ร้านขายของชำของผมที่ต่างโลก

    บทที่ 72

    โวโรนิก้าที่กำลังทำการแสดงอยู่ ก็ทำท่าทางตกใจทำราวกับชายคนนั้นเป็นแปลกหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ และทหารม้าเร็วคนนั้นก็ได้ยืนขึ้นอย่างเท่ห์ๆ ตามที่แม่หญิงคนนั้นได้ตกใจลุกออกไปจากอ้อมแขนของเขา ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นเพื่ออธิบายเหตุการณ์ตรงหน้า ก่อนที่แม่นางท่านนี้จะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้“ขอโทษๆ.. ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแตะเนื้อต้องตัวเจ้าหรอกนะ.. เพียงแต่เมื่อครู่ที่ข้าได้ผ่านทางมานั้น เห็นเจ้าเกือบจะล้มลงไปบนถนน คาดว่าน่าจะเกิดจากอาการเหน็บหนาว .. เจ้าไม่มีป๊อกกี้ปรับอุณหภูมิรึ.. ทำไมถึงออกมาคนเดียวอย่างนี้ล่ะ ไม่รู้หรือยังไงว่าหญิงสาวที่งดงามเช่นเจ้า เดินออกข้างนอกเพียงลำพังนั้นมันอันตรายแค่ไหน.....” จากคำอธิบายกลายเป็นคำถาม จนสุดท้ายมันกับกลายเป็นคำบ่นล้วนๆ โวโรนิก้าที่เงียบฟังอยู่นานก็รู้สึกว่าชายคนนี้กล่าวอะไรมากมาย ราวกับไม่มีเพื่อนให้พูดคุยมาทั้งชีวิต แต่ยิ่งชายคนนี้บ่นนานเท่าไหร่มันก็ยิ่งเป็นผลดีกับตัวเอง เพราะหน้าที่ของเธอคือการถ่วงเวลาให้นานที่สุดตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา ในขณะที่โวโรนิก้ากำลังทนฟังคำบ่น และได้แต่ก้มหัวเหมือนกับกำลังรู้สึกผิดอยู่นั้นเอง โจวพี่ชายของเธอก็ค่อยๆเดินย่องๆมาใกล้กับม้าของชายคนนั้น ก่อนที่จะทำการสลับสับเปลี่ยนสารที่อยู่ภายในเป้ด้านหลังม้า เขาจะต้องเดินให้เงียบที่สุด ไม่อย่างนั้นม้าอาจจะตกใจร้อง และวิ่งหนีไปได้ และในที่สุดเขาก็ทำภารกิจจนสำเร็จ โจวพยักหน้าให้กับน้องสาวหนึ่งครั้งก่อนที่จะย่องๆกลับไปหลังต้นไม้ดังเดิม แต่เขาก็ต้องแปลกใจที่ชายทหารม้าเร็วคนนั้นยังบ่นไม่จบ และน้องสาวของเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เอ่ยกล่าวตอบกลับเลยแม้แต่ครึ่งคำ เธอได้แต่พูดเอออออยู่ในลำคอ จากนั้นก็โดนชายคนนั้นกล่าวให้หยุดเพื่อให้ฟังสิ่งที่เขาจะบ่นต่อ ในตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นฉากที่ตลกเป็นอย่างมาก แต่มันไม่ใช่กับผู้เป็นน้องเลย ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นภารกิจสายตรงจากท่านผู้นำแล้วล่ะก็ เธอคงจะฆ่าปาดหัวชายคนนี้ไปแล้ว เมื่อพี่ชายอย่างโจวเห็นว่ามันนานกว่า 10 นาทีเข้าไปแล้ว และดูจากสีหน้าของน้องสาวที่มันดูเหมือนจะหมดความอดทนแล้ว เขาจึงคิดว่ามันไม่ดีแล้ว จึงคิดที่จะเข้าไปช่วย แต่เขาจะต้องวางแผนอะไรสักอย่างก่อน ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายจะสงสัยเขาได้ หากจู่ๆเขาก็โผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วเขาก็เหมือนจะนึกอะไรออก
    โจวเคลื่อนออกห่างจากจุดนั้นไปถึง 1 กิโลเมตรเพื่อทำตามแผน แต่ก่อนที่จะออกมาจากจุดนั้น เขาได้ส่งสัญญาณบอกกับน้องสาวของเขาให้ทนอีกนิด จะได้ไม่ทำภารกิจเสียหาย ซึ่งเธอเหมือนส่งซิกกลับมาว่าขออย่างด่วนๆเลย ไม่อย่างนั้นข้าจะยิงกระบาลนายทหารคนนี้เสียตอนนี้เลย โจววิ่งออกมาจากจุดนั้นอย่างช้าๆ เพื่อให้เหมือนกับชาวบ้านทั่วๆไป แผนของเขาคือจะสร้างเรื่องว่าน้องสาวของเขาหนีออกจากบ้าน เพื่อหาอะไรประทังชีวิตจากความหิวโหย และในที่สุดเขาก็มองเห็นทหาร และน้องสาวของเขาแล้ว โจวรีบวิ่งมาอย่างดีใจที่ได้พบน้องสาว แน่นอนว่ามันเป็นการแสดงของพี่น้องตุ๊กตาทองคำที่เข้ามากอดกัน โวโรนิก้าที่รู้คิวก็เข้ากอดกับพี่ชายแล้วพูดขึ้นว่า“ท่านพี่..ข้าขอโทษ.. ข้าจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว” เมื่อโจวได้ยินบทสนทนาที่น้องสาวส่งมาอย่างไม่ได้นัดหมาย เขาจึงสวมบทบาทนักแสดงต่อไปว่า“เจ้าไม่น่าหนีออกมาอย่างนั้นเลย ข้ารู้ว่าเจ้าหิวโหย.. แต่ข้า..ข้า...มันเป็นความผิดของข้าเอง ที่ไม่สามารถหาอาหารมาให้กับเจ้าได้ทานอย่างเต็มท้อง ข้า..ข้าขอโทษ” น้ำตาของนักแสดงระดับตุ๊กตาทองได้ไหลรินออกมาจากดวงตาอาบไปทั่วทั้งใบหน้า“มันไม่ใช่ความผิดของท่านหรอกเจ้าค่ะ ท่านพี่... ครอบครัวเราก็เหลือกันอยู่เพียงสองคน.. เงินทองเราก็มีน้อยแสนจะน้อย ข้าเข้าใจว่าป๊อกกี้เป็นสิ่งที่หาได้ยาก จนทำให้เราหาชื้อ และทานกันได้แค่วันละหนึ่งครั้งเท่านั้น... ข้าเข้าใจ.. การที่จะออกหาอาหารโดยที่สภาพอากาศเลวร้ายเช่นนี้ ประกอบกับป๊อกกี้ที่มีอยู่อย่างจำกัด มันทำให้ท่านหาอาหารมาได้น้อย...ข้าเข้าใจ.. แต่ครั้งนี้ข้าผิดเอง..ผิดที่ทนความหิวโหยของตัวเองไม่ไหว...” โวโรนิก้าเอ่ยออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาเช่นกัน เมื่อเธอเห็นว่าพี่ชายของเธอเล่นใหญ่ เธอจะน้อยหน้าได้อย่างไร และพวกเขาก็กอดกันอยู่สักพัก ก่อนที่โจวจะเห็นว่ามันเป็นโอกาสที่เหมาะสมแล้วที่จะเอ่ยกล่าวลากับทหารม้าเร็วคนนั้น เขาก็หันไปกล่าวขอบคุณทั้งน้ำตา“ข้าขอขอบพระคุณท่านจริงๆขอรับ ที่ช่วยเหลือน้องสาวของข้า... ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี..เงินทองข้าก็ไม่มีจะตอบแทนให้กับท่าน..ข้า...ข้ามีแต่คำกล่าวขอบพระคุณแก่ท่านเพียงเท่านั้น” โจวกล่าวออกมาพร้อมกับจับมือของของชายทหารม้า และทุกอย่างมันกำลังเข้าที่เข้าทาง และชายทหารก็ยังใจดีแบ่งป๊อกกี้ให้กับพวกเขาอีกหนึ่งกล่อง และเริ่มเอ่ยกล่าว“พวกเจ้าเป็นประชาชนที่ทหารอย่างพวกข้าต้องคอยช่วยเหลือดูแลนั่นน่ะถูกแล้ว.. ข้าล่ะสงสารพวกเจ้าจริงๆเชียว ป๊อกกี้ที่ข้าให้พวกเจ้าไปนั้น มันอาจจะทำให้พวกเจ้าอยู่ได้นานขึ้นอีกหน่อย ข้าคงช่วยพวกเจ้าได้เพียงเท่านี้.. แต่เจ้านี่ซิเป็นถึงพี่ชายของนางแล้ว ยังปล่อยให้นางหิวโหยอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน... เจ้าเคยล่าสัตว์บ้างไหมล่ะ ทำไมกว่าจะจับได้แต่ละตัวมันยากเย็นขนาดนั้นกันล่ะ.........” จากนั้นชายคนนี้ก็เริ่มบ่นๆออกมาอีกครั้ง และแน่นอนว่ามันกินเวลาราวๆเกือบจะสิบนาทีแล้ว จนโวโรนิก้าเกือบจะทนไม่ไหวอยู่หลายครั้งหลายคราว แต่ยังดีที่โจวสามารถห้ามเอาไว้ได้ทันก่อน ไม่อย่างนั้นชายคนนี้ได้ไปเกิดใหม่ในนรก และบ่นอย่างนี้กับยมบาลเป็นแน่แท้ แต่เหมือนชายคนนั้นจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงกล่าวออกมาว่า“นี่ดีนะที่ข้าผ่านทางมาพบน้องสาวเจ้า ไม่อย่างนั้นน้องสาวเจ้าได้ไปพบกับยมบาลแล้ว.. เอาล่ะ ถ้าไม่ติดว่าข้าต้องไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายล่ะก็ พวกเจ้าได้โดนข้าสั่งสอนอีกมากนัก..” และนั่นมันก็เหมือนเป็นเสียงสวรรค์ที่พวกเขาอยากได้ยินมานานแล้ว ชายคนนั้นก้าวเข้าไปหาม้าของเขาก่อนจะขึ้นควบมัน และขี่มันออกไป แต่ก่อนที่จะจากไปเขาก็ยังบ่นไม่เลิก“เห้อ..เด็กสมัยนี่ไม่รู้จักรักชีวิตของตัวเองเอาเสียเลย ....” โจว และโวโนนิก้าได้แต่พูดอยู่ในใจเป็นเสียงเดียวกันว่า‘กว่ามันจะไปได้.. เล่นพูดออกมาไม่หยุดอย่างนี้.. ไม่คอแห้งบ้างหรืออย่างไรกัน’ เมื่อทั้งสองเห็นว่าทหารคนนั้นขี่ม้าออกไปได้ไกลแล้ว พวกเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอกโล่งใจ ก่อนที่น้องสาวจะพูดขึ้นมาว่า“ให้ข้าไปฆ่าคนเป็นหมื่นเป็นแสนยังจะดีกว่าต้องมายืนทนฟังเจ้านั่นมันบ่นเสียอีก” โจวเองก็พยักหน้าเห็นด้วย ขนาดเขามาทีหลังยังรู้สึกได้เลย แต่น้องสาวเขาที่ยืนอยู่ตรงนี้นานแล้วจะรู้สึกอย่างไรล่ะ เมื่อทุกอย่างเสร็จแล้ว พวกเขาสองคนก็กลับไปรายงานภารกิจกับท่านฌอนที่ร้าน และมอบของที่สลับเปลี่ยนมาให้ ก่อนที่ฌอนจะถามถึงความผิดสังเกต เพราะว่าทั้งสองทำภารกิจนี้นานกว่ากำหนด จึงให้เล่าให้ฟังเผื่อมีจุดไหนของแผนที่ผิดพลาดไป ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะเล่าออกไปอย่างไม่ปิดบัง ฌอนที่ได้ยินก็ไม่รู้จะทำหน้าตายังไงให้พวกเขาดี จะสงสารก็สงสารแต่จะฮามันก็ฮา แต่มันก็มีคนๆหนึ่งแล้วที่หัวเราะออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน จากนั้นคนที่หัวเราะก็ได้กล่าวออกมาว่า“ข้าอยู่ในยุคสมัยที่แตกต่างกันถึงสองชาติสองภพ.. ก็พึ่งเคยพบเจอเรื่องที่ตลกได้ทุกวันอย่างนี้แหละ..ฮ่าๆ.. อยู่กับท่าน ข้านี่อย่างชอบจริงๆเจ้าค่ะ ท่านฌอน...ฮ่าๆ” แนนซี่กล่าวออกมาพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่จะลงไปหัวเราะนอนกลิ้งกับพื้น ท่ามกลางความมึนงงสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องราวของแนนซี่อย่างโจว และโวโรนิก้าว่าท่านแนนซี่พูดอะไรออกมา 

    คล้ายกับเรื่องร้านขายของชำของผมที่ต่างโลก ที่คุณอ่าน