหมู่บ้านชาวหูสัตว์ เธอกลับโดนชายผู้นี้เดินตามตื้อตามต้อยๆ เพื่อบอกปัดรังควาน เธอจึงยอมให้เขามาทำแผลที่เท้าให้ในท้ายที่สุด หลังจากวิ่งเท้าเปล่ามาตลอดทั้งคืน
    "ข้าไม่เข้าใจความหมายของจุ้นจ้านหรอกนะ แต่ข้าคิดว่าไม่มีใครเหมือนข้า"คารันต์กล่าวอย่างร่าเริง เขาใช้สมุนไพรที่พกมาประคบต่อหญิงสาวแปลกหน้า"ไม่ต้องห่วงทุกคนเป็นคนดีทั้งนั้น ส่วนใหญ่ถ้าดีมาเราก็ดีกลับ"
    "ถ้าอย่างนั้นช่วยดีต่อข้าหน่อยนะคะท่าน"อัซวากล่าว เธอเปิดผ้าคลุมออกเผยให้เห็นเรือนผมสีม่วงอมดำยาวสลวย เธอเป็นหญิงสาวอายุราวยี่สิบปี ผิวพรรณละเอียดประหนึ่งเป็นชนชั้นสูง ทว่าสิ่งที่ขัดกับบุคลิคคือความมุทะลุบ้าบิ่น ซึ่งแสดงออกผ่านสีหน้าและวาจาของเธอ"ข้ากำลังซ่อนตัว กำลังหาที่หลบ ถ้ารอดคืนนี้ไปได้ ข้าจะจ่ายให้หนึ่งเหรียญทอง ข้อเสนอดีไหม?"เธอยื่นข้อเเสนอ พลางใช้ปลายนิ้วแตะที่กระเป๋าเล็กๆในชุดกระโปรงของเธอ มันคือมีดพกเพื่อป้องกันตัว
    ท่ามกลางความไว้ใจต้องพร้อมรับมืออันตรายที่จะตามมา บิดาของนาง เนโธเทปสั่งสอนมาเช่นนี้
    "ข้าไม่ต้องการเงินหรอก"อมนุษย์หูเสือตอบ"เห็นคนขาพองแบบนี้ เป็นใครก็สงสาร"
    หญิงสาวขมวดคิ้วเบ้ปากเล็กน้อย แต่มือข้างหนึ่งก็ยังแตะมีดเอาไว้"เฮ้ ชื่อคารันต์ใช่ไหม ถือว่าเป็นเผ่าหูสัตว์ที่พิลึกคนที่เคยมาเลย...โอ้ย!"เธอหลุดร้องเมื่อเขาพันแผลให้จนเสร็จ
    "เอาล่ะ รักษาเรียบร้อย ตอนนี้คงพอเดินไปหาที่ซ่อนในหมู่บ้านก่อนเถอะ"
    "ขอบคุณนะ"อัซวายิ้มให้อีกฝ่ายพร้อมกับยืนขึ้นอย่างช้าๆ

    "เจอตัวแล้ว ล้อมเอาไว้!!!"
    ทันใดนั้นเหล่าชายฉกรรจ์นับสิบคนก็มารายล้อม
    "พี่ใหญ่โคโลโซ!?"อัซวาตะโกน เมื่อเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น เขาเป็นชายร่างผอมเพรียวทว่าสง่าด้วยบุคลิก ผมสั้นรองทรงสีม่วงเข้ม ดวงตาแข็งกร้าว ประหนึ่งนกเหยี่ยว
    "เจ้ากับแม่นมของเจ้าทำให้เรื่องวุ่นวายไปหมด กลับบ้านเราเดี๋ยวนี้"ผู้เป็นพี่ชายกล่าว
    "ไม่มีทาง!"หญิงสาวตะโกนตอบ โดยแอบอยู่ข้างหลังคารันต์"ข้าไม่มีวันกลับไป ข้าไม่แต่งงานกับบ้านศัตรูเด็ดขาด! ข้าขอตายดีกว่าไปแต่งงานกับเจ้าคนพวกนั้น!!"
    "อัซวา!"ชายหนุ่มตะโกน พลางเดินตรงดิ่งมายังน้องสาว
    "เดี๋ยวสิพี่ชาย!"คารันต์ยกมือป้องบังเอาไว้ไม่ให้ทั้งสองปะทะกัน"น้องสาวบอกไม่กลับไม่ใช่เหรอ อย่าลงไม้ลงมือสิ!"
    "อย่ามายุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่นนะ เจ้าอมนุษย์ยักษ์ กลับไปที่คอกของแกซะ!"เขากล่าวพลางแตะกระบี่ชั้นดีที่พกมาด้วยให้อีกฝ่ายเห็น แม้ใจหนึ่งคารันต์ยอมรับความใจกล้าบ้าบิ่นของอีกฝ่าย ที่กล้าเผชิญหน้ากับเขาซึ่งสูงใหญ่กว่าก็ตาม แต่อีกใจหนึ่งเขาก็รู้สึกเดือดดาลกับวาจาที่ดูแคลนเผ่าพันธ์ุของเขา
    "ที่บ้านไม่เคร่งเรื่องมารยาทหรือไงกัน?"
    "พาตัวอัซวากลับมาหาข้าเดี๋ยวนี้!"โคโลโซตะโกน พลางชัดกระบี่ออกมา
    "ย้ากกกก"เหล่าชายนับสิบพุ่งเข้าไปยังคารันต์ในทันที
    "อย่าให้ต้องลงมือลงไม้กันเลย พวกเราก็อาศัยที่ดินผืนเดียวกันนะ"คารันต์เอ่ย พลางตั้งท่าวรยุทธ์
    ตึง โครม !!!
    ชั่วพริบตาเดียวที่เหล่าคนกำลังพุ่งโจมตี พวกเขาก็ต้องเผชิญกับเพลงหมัดวิชาอันลี้ลับที่แข็งแกร่ง ฝ่ามือของอมนุษย์หูสัตว์ตวัดคลื่นพลังเป็นวงกว้าง กระจายอำนาจสาดใส่ร่างของศัตรู พวกเขารับแรงกระแทกอันเป็นคลื่นพลังอันพิสดาร จนกระเด็นกระจายไปทั่วทั้งแปดทิศ
    "โอ้ย"ร่างที่กระเด็นไปต่างล้มตึง พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังอันเอ้อล้นของอีกฝ่ายที่ยังไม่เอาจริง จึงไม่มีใครกล้าผลีผลามเข้าใกล้
    "ทุกคนระวัง มันมีวิชาต่อสู้!"เสียงชายคนหนึ่งตะโกน
    คารันต์ตั้งท่าพร้อมสู้ สองมือยกกำปั้นขึ้นเพื่อปกป้องสตรีที่อยู่ด้านหลัง"เขาเรียกกำลังภายใน หรือจะเรียกว่าวรยุทธ์หมัดมวยก็ได้นะ!"
    "เจ้าอมนุษย์ ฝีมือมันร้ายกาจ เอาไงดีครับนายน้อย?"คนรับใช้หันหาผู้เป็นนาย
    "ต่อให้ใช้กำลัง ก็ต้องพาตัวนางกลับมาให้ได้ กลุ่มการค้าของท่านพ่อ ขึ้นอยู่กับนาง!!" โคโลโซคำรามดัง "ไม่ว่ายังไงก็ต้องพาหล่อนกลับไป!"


    บทส่งท้าย สถานการณ์ในเมืองนาซู จักรวรรดิซิเรเดล
    นาซู เมืองแห่งสินแร่อันมั่งคั่ง เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าเป็นนครภูเขาสูงที่มีปราการธรรมชาติซับซ้อน เคยเป็นดินแดนในปกครองของเหล่าคนแคระ ก่อนที่จะถูกพวกปีศาจเข้ารุกรานจนอารยธรรมเหล่าคนแคระแทบจะสาบสูญไปหมดสิ้นในเมืองแห่งนี้
    บนกำแพงสีมรกตปรากฏร่างผู้ปกครองเมืองแห่งนี้และเหล่าที่ปรึกษาที่ยืนจังก้าอยู่
    "เรียนใต้เท้ากิเกอรัล มีสารจากหมู่บ้านลิเวอร์เธียและกาซัลเน่ มาสวามิภักดิ์เราขอรับ"นายทหารอสูรตนหนึ่งกล่าว
    "เท่านี้ก็ครบทุกภาคส่วนแล้ว"กิเกอรัล ปีศาจที่รูปร่างแปลกประหลาด ครึ่งบนเป็นแมลงครึ่งแมงมุมยักษ์ ครึ่งล่างเป็นกิ่งก่าตัวใหญ่ มีสี่ขาคล้ายม้า"ส่งสารไปยังจักรวรรดิอาคเนย์ในทันที ว่าเรามาสวามิภักดิ์ แยกตัวเป็นอิสระจากซิเรเดลแล้ว"
    "รับทราบขอรับ"นายทหารตะโกน"ข้าจะรีบไปแจ้งในทันที"
    "การศึกกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า พวกจอมมารไม่มีทางปล่อยเราเกินสามวันหลังจากนี้..."กิเกอรัลคำราม พลางมองเมืองนาซูที่ตนปกครองด้วยความฮึกเหิม"เรารอเวลานี้มานานแล้วใต้เท้าเป็นโอกาสอันดีที่ไม่ควรรั้งรอ"
    "เรียนใต้เท้า แม้จะส่งสารเร็วเพียงใดก็ตาม ข้าคิดว่าจอมมารจะต้องเตรียมสรรพกำลัง มาทำลายเราก่อนอาคเนย์จะยกมาช่วยเราทัน"นายทหารที่ปรึกษา"เราจะคิดอ่านประการใดดี"
    "จงอย่ากังวล ทหารกล้าแห่งนาซุทั้งหลาย"กิเกอรัลกล่าว"เรามีทีเด็ดสำคัญอยู่ รับรองว่าตราบใดที่อยู่ใน'อาณาเขตป้องกัน'จะไม่มีแสงยานุภาพใด ทำร้ายเราได้อย่างแน่นอน ถ้าใครกล้ามาลองดีกับพลังป้องกันของเรา ก็ลองดูเถอะ!"


    จบไปแล้วนะครับ กับตอนที่29 คิดว่าเป็นตอนที่ครบรสอีกตอนหนึ่งทั้งสุข ทุกข์ ตลก เข้มข้นอีกตอนหนึ่งเลย ตอนหน้ารับรองว่าค้างแน่นอน จะเป็นอะไรนั้นต้องลองรับชมกันดูนะครับ > < 555555
    error loaded

    คล้ายกับเรื่อง[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง! ที่คุณอ่าน