บทที่ 34
เดินทางถึงเมืองหลอมโลหะ
สงครามบริเวณชายแดนที่มันปะทุอย่างดุเดือดมาประมาณ 3-4 เดือนตอนนี้มันได้สิ้นสุดลงแล้วจุดเริ่มต้นของสงครามแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นมาจากการขัดแย้งแต่ว่าในการจบสงครามครั้งนี้พวกเขาเองก็เลือกที่จะเป็นฝ่ายถอยกันคนละก้าวเพื่อลดการสูญเสีย
การสูญเสียในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาทั้ง 2 ฝั่งสูญเสียจำนวนคนไปมากมายอีกทั้งผู้คนยังเหนื่อยล้ากับการทำสงคราม
มาทำการยื้อต่อไปแน่นอนว่าคงจะไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอนเพราะว่าทั้งสองฝ่ายต่างทำสงครามกันทุกๆวันโดยที่แทบจะไม่มีวันหยุดพักเลย
เลยทำให้ทั้งสองฝ่ายนั้นต่างพากันเหนื่อยล้า ในครั้งนี้กองทัพเผ่ามารเป็นฝ่ายที่ทำการสั่งถอยทัพก่อนเพราะว่าพวกมันโดนเผาเสบียง
เมื่อโดนเผาเสบียงไปแล้วแน่นอนว่าไม่สามารถทำการยืนยันอยู่ตรงจุดนั้นได้อีกทางเลือกของพวกมันมีเพียงข้างเดียวนั่นคือการถอยทัพถ้ายังคงยึดมั่นอยู่ตรงจุดนั้นแน่นอนว่าพวกมันเองจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้
กระนั้นตัวเองก็ถือว่าเป็นเป็นโชคของดินแดน 5 ธาตุที่ภารกิจในครั้งนี้สามารถทำได้สำเร็จพวกเขาเลยทำการสั่งถอยทัพโดยคำสั่งของแม่ทัพใหญ่
จำนวนคนที่เหลือรอดอยู่ภายในสงครามครั้งนี้เหลือรอดกลับมาเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
จำนวนที่หายไปประมาณครึ่งนึงคือการที่ผู้คนส่วนใหญ่บาดเจ็บและล้มตายอยู่ภายในกองทัพ
การเดินทางกลับไปถึงดินแดน 5ธาตุคงจะต้องใช้เวลานานมากพอสมควรกว่าที่จะทำการเดินทางกลับไปจนถึงสถานที่แห่งนั้น
หลี่หยางหลังจากที่ได้ทำภารกิจในครั้งนั้นเสร็จเรียบร้อยเขาได้รับเงินรางวัลก้อนโตมามันเป็นเงินรางวัลก้อนใหญ่ที่สามารถทำให้เขานั้นใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไปได้อีกหลายปีเลยทีเดียว
แต่ในตอนนี้เป้าหมายของเขามันไม่ใช่เพียงแค่การรวบรวมเงินเท่านั้นแต่เขายังต้องทำการเดินทางไปยังสถานที่ที่เป็นเป้าหมายถัดไปของเขานั่นคือเมืองหลอมโลหะ
…..
ยามนี้เป็นยามประมาณเดือน 9
ผ่านพ้นช่วงหน้าร้อนมาเรียบร้อยแล้วทั่วทั้งบริเวณอากาศมันเริ่มเย็นตัวขึ้นอีกไม่นานฤดูเหมันต์คงจะเข้ามาเยี่ยมเยียนและทั่วทั้งบริเวณก็คงจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนร่างกายคงจะโดนกัดกินไปด้วยไอหนาวเย็นเหล่านั้น
หลี่หยางและผู้ติดตามทั้งสองของเขาทำการเดินทางไปยังเมืองนั้นโดยที่พวกเขาเดินทางไปถึงประมาณต้นเดือน 9 ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่ดีเป็นอย่างมาก
ร่างของอาชาสีน้ำตาลเข้ม 3ตัวกำลังมุ่งตรงไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง บนหลังของอาชาทั้ง 3มีร่างของบุรุษหนุ่มที่มีช่วงวัยแตกต่างกันนั่งอยู่
หลันเซ่อเขารับหน้าที่เป็นผู้นำทางเขาเป็นคนเร่ร่อนที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งไม่มีครอบครัวเดินทางไปเรื่อยๆเขาเลยรู้จักเมืองแห่งนั้นเป็นอย่างดีแตกต่างจากหลี่หยางและก็อี้ชิง
เพราะแบบนั้นมาที่อยู่ตัวหน้าสุดนั่นคือมาของหลันเซ่อไล่ถัดลงมาก็คือมาของหลี่หยาง ส่วนผู้ที่อยู่ลำดับสุดท้ายนั่นก็คืออี้ชิง
ทั้ง 3 แม้ว่าจะควบม้าด้วยความเร็วแต่พวกเขาเองก็ยังคงรักษารูปขบวนอยู่ตลอดเวลา
ยามนี้เป็นยามประมาณยามสายของวันดวงอาทิตย์ที่ปรากฏอยู่บนท้องนภากำลังสาดส่องแสงและแผ่ซ่านความร้อนออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
ร่างของบุรุษทั้ง 3 ที่กำลังควบม้ามุ่งตรงอยู่นั้นใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อตามที่ทำการควบมะม่วงต้องไปด้านหน้าพวกเขาเองก็ไม่ลืมที่จะยกฝ่ามือของตัวเองขึ้นมาปัดเหนือบนใบหน้าของตน
แม้ว่าจะเข้าใกล้ฤดูเหมันต์เต็มทีแต่ว่าในยามเช่นนี้ยามสายของวันและยามเที่ยงมันก็ยังมีอากาศร้อน
หลังจากที่ทำการควบอาชามาสักพักใหญ่ๆในที่สุดพวกเขาก็สามารถเดินทางมาถึงสุดสายตาของเขาเบื้องนาเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่มีกำแพงล้อมรอบทั้ง4 ทิศ
กำแพงขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบอยู่รอบบริเวณตัวของกำแพงมันมีความสูงเป็นอย่างมากน่าจะสูงราวๆซักประมาณ 50 ถึง 60 เมตรเห็นจะได้
ไม่เพียงเท่านั้นบริเวณตัวกำแพงยังดูทำขึ้นมาอย่างวิจิตรและปราณีตมันถูกแกะสลักออกมาราวกับว่าเป็นงานฝีมือชิ้นเอก
บริเวณด้านหน้าของพวกเขาเส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งตรงไปอยู่นั้นสุดสายตาของพวกเขาสิ่งที่มันปรากฏให้เห็นนั่นก็คือประตูขนาดใหญ่ที่เป็นทางเข้าของเมืองหลอมโลหะ
ประตูบานนั้นกูเปิดเอาไว้ตลอดเวลาแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีทหารที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่บริเวณด้านหน้าประตูอย่างเคร่งครัด
เขาพุ่งตรงเข้ามาจนถึงระดับนึงแล้วก็ได้ลดความเร็วมาลงก่อนที่จะพากันกระโดดลงมาจากม้า
เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนพาหนะเป็นการที่พวกเขานั้นทำการจูงพวกมันเข้าไปแทนทั้ง 3 เดินเป็นแถวหน้ากระดานเพื่อมุ่งตรงไปยังจุดที่ต่อแถวรอทำการตรวจตราเข้าเมือง
“ สถานที่แห่งนี้อย่างนั้นรึ? ” หลี่หยางเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกับทำการกวาดสายตาของตัวเองมองไปรอบๆ
กำแพงขนาดใหญ่ที่มันถูกแกะสลักขึ้นมาเป็นอย่างดีเมื่อเข้ามามองใกล้ๆยิ่งรู้สึกว่ามันเหมือนกับงานฝีมือชิ้นเอกมากขึ้นไปอีกความงดงามของมันไม่ตอนแรกที่มองไกลๆว่างดงามแล้วในตอนนี้เมื่อเข้ามามองใกล้ๆยิ่งงดงามยิ่งกว่า
“ ไม่ผิดแน่ขอรับนายน้อยสถานที่แห่งนี้แหละข้าเคยเดินทางมาประมาณ2-3 ครั้ง ” หลันเซ่อทำการพูดขึ้นด้วยใบหน้าที่มั่นใจ
หลังจากจบสงครามคนผู้นี้ก็ขอติดตามหลี่หยางมาด้วยในขณะเดียวกันเขาเองก็สาบานว่าจะเป็นบ่าวผู้จงรักภักดีแล้วก็ยกย่องให้หลี่หยางเป็นนายน้อยชองตนเอง
“ ว่าแต่นะเมื่อไหร่พวกเจ้าจะเลิกเรียกเข้าว่านายน้อยสักทีคำนั้นมันพูดเหมือนว่าตัวของข้านั้นเป็นเด็กไปเลย” หลี่หยางพูดออกมาด้วยใบหน้าเอื้อมระอา
ในตอนแรกเขาอยากให้ทั้งสองทำการหยุดเรียกเขาว่านายน้อยเสียทีแต่ว่าทั้งสองก็ไม่ยินยอมและตอนนี้เขาหวังก็แต่เพียงว่าทั้งสองจะทำการเปลี่ยนการเรียกเขาให้หลุดจากนายน้อยสักทีเพราะว่ามันฟังดูแล้วเหมือนกับเขานั้นยังคงเป็นเด็กอยู่
ทั้งสองทำการหันหน้ามองกันพลางกับพูด 1 อย่างขึ้นมาอย่างพร้อมเพียงราวกับว่าถ้าไม่ใช้คำเรียกว่านายน้อยก็คงจะไม่สามารถใช้คำใดทดแทนได้นอกจากคำนี้“ นายท่าน!!! ” นั่นคือสิ่งที่ทั้งสองพูดออกมาอย่างพร้อมเพียง
หลี่หยางที่กำลังยืนอยู่เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรให้เรียกเช่นนั้นมันคงจะดีกว่าให้เรียกว่านายน้อยอย่างแน่นอน
“ ว่าแต่เมืองนี้ดูอลังการจริงๆนะขนาดกำแพงยังถูกแกะสลักเป็นลวดลายที่งดงามแบบนี้เลย ” เขาทำการพูดออกมาด้วยใบหน้าที่จริงจังขนาดที่ใช้ดวงตาของตนเองมองดูสิ่งที่อยู่ด้านหน้าในตอนนี้
“ แน่นอนสิขอรับเพราะว่าเมืองหลอมโลหะมันเป็นเมืองที่รวมตัวช่างฝีมือของดินแดน5 ธาตุเอาไว้อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ส่วนใหญ่แล้วช่างฝีมือที่มีทักษะในการหลอมอาวุธหรือว่าทำอาวุธชั้นยอดก็ล้วนแล้วแต่จะมารวมตัวและอาศัยอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ทั้งนั้น” อี้ชิงให้ความกระจ่างให้หลี่หยาง
“ ถ้าเช่นนั้นก็รีบเข้าไปกันเถอะ!! ”หลี่หยางแทบจะรอไม่ไหวแล้วพวกเขาได้ทำการเดินตรงเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาในการต่อแถวตรวจคนเข้าเมืองประมาณนึงแล้วก็สามารถผ่านเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดายแม้ว่าพวกเขาจะทำการพกอาวุธอยู่ข้างเอวของตนเองแต่ว่าสำหรับอาวุธเหล่านี้แน่นอนว่าพวกมันเป็นของที่คนส่วนใหญ่พกติดตัวในขณะที่ทำการเดินทางไปมาระหว่างเมืองอยู่แล้ว
มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่พวกเขานั้นจะพกอาวุธ ตามทางอาจจะมีโจรคอยดักปล้นอยู่ที่ใดสักแห่งก็ได้
ภายในยุคสมัยที่เขานั้นจากมาหลี่หยางก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าตัวของเขาพกอาวุธเป็นกระบี่เริ่มยาวเช่นนี้เดินไปเดินมาคงจะโดนจับอย่างแน่นอน
หลุดเข้ามาภายในเมืองภายในเมืองแห่งนี้ตามที่ทำการเดินทางผ่านพ้นประตูเข้ามาสู่ด้านใน สิ่งที่พวกเขาสามารถได้ยินอย่างแรกเลยก็คือเสียงของเหล็กที่ตีกระทบกันแล้วก็ภายในเมืองมันมีบรรยากาศที่ร้อนระอุเป็นอย่างมาก
สถานที่แห่งนี้ไม่ว่าจะมองไปในมุมใดส่วนใหญ่แล้วก็มีแต่ร้านช่างฝีมือมากมายไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับไว้ว่าจะเป็นอาวุธหรือชุดเกราะ
เพียงแค่แรกก้าวเข้ามาภายในเมืองก็มองเห็นไปแล้วมากกว่า 10 ถึง 20 ร้าน
เมื่อได้มองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหน้ามันทำให้เขาสามารถยืนยันได้เลยทันทีว่าตอนนี้ด้านหน้าของเขามันคือเมืองแห่งการหลอมอาวุธจริงๆ
ถ้าเป็นมื้ออื่นๆคงจะไม่มีสถานที่ใดหรอกที่ย่างกายเข้ามาด้านในแล้วจะพบเห็นร้านตีเหล็กมากมายเช่นนี้
หลี่หยางเริ่มทำการเดินตรงเข้าไปภายในถนนสายนี้บริเวณข้างทางก็ล้วนแล้วแต่มีร้านตีเหล็กจำนวนมากมีอาวุธมากมายที่ถูกแขวนประดับเอาไว้เป็นสินค้าตั้งโชว์
เขาพยายามเลือกดูอย่างพิถีพิถันโดยการใช้สายตาของตนเองจ้องมอง
แต่ว่าหลังจากที่เดินเข้ามาสักระยะก็ยังไม่แวะที่ร้านใดเป็นพิเศษทั้ง 3 เดินตรงไปเรื่อยๆอาจจะเป็นเพราะว่าหลี่หยางเขายังไม่เจอร้านทำอาวุธที่ต้องตาต้องใจเขา
ภายในสถานที่แห่งนี้แม้ว่ามันจะมีร้านทำอาวุธมากมายแต่ว่าอาวุธที่ถูกตั้งประดับเอาไว้เขาใช้ดวงตาของเขาแยกแยะจากความสามารถของระบบได้
ไอเทมพวกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีระดับใกล้เคียงกันทั้งสิ้นยังไม่มีอันใดที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
ยามที่เดินเข้ามาบริเวณใจกลางเมืองย่านนี้เต็มไปด้วยผู้คนจมูกของพวกเขาทั้ง3 เริ่มได้กลิ่นของอาหารที่ล่องลอยมาเตะเข้าที่จมูกมันทำให้น้ำย่อยภายในกระเพาะเริ่มทำงานท้องของเขาร้องคำรามอย่างหิวโหยเพราะว่าในยามนี้เป็นยามเที่ยงวันแล้ว
หลี่หยางหันกลับไปหาผู้ที่อยู่ด้านหลังพลางกล่าว “พวกเราไปกินอาหารกันเถอะที่นี่น่าจะใช้ได้ ”
หลี่หยางใช้ดวงตาของท่านเองมองตรงไปบริเวณข้างๆร้านอาหารแห่งหนึ่งตั้งอยู่บริเวณข้างทางเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่
จบบท