วิถีปราณผกผัน: คู่มือเยียวยาชีวิต
ตอนที่ 2: ปราณัฟ้าและสายตาที่เปลี่ยนไป
ภายในห้องฉุกเฉินอันวุ่นวาย ความเงียบกะทันหันเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องอุทานด้วยความตกตะลึงของเหล่าแพทย์และพยาบาล สายตามากกว่าสบคู่ต่างจ้องมองไปที่ "นนท์" ชายหนุ่มในชุดกาวน์ยับย่นที่ยืนอยู่ข้างเตียง ราวกับเห็นผีหลอกกลางวันแสก ๆ
หมอเวร: "เป็... เป็ไปไม่ได้! กราฟหัวใจกลับมาเต้นเป็ปกติได้ยังไง?! เมื่อกี้เราปั๊มหัวใจและฉีดยาจนหมดโดสแล้วนะ!"
พยาบาล 1: "คุณหมอนนท์... คุณทำอะไรลงไปคะ? เมื่อกี้คุณแค่ออกแรงกดอกเขาทีเดียวเองไม่ใช่เหรอ?"
นนท์ไม่ได้ตอบคำถามเ่าั้ในทันที เขารีบชักมือกลับมาซ่อนไว้ข้างหลัง ฝ่ามือขวาของเขายังคงมีความรู้สึกร้อนผ่าวและสั่นสะท้านเบา ๆ จากการไหลทะลักของพลังงานมหาศาล ชายหนุ่มเพ่งจิตตรวจดูสภาวะภายในร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็วด้วยความตื่นเต้นที่กักเก็บไว้ไม่มิด
นนท์เพ่งจิตดูอวัยวะภายในของตนเอง: *ยอดเยี่ยมมาก! พลังโรคภัยสีดำทมิฬจากชายชราถูกจุดชีพจรข้อมือกรองจนกลายเป็ปราณัฟ้าสีทองไหลลงสู่จุดตันเถียนล่าง ก้อนเนื้องอกร้ายในไขกระดูกสันหลังของฉันหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด! อาการเ็ปลึก ๆ ที่เคยมีหายไปเกือบหมด ร่างกายรู้สึกเบาและมีกำลังวังชาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน!*
ลูกสาวคนไข้: "คุณหมอคะ! ขอบคุณมากนะคะ! ขอบคุณที่ช่วยชีวิตพ่อของหนูไว้!"
หญิงสาวรวบร่างของนนท์ไว้แน่นทั้งน้ำตา ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความซาบซึ้ง นนท์ยิ้มรับเบา ๆ พร้อมกับแตะไหล่เธอเพื่อปลอบประโลม
นนท์: "ไม่เป็ไรแล้วครับ ตอนนี้สัญญาณชีพของคุณพ่อคงที่แล้ว หมอแนะนำให้รีบย้ายเข้าห้อง ICU เพื่อตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งนะครับ"
หมอเวรเขยิบเข้ามาใกล้ ั์ตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและเคลือบแคลง เขามองนนท์ั้แ่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังพยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่
หมอเวร: "หมอนนท์... คุณไปเรียนเทคนิคการกระตุ้นหัวใจแบบนี้มาจากไหน? มันไม่ใช่วิธีการปั๊มหัวใจมาตรฐานทางการแพทย์เลยสักนิด คุณเสี่ยงมากรู้ไหม ถ้าคนไข้เป็อะไรขึ้นมา คุณโดนยึดใบประกอบวิชาชีพแน่!"
นนท์: "ขอโทษครับพี่หมอ... พอดีตอนนั้นผมเห็นคนไข้หยุดหายใจไปแล้ว สัญชาตญาณมันเลยสั่งให้ผมลองใช้เทคนิคการกดจุดกระตุ้นระบบประสาทลัดที่เคยอ่านเจอในตำราการแพทย์แผนโบราณดู ไม่คิดว่าจะได้ผลดีขนาดนี้ครับ"
หมอเวร: "ตำราโบราณเนี่ยนะ? เหอะ... เื่นี้ผมคงต้องรายงานอาจารย์หมอประวิทย์ให้ทราบ เื่ที่คุณวิสามัญการรักษาโดยไม่มีคำสั่ง"
นนท์ยิ้มบาง ๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร เขารู้ดีว่าสังคมการแพทย์แผนปัจจุบันยากที่จะยอมรับเื่ปราณชี่หรือพลังพลังงานที่มองไม่เห็น ชายหนุ่มหมุนตัวเดินออกจากห้องฉุกเฉิน ตรงไปยังห้องน้ำประจำชั้นเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงของตนเองอย่างละเอียด
เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องน้ำที่มิดชิด นนท์ปิดล็อกประตู ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น แล้วเงยหน้ามองกระจก ภาพสะท้อนในกระจกทำให้เขาต้องเบิกตากว้าง ใบหน้าที่เคยซีดเสียวดุจซากศพจากการโดนโรคมะเร็งกัดกิน บัดนี้กลับมีเืฝาดสดใส ั์ตาคู่ที่เคยหม่นแสงทอดอาลัยบัดนี้เป็ประกายแหลมคมและทรงพลัง
ข้อความสีทองสว่างวาบขึ้นในหัวสมองของเขาอีกครั้ง:
‘สภาวะร่างกายปัจจุบัน: มะเร็งไขกระดูกระยะสุดท้าย (บรรเทาลง 5%)’
‘อายุขัยที่เหลืออยู่: 7 เดือน (เพิ่มขึ้น 30 วัน)’
‘ระดับปราณัฟ้า: ขั้นที่ 1 (กำเนิดจุดแสงสีทอง)’
นนท์เพ่งจิตลงไปยังจุดตันเถียนใต้สะดือ เขาพบว่ามีละอองแสงสีทองเล็ก ๆ หมุนวนอยู่คล้ายกับดวงดาวในจักรวาลน้อย ๆ ทุกครั้งที่ปราณสีทองนี้หมุนเวียน มันจะส่งความอบอุ่นไปแผ่ซ่านซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอทั่วร่างกาย
นนท์คิดในใจขณะลูบหน้าอกตนเอง: *วิชาปราณผกผันนี้สุดยอดจริง ๆ! ยิ่งโรคของผู้ป่วยหนักหนาสาหัสและอันตรายมากเท่าไหร่ ปราณสีดำแห่งความตายที่ดูดซับมาก็จะยิ่งหนาแน่น และเมื่อแปลงเป็ปราณัฟ้า มันก็จะยิ่งเพิ่มพลังชีวิตและต่ออายุขัยให้เราได้มากขึ้นเท่านั้น!*
*แต่ปัญหาคือ... ฉันจะหาผู้ป่วยหนักระดับวิกฤตแบบนี้ได้จากที่ไหนอีกเยอะ ๆ? ถ้าอยู่ในโรงพยาบาลในฐานะนักศึกษาแพทย์ฝึกหัด การแอบใช้วิชานี้บ่อย ๆ ต้องถูกอาจารย์หมอสงสัยและจับผิดแน่*
ในขณะที่นนท์กำลังครุ่นคิด เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้น สายที่โทรเข้ามาคือ "อาจารย์หมอประวิทย์" ศัลยแพทย์ใหญ่ประจำแผนกและเป็อาจารย์ผู้ดูแลการฝึกหัดของเขา
นนท์: "สวัสดีครับอาจารย์"
หมอประวิทย์ (น้ำเสียงเข้มและดุดัน): "หมอนนท์! อยู่ไหน?! มาพบผมที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้! หมอเวรรายงานเื่ที่คุณก่อไว้ในห้องฉุกเฉินให้ผมฟังหมดแล้ว รู้ไหมว่าสิ่งที่คุณทำมันรุนแรงแค่ไหน!"
นนท์: "ครับอาจารย์ ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ"
นนท์ถอนหายใจยาว ก่อนจะเปิดประตูห้องน้ำออกไป เขารู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับระบบการแพทย์กรอบเดิม ๆ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น แต่ในดวงตาของชายหนุ่มไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้ เขาไม่ใช่หมอฝึกหัดผู้รอวันตายอีกแล้ว แต่คือผู้ถือครองวิชาผกผันที่พร้อมจะท้าทายพญามัจจุราช!
ขณะเดินไปตามโถงทางเดิน นนท์ลองเพ่งจิตมองไปที่ผู้ป่วยและญาติที่นั่งรออยู่ตามเก้าอี้ข้างทาง สายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นนท์เห็นละอองพลังงานสีต่าง ๆ พุ่งออกมาจากร่างกายของแต่ละคน!
นนท์เพ่งจิตมองชายวัยกลางคนคนหนึ่ง: *ตับของชายคนนั้นมีกลุ่มก้อนชี่สีม่วงคล้ำเกาะอยู่... น่าจะเป็อาการตับอักเสบเรื้อรังหรือเริ่มมีผื่นเนื้อร้าย*
นนท์เพ่งจิตมองหญิงชราอีกคน: *ส่วนหญิงชราคนนั้น มีชี่สี灰 (เทา) จาง ๆ ลอยอยู่รอบปอด... น่าจะเป็โรคถุงลมโป่งพอง*
ดวงตาของนนท์ประกายความตื่นเต้น สายตาผกผันนี้ทำให้เขาสามารถ "มองเห็น" โรคภัยในร่างกายมนุษย์ได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์สแกนหรือผลตรวจทางห้องปฏิบัติการใด ๆ!
นนท์ยิ้มมุมปาก พึมพำกับตัวเองเบา ๆ: *ด้วยสายตานี้... ไม่ว่าโรคอะไรก็ซ่อนฉันไม่ได้ และพวกมันทั้งหมด จะกลายมาเป็อาหารเพื่อต่อชีวิตให้แก่ฉัน!*