คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 159 หมาป่าแห่งแดนเหนือ

            

            กรงเล็บคมกริบพุ่งเข้าหาหมายเอาชีวิต กู่เซี่ยนจวินมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีและเหวี่ยงกระบี่ออกไปพร้อมพลังอำนาจมหาศาลสำหรับคู่ต่อสู้ที่มีพลังอยู่ในระดับไท่ยีทั่วไปถือเป็นการโจมตีที่ทรงพลังราวกับคลื่นสมุทรแต่กับยอดฝีมือที่มีพลังอยู่ในระดับปราบวิญญาณเช่นอินซานโจ๋ว เพียงพริบตาเดียวกรงเล็บของเขาทำลายกระบี่แสนคมกริบจนแหลกเละ

            มือใหญ่ที่สร้างขึ้นด้วยพลังวิญญาณจับร่างบางเอาไว้อย่างแน่นหนา

            อินซานโจ๋วหัวเราะเย้ยหยันขึ้นในใจ “โหวเยน้อย ล่วงเกินแล้วข้าไม่กล้าทำอันตรายเจ้า จึงจำต้องจับตัวเจ้าเอาไว้เช่นนี้ คงต้องลำบากโหวเยน้อย ทนอยู่เช่นนี้ต่อไปอีกนิด”

            เขากล่าวเช่นนั้น ก่อนจะถ่ายทอดคำสั่งด้วยพลังจิต จากนั้นมือใหญ่ก็ยกร่างของกู่เซี่ยนจวินขึ้นสูงทันที

            การควบคุมพลังด้วยคำสั่งทางจิต โดยไม่ใช้อาวุธวิเศษเข้ามาช่วยเช่นนี้ผู้ควบคุมจำเป็นต้องมีพลังจิตที่แข็งแกร่งมาก เป็นความสามารถของผู้ฝึกพลังสายนักพรต

            แต่แม้ผู้ฝึกสายนักรบจะไม่เน้นฝึกพลังจิต ทว่าเมื่อมีระดับพลังสูงขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีพลังอยู่ในระดับปราบวิญญาณ พลังจิตย่อมมีความก้าวหน้าขึ้นมหาศาลเหตุนี้การที่นักรบซึ่งมีพลังอยู่สูงกว่าระดับปราบวิญญาณสามารถควบคุมพลังวิญญาณด้วยพลังจิตย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่า การสั่งด้วยพลังจิตเช่นนี้สามารถเอาชนะและต่อกรกับผู้ที่มีพลังอ่อนด้อยกว่าเท่านั้น แต่มันจะได้ผลน้อยหรือแทบจะไม่ได้ผลเลย เมื่อต้องสู้กับคนที่มีพลังอยู่ในระดับเดียวกัน

            ทว่าเพียงพอสำหรับเล่นงานกู่เซี่ยนจวินที่เพิ่งมีพลังอยู่ในระดับไท่ยีแล้ว

            อย่างน้อย อินซานโจ๋วก็คิดแบบนั้น

            แต่เขาเข้าใจบางอย่างผิดไป...

            สมดั่งคำที่ว่า สัตว์ถูกแบ่งตามชนิด คนถูกแบ่งตามประเภท...ผู้ที่มีส่วนคล้ายกัน ย่อมรวมตัวกันเป็นหมู่คณะ...

            ซูฉางอันที่มีพลังอยู่ในระดับหลอมจิต เอาชนะนักรบระดับเก้าดาราได้และเมื่อก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับอรุณรุ่ง ก็เอาชนะนักรบระดับสั่งฟ้า...

            แม้กู่เซี่ยนจวินจะไม่แข็งแกร่งเท่าซูฉางอัน แต่หากอินซานโจ๋วคิดจะขังนางเอาไว้ด้วยลูกไม้ตื้นๆเช่นนี้ ก็คงจะประเมินโหวเยน้อยแห่งดินแดนทางเหนือ ผู้ได้ชื่อว่าเปี่ยมพรสวรรค์เป็นรองเพียงมู่กุยอวิ๋นผู้นี้มากไปแล้ว

            เพราะในตอนที่อินซานโจ๋วเผยความดีใจออกมาทางใบหน้า เตรียมพุ่งเข้าไปชิงอาวุธวิเศษทั้งสองในสำนัก...

            เสียงคำรามใสของกู่เซี่ยนจวินดังขึ้น เมื่อแสงสว่างระเบิดออกมาจากร่างของนางสาวน้อยหลุดจากการพันธนาการของมือใหญ่แล้ว

            แต่นางกลับไม่มีท่าทีจะโจมตีกลับ โดยฉวยโอกาสในตอนที่อินซานโจ๋วยังไม่ทันได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย

            นางเหวี่ยงกระบี่ออกไป ก่อนบงกชจะเบ่งบานขึ้นในอากาศ พุ่งสังหารศิษย์ที่มุงอยู่หน้าสำนักเทียนหลานแทน

            ถูกต้องแล้ว พุ่งเข้าสังหาร...

            เป็นกระบวนสุดท้ายของวิชามาลุตวสันต์ที่อวี้เหิงเคยสอนและเป็นกระบวนกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของกู่เซี่ยนจวินด้วย

            หากอยากกำจัดการผู้นำ ต้องเริ่มจากการกำจัดผู้ตามให้ได้ก่อน

            อินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยนมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนมาก คือการชิงดาบเก้าผจญและกระบี่สิบทิศของฉางอัน

            นางสู้ หรือรั้งพวกเขาเอาไว้ไม่ได้เลย

            ดังนั้น สิ่งเดียวที่นางทำได้ก็คือการรั้งผู้ตามทั้งหลายเอาไว้ไม่เช่นนั้น หากคนพวกนี้เข้าไปในสำนักเทียนหลานสำเร็จ เกรงว่าสำนักต้องถูกปล้นจนไม่เหลือแน่

            สำนักเทียนหลาน เป็นสถานที่ที่เขาคนนั้นยอมปกป้องด้วยชีวิต...

            เหตุนี้ วินาทีที่คนเหล่านี้คิดจะบุกเข้าไปในสำนัก นางก็ตัดสินใจว่าจะสังหารพวกเขาทันที

            นี่เป็นรังสีสังหารที่ระเบิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นจิตสังหารที่ไม่มีใครคาดคิด

            เพราะที่นี่คือเมืองฉางอัน

            เมืองที่อยู่ใต้บารมีแห่งองค์จักรพรรดิ

            ไม่ว่าเมืองนี้จะซ่อนความชั่วช้าและแปดเปื้อนเอาไว้เพียงไหนแต่เมืองนี้ก็ยังเป็นเมืองหลวงของแผ่นดินต้าเว่ยอยู่ดี

            เหตุนี้ จึงไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะมีผู้ใดใจกล้าได้ถึงเพียงนี้

            แม้แต่อินซานโจ๋วก็ไม่กล้าลงมือสังหารกู่เซี่ยนจวินต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ ใช่ว่าเพราะหวั่นในอำนาจของตระกูลกู่เท่านั้นแต่เป็นเพราะที่นี่คือเมืองฉางอันด้วย

            ดังนั้น เขาจึงคิดไม่ถึงว่ากู่เซี่ยนจวิน หญิงสาวที่งดงามและอ่อนโยนจะตัดสินใจทำเรื่องเช่นนี้

            เมื่อเขากับหม่าอันเยี่ยนได้สติกลับมาอีกครั้งกระบี่ของกู่เซี่ยนจวินก็พุ่งออกไปเสียแล้ว การโจมตีของนาง เสร็จสมบูรณ์

            กระบี่นี้ ทำให้หัวของศิษย์หลายคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดหลุดออกมาจากบ่าในเสี้ยววินาที

            เลือดสดพุ่งกระฉูดออกมาจากลำคอที่ขาดสะบั้น ศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังไม่ทันได้ตั้งตัวจึงถูกเลือดสดกระเด็นเข้าตา อีกทั้งเสื้อผ้าก็ถูกฉาบไปด้วยเลือดกันถ้วนหน้า

            หลังความเงียบที่น่าพิศวงเข้าปกคลุม เพียงครู่เดียวเสียงอุทานก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            และในตอนที่เลือดสดสาดกระจายราวกับหยาดพิรุณ...

            หญิงชุดขาวกระตุกกระบี่ในมือเบาๆเลือดที่อาบไปทั่วกระบี่จึงร่วงลงบนพื้นดิน เผยให้เห็นตัวกระบี่ที่ขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะอีกครั้ง

            “ใครข้ามประตูไป ตาย!” นางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งและดวงตาที่ร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง

            กลุ่มศิษย์ร่างสั่นเทากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาส่วนมาก เพิ่งฝึกพลังได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้นและที่ผ่านมาก็เอาแต่ฝึกวิชาอยู่ในสำนัก ไหนเลยจะเคยเห็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนขวัญเช่นนีความหวาดกลัวระเบิดขึ้นกลางใจ ต่างก็หวาดกลัวจนหัวหดไม่มีใครกล้าก้าวไปข้างหน้าอีก

            “กู่โหวเย เจ้าไม่เห็นหัวข้าเลยหรือไร?” สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้อินซานโจ๋วระเบิดความโกรธขึ้นอย่างอดไม่ได้ หัวของศิษย์ที่กลิ้งอยู่บนพื้นดินล้วนเป็นเหมือนมือใหญ่ที่พุ่งเข้ามาตบหน้าเขาแรงๆ ซ้ำๆ ไม่หยุด

            คนรุ่นหลังที่ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้าสังหารศิษย์ที่มากับเขาต่อหน้าต่อตาเขาเลยเช่นนั้นหรือ...เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็ระเบิดรังสีสังหารขึ้นในแววตาก่อนร่างชราจะเริ่มเคลื่อนไหว เขากลายร่างเป็นลำแสงก่อนจะพุ่งกรงเล็บไปที่ลำคอของหญิงสาวทันที

            ทว่ากู่เซี่ยนจวินกลับทำราวกับมองไม่เห็นมือนั้น นางมองกรงเล็บทมิฬด้วยสายตาเย็นชาไม่คิดหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่กะพริบตาด้วยซ้ำ

            “เจ้ากล้าทำร้ายข้าหรือ?” นางบอกแบบนั้น

            อินซานโจ๋วสะดุ้งเฮือก กรงเล็บที่พุ่งประชิดร่างบางหยุดชะงักลงเหงื่อมากมายเริ่มผุดออกมาจากหน้าผากในเวลาต่อมา

            กู่เซี่ยนจวินพูดถูก เขาไม่กล้าทำร้ายนาง เขารั้งร่างของนางเอาไว้ได้แต่จะทำร้ายนางไม่ได้เด็ดขาด คนในใต้หล้าต่างรู้ดีว่าท่านอ๋องแห่งตระกูลกู่น่าเกรงขามและทรงพลังเพียงใดแล้วกู่เซี่ยนจวินก็เป็นแก้วตาดวงใจของเขา หากเขาพิโรธขึ้นมา อย่าว่าแต่อินซานโจ๋วเลยแม้แต่สำนักปาฮวงก็ยังรับผิดชอบไม่ไหว

            ยังไม่ทันที่อินซานโจ๋วจะได้นึกโมโหที่ตนวู่วามจนเกือบจะสร้างปัญหาใหญ่ขึ้น...

            จู่ๆ ก็มีเสียงอุทานดังขึ้นอีกครั้ง อินซานโจ๋วสะดุ้งเฮือกเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าหัวของคนอีกนับสิบกลิ้งอยู่บนพื้นดินเป็นคราที่สองแล้ว

            “ข้าบอกไปแล้ว ว่าใครเข้ามา ตาย!”

            เสียงของเด็กสาวดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อศิษย์ทั้งหลายเห็นว่า แม้แต่อินซานโจ๋วที่ขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิตก็ยังไม่กล้าทำอันตรายหญิงสาวตรงหน้าจึงระเบิดความกลัวขึ้นทันที ความโลภที่เคยมี หายไปในพริบตา พวกเขาพากันหมุนตัว ทั้งวิ่งทั้งคลานแย่งกันวิ่งออกไปนอกประตูสำนักทันที

            “ข้าสู้พวกเจ้าไม่ได้ แต่พวกเจ้าก็รั้งข้าไม่ได้ทั้งยังทำร้ายข้าไม่ได้เช่นกัน หากใครคนใดคนหนึ่งในพวกเจ้าเข้าไปในสำนักเทียนหลานข้าจะสังหารศิษย์หนึ่งคนทุกๆ สิบอึดใจ!!! จนกว่าพวกเขาจะฆ่าข้าได้ หรือจนกว่าข้าจะฆ่าพวกเขาจนหมดเท่านั้น!”

            เสียงของหญิงสาวไม่ได้ดังก้อง แต่กลับแฝงไปด้วยความเย็นยะเยือกมหาศาล ไม่ต่างไปจากหน้าหนาวในดินแดนทางเหนือซึ่งทำให้ผู้ฟังไม่กล้า และไม่อาจตั้งข้อกังขาในคำพูดนั้นได้เลยจริงๆ

            อินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยนสบตากันครู่หนึ่ง ทั้งสองต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปเฉียบพลันพวกเขาคาดไม่ถึง ว่าโหวเยน้อยจะลงมืออย่างเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ นางไม่ปรานีเลยสักนิดดูท่า พวกเขาคงเหยียบเส้นตายของนางเข้าแล้ว

            แต่ก็ไม่แปลก... อย่างไรเสีย นางก็เป็นหลานคนโตของจิ้นอ๋อง กู่ชิงเฟิงเมื่อเทียบกับอ๋องท่านนั้น การกระทำของโหวเยน้อยนับได้ว่าอ่อนโยนเหลือเกิน

            เพราะนับแต่มาถึงเมืองฉางอัน นางเอาแต่เดินตามหลังเด็กชายคนนั้นจนพวกเขาเกือบลืมไปเสียแล้ว ว่านางเป็นคนของตระกูลกู่แห่งดินแดนทางเหนือทั้งยังลืมไปแล้ว ว่านางเป็นยอดอัจฉริยะด้านศาสตร์แห่งกระบี่ที่เก่งกาจไม่แพ้มู่กุยอวิ๋น...

            และในช่วงที่ทั้งสองหาทางลงจากหลังเสือที่ขึ้นไปขี่ไม่ได้ จู่ๆเสียงกระทบของชุดเกราะก็ดังขึ้น

            ศิษย์ที่มุงอยู่หน้าสำนัก ถูกแหวกออกเป็นทางโดยคนในชุดเกราะเหล็กกลุ่มหนึ่งชายในชุดคลุมยาวสีดำ คิ้วเชิดสูง และมีเคราประดับอยู่เหนือริมฝีปากก็ก้าวยาวๆ เข้าหาภายใต้การอารักขาจากองครักษ์เกราะดำ

            “ข้าได้รับคำสั่งจากอัครมหาเสนาบดีให้เดินทางมาจับกุมซูฉางอันแห่งสำนักเทียนหลาน! ใครขวาง ฆ่าไม่เว้น!”

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน