หลังจากที่ "พี่ใหญ่เฉิน" ได้ก่อตั้งกลุ่มเฉพาะกิจของนางขึ้นเป็นที่เรียบร้อย แม้จะด้วยการชี้นิ้วเลือก และประกาศแต่งตั้งเอาเองเสียส่วนใหญ่ ดรุณีน้อยเฉินซูเหรินก็ไม่รอช้า นางหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องนำทีมของตนไปลงชื่อเข้าร่วมการแข่งขันชิงธงกับท่านปู่ให้จงได้!
ขบวน “ทัพ” ทั้งสี่ชีวิตจึงเริ่มต้นขึ้น เฉินซูเหรินเดินนำหน้าอย่างกระฉับกระเฉง เชิดหน้าเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายมุ่งมั่นประหนึ่งแม่ทัพน้อยกำลังจะนำทัพออกศึก ตามหลังมาด้วย จ้าวมู่เฉิน ที่ยังคงมีท่าทางงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ก้าวตาม “พี่ใหญ่” ของเขาไปอย่างว่าง่าย ในมือยังถือลูกข่างไม้ที่เพิ่งเล่นค้างไว้ ถัดมาคือ อาไค่ บุรุษร่างสูงใหญ่ที่เดินตามอย่างซื่อๆ แววตาเต็มไปด้วยความสับสนว่าตนกำลังจะไปทำอะไรกันแน่ แต่เมื่อคุณหนูเฉิน และคุณชายจ้าวไป เขาก็ย่อมต้องตามไปด้วย และปิดท้ายขบวนด้วย เหล่าหยวนผู้มีสีหน้าเหมือนกลืนยาขม เขาเดินตามมาอย่างเงียบๆ พลางถอนหายใจในอกเป็นระยะๆ กับความวุ่นวายครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
เส้นทางจากลานฝึกส่วนตัวไปยังกระโจมบัญชาการหลักของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจินนั้น ต้องผ่านลานฝึกรวม และบริเวณที่พักของเหล่าทหาร เมื่อขบวนอันแปลกประหลาดนี้เดินผ่าน เหล่าทหารที่กำลังฝึกซ้อมหรือพักผ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ต่างก็พากันหยุดชะงักกิจกรรมที่ทำอยู่ แล้วหันมามองเป็นตาเดียว
สายตาของเหล่าทหารที่จับจ้องมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายอารมณ์! บางนายที่รู้จักกิตติศัพท์ความซุกซนของคุณหนูดี ก็มองด้วยแววตาขบขัน กลั้นยิ้มจนตัวสั่น ‘คุณหนูของพวกเรามีเรื่องสนุกมาให้ดูอีกแล้วสินะ!’
บางนายที่เคยโดนฤทธิ์เดชความแก่นแก้วของนางเข้าไปบ้าง ก็มองด้วยความเอือมระอา ส่ายหน้าเบาๆ ‘คราวนี้จะก่อเรื่องอะไรอีกหนอ...’ และบางนายที่พอจะเดาได้ถึงจุดหมายปลายทางของขบวนนี้ ก็มองด้วยความปวดหัว ‘ดูท่า... คุณหนูคงจะมาขอเข้าร่วมการแข่งขันชิงธงเป็นแน่แท้! แล้วท่านแม่ทัพจะว่าอย่างไรล่ะเนี่ย?’
เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นเบาๆ ราวกับผึ้งแตกรัง ไล่หลังขบวนของเฉินซูเหรินไปตลอดทาง “นั่นมัน... คุณหนูเฉินนี่นา! เดินนำสมัครพรรคพวกมาด้วยครบคนทีเดียว!”
“ดูกลุ่มของนางสิ... มีทั้งคนแก่ เด็กโข่ง แล้วก็เจ้าทึ่มร่างยักษ์นั่น... จะไปแข่งกับใครเขารอด!”
“ข้าว่าท่านแม่ทัพคงต้องปวดเศียรเวียนเกล้าอีกแล้วล่ะ ดูท่าคุณหนูจะเอาจริง”
“แล้วถ้าคุณหนูอยากจะชนะขึ้นมาจริงๆ ล่ะ? พวกเราจะทำยังไง? ใครจะกล้าไปแย่งธงจากกลุ่มของนางกัน! หากทำอะไรรุนแรงเกินไป ไม่ใช่ว่าหัวคงหลุดออกจากบ่ากันหมดรึ!”
“นั่นสิ... หากนางต้องการชนะจริงๆ พวกเขาจะทำเช่นไรกัน? เผลอๆ อาจจะต้องแกล้งแพ้ให้นางกระมัง?”
“เฮ้อ... งานเข้าอีกแล้วพวกเรา...”
เฉินซูเหรินทำเป็นไม่ได้ยินเสียงซุบซิบเหล่านั้น นางยังคงเดินเชิดหน้าต่อไปอย่างมั่นใจ ส่วนจ้าวมู่เฉินมองซ้ายมองขวาด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเหล่าทหารจึงมองมาที่พวกเขาแล้วทำท่าทางแปลกๆ เช่นนั้น
มีเพียงเหล่าหยวนที่ใบหน้ายิ่งดูเคร่งขรึมมากขึ้น เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินนำแกะสามตัวเข้าสู่ดงหมาป่า... ไม่สิ... หรือว่าเขากำลังเดินตามแม่สิงโตตัวน้อยเข้าสู่สนามประลองกันแน่?
เสียงซุบซิบนินทาเหล่านั้นดังตามหลังเฉินซูเหรินและ กลุ่มของนางไปจนถึงหน้ากระโจมผู้บัญชาการใหญ่ ทหารยามสองนายที่ยืนเฝ้าอยู่หน้ากระโจม เมื่อเห็นว่าเป็นคุณหนูเฉินเดินนำมาพร้อมผู้ติดตามหน้าตาคุ้นๆ ก็มีสีหน้าประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็รีบทำความเคารพ และเปิดทางให้
เฉินซูเหรินไม่รอช้า นางก้าวฉับๆ เข้าไปในกระโจมบัญชาการทันที ทิ้งให้เหล่าหยวน อาไค่ และจ้าวมู่เฉินยืนรออยู่ด้านนอกอย่างงกๆ เงิ่นๆ
“ท่านปู่เจ้าขา! ซูเหรินมาแล้ว! มีเรื่องสำคัญจะรบกวนท่าน!” เสียงใสกังวานของนางดังลอดออกมาจากในกระโจม ทำให้เหล่าหยวนอดที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้งไม่ได้ ‘เอาเถอะ... มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็คงต้องตามเลยตามเลย... หวังเพียงว่าท่านแม่ทัพจะไม่หาเรื่องปวดหัวให้ข้าเพิ่มอีกก็แล้วกัน!’
แม่ทัพผู้เฒ่าเฉิน รู้สึกหนักใจ หากหลานสาวคนโปรดจะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย เขาไม่รู้จะปฏิเสธหลานสาวได้อย่างไร
“ เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ปู่สามารถให้เจ้าเข้าร่วมการชิงธงของกองทัพได้ เพียงแต่เจ้าต้องรับปากกับปู่ หากกลุ่มของเจ้าไม่สามารถติดอันดับ หนึ่งในสามได้ เจ้าจะต้องกลับจวนแม่ทัพไปฝึกกิริยามารยาทของสตรี หลานจะรับปากหรือไม่”
เฉินซูเหรินนิ่งงันไปชั่วครู่ พลางเอ่ยถาม
“หากหลานไม่ติดหนึ่งในสามอันดับแรก หลานยังสามารถมาที่ค่ายนี้ได้หรือไม่”
แม่ทัพผู้เฒ่าเฉินครุ่นคิดพลางใช้มือลูบเครา ก่อนจะผงกศีรษะตอบรับ
“ แต่กลุ่มของเจ้าจะต้องติดอันดับห้าขึ้นไปเท่านั้น หากต่ำกว่านั้นปู่ไม่อนุญาตให้เจ้าเข้ามาในค่ายทหารนี้ได้ ”
ในห่วงความคิดของเฉินซูเหรินตราบใดที่นางติด หนึ่งในห้าอันดับแรก นางยังมีโอกาสได้พบหน้าจ้าวน้อย และยังสามารถวิ่งเล่นกับเขาได้ แต่ถ้าหากไม่ติดคต้องหาวิธีพบเจอกันด้วยวิธีอื่นแทน
เฉินซูเหรินผงกศีรษะตอบรับแต่โดยดี นางทำความเคารพก่อนจะถอยหลังเดินออกจากกระโจมแม่ทัพผู้เฒ่าไป ทิ้งให้แม่ทัพู้เฒ่ายืนมองแผ่นหลังน้อย ๆ ของหลานสาวก้าวออกจากกระโจม
เมื่อเฉินซูเหรินออกมาจากกระโจม เหล่าหยวน จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ ต่างรีบก้าวเข้าไปล้อมรอบเฉินซูเหริน เพื่อสอบถามถึงผลลัพท์ของการสมัครเข้าร่วมการชิงธงในอีกสองวันที่เหลือ เฉินซูเหรินยิ้มตาหยีใช้มือท้าวเอวพลางกล่าว
“ ท่านปู่อนุญาตให้พวกเราเข้าร่วมการแข่งขันชิงธงครั้งนี้ได้ เรามีเวลาอีกสองวันในการวางแผนเพื่อชิงที่หนึ่งมาให้ได้ พวกเรากลับไปที่เรือนจ้าวน้อยกันก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ”
“ ของรับคุณหนูเฉิน ”
เฉินซูเหริน สั่งการให้ทั้งสามกลับไปเรือนพักของจ้าวมู่เฉินเพื่อวางแผนในการชิงธงในครั้งนี้ ทว่าแววตาของนางกับฉายแววกังวลออกมา ผู้ที่สังเกตเหตุคือจ้าวมู่เฉิน ด้วยทั้งสองวิ่งเล่นด้วยกันมานาน เขาจึงพอจะจับสังเกตได้ว่า พี่ใหญ่เฉินขแงเขาเวลานี้มีบางอย่างไม่สบายใจ
ขบวนทัพคุณหนูเฉินเดินกลับไปยังเรือนพัก ยังคงต้องผ่านจุดเดิม แต่ครั้งนี้นางหันกับไปถลึงตาใส่เหล่าทหารที่คอยชำเลืองมาทางกลุ่มของนาง จนพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ก้มหน้าบ้างหันหน้าไปทางอื่นบ้าง ทว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเก็บซ่อนอยู่คือความขบขันของการเล่นของคุณหนูของพวกเขา
…..
สองวันถัดมา ท้องฟ้าสีครามสดใส ไร้เมฆหมอกบดบัง แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องทั่วค่ายทหารเฉินเสียน ที่ตั้งอยู่ในหลุมฟ้าสะพานสวรรค์สถานที่ลับสุดยอดทางชายแดนต้าถัง ทหารมากมายหลั่งไหลมายังลานกว้างบริเวณลานฝึกรวม สถานที่ซึ่งจะใช้เป็นสนามแข่งขันชิงธงประจำกองทัพในครั้งนี้
เหล่าทหารหนุ่มจากหน่วยต่าง ๆ ต่างทยอยจับกลุ่มเป็นทีม ๆ ละสี่นาย บางกลุ่มคือผู้ที่ฝึกฝนร่วมกันมาอย่างเหนียวแน่น บางกลุ่มเพิ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อการแข่งขันนี้โดยเฉพาะ และยังมีกลุ่มของจ้าวมู่เฉินที่มีสมาชิกประกอบด้วย เฉินซูเหริน ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม จ้าวมู่เฉิน อาไค่ และเหล่าหยวน ซึ่งถูกผู้คนมองด้วยสายตาหลากหลายอารมณ์
“ดูนั่นสิ! กลุ่มของคุณหนูเฉินก็เข้าร่วมด้วยหรือ?” ทหารนายหนึ่งกระซิบกระซาบกับเพื่อนพลางชี้ไปยังกลุ่มที่ยืนอยู่ทางฝั่งซ้ายสุด
“ข้าว่า พวกเขาคงไม่รอดด่านแรกกระมัง?” เพื่อนทหารคนนั้นหัวเราะเสียงเบา สายตาเหลือบมองไปยังกลุ่มทหารทั้งห้ากลุ่ม ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘กลุ่มทหารเก่งกาจห้าทัพ’
‘กลุ่มทหารเก่งกาจห้าทัพ’ นั้นแต่ละกลุ่มล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่งที่สุดในกองทัพเฉินเสียน นำทีมโดยหัวหน้ากลุ่มที่มากประสบการณ์และฝีมือเก่งกาจ ได้แก่ กลุ่มธนูทอง กลุ่มพยัคฆ์ฟ้า กลุ่มกระเรียนร่ายรำ กลุ่มพายุเพลิง และกลุ่มเหยี่ยวทมิฬ
ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ยืนอยู่บนแท่นสูงกลางลานฝึก ใบหน้าคมเข้มเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม เขากวาดสายตามองเหล่าผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ก่อนจะยกมือขึ้นสั่งการให้เงียบเสียง
“วันนี้ เป็นวันเปิดการแข่งขันชิงธงประจำกองทัพ! ผู้ที่สามารถผ่านทั้งสี่ด่านทดสอบได้สำเร็จ จะได้รับสิทธิ์ขึ้นเขาเพื่อชิงธงหลักบนยอดเขาฉางซาน” เสียงทุ้มหนักแน่นของแม่ทัพผู้เฒ่าดังก้องกังวานไปทั่วลานฝึก ทหารทุกนายยืดตัวตรงและเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“แต่ละด่านจะทดสอบทักษะที่แตกต่างกันออกไป ด่านแรก ทดสอบการต่อสู้มือเปล่า ด่านที่สอง ทดสอบการยิงธนู ด่านที่สาม ทดสอบการขี่ม้า และด่านสุดท้าย ทดสอบพละกำลัง!”
แม่ทัพเฉินหยุดชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ทุกทีมจะต้องผ่านด่านเหล่านี้เพื่อสะสมคะแนน หากทีมใดผ่านครบทั้งสี่ด่าน จะได้รับสิทธิ์ขึ้นเขาฉางซานเพื่อตามหา ‘ธงแห่งเกียรติยศ’ ผู้ที่นำธงนั้นกลับมาถึงลานฝึกได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้!”
เสียงโห่ร้องและฮึกเหิมของเหล่าทหารดังระงมไปทั่วลานฝึก เฉินซูเหรินหันไปมองเหล่าหยวน อาไค่ และจ้าวมู่เฉิน ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น แต่ดวงตาคู่นั้นกลับซ่อนความกังวลเอาไว้
‘หากไม่สามารถติดหนึ่งในห้าได้... ข้าจะไม่ได้กลับมาที่ค่ายนี้อีก...’ นางครุ่นคิดในใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก และพยักหน้าให้กับสหายทั้งสาม
“พวกเราเตรียมตัวให้พร้อม! อีกครู่เดียว ด่านแรกจะเริ่มขึ้น!”