ตอนที่36 เป็นที่นิยม
เช้าวันต่อมาฟู่ต้านีลุกจากที่นอน วันนี้เธอจะไปหย่าที่สำนักงานแต่ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนใส่ไปด้วยซ้ำ ตอนที่เธอตระเวนไปทั่วบ้านหวังซู่เหมยก็เข้ามา
“นี่คือเสื้อผ้าของฟู่เหมี่ยวฉันทำใหญ่ไปหน่อย ลูกเลยไม่ชอบใส่ ฉันว่าเธอน่าจะใส่ได้นะ”หวังซู่เหมยรู้ว่าน้องสาวสามีไม่มีชุดเปลี่ยนเพราะสินสอดติดตัวที่ขนกลับมาต่างก็ไม่สามารถสวมใส่แทนเสื้อผ้าได้ดังนั้นเธอจึงเตรียมชุดที่ฟู่เหมี่ยวใส่ไม่ได้มาให้ฟู่ต้านีเปลี่ยน
ฟู่ต้านีเปลี่ยนมาสวมอย่างไม่ลังเล
“ใส่พอดีเลยแถมใส่แล้วยังสวยด้วย ! พี่ยังมีผ้าอีกหลายผืน รอหลังจากวันนี้ไปเวลาว่างเรามาช่วยกันตัดชุดสักสองชุด ว่าแต่เด็ก ๆ จะใส่ชุดอะไรดี ? เดี๋ยวฉันไปหาเสื้อผ้าสมัยที่เสี่ยวฮั่วใส่ตอนเด็กๆ มาให้เปลี่ยนก่อนแล้วกัน”
ฟู่ต้านีฟังพี่สะใภ้พูดแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งในใจเธอตั้งมั่นแล้วว่าต่อไปนี้จะต้องตอบแทนน้ำใจของพี่สะใภ้ให้ดี !
หลังมื้ออาหารเช้าฟู่ต้าหย่งยืมเกวียนของเพื่อนบ้านแล้วพาหวังซู่เหมยและฟู่ต้านีไปที่สำนักงานชุมชนเพื่อทำเรื่องหย่ากับเก่อหงจวิน!
แต่หลังจากที่รอมานานเกือบครึ่งค่อนวันเก่อหงจวินก็ยังไม่มา ฟู่ต้านีจึงมีท่าทีเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด “พี่สะใภ้เขาจะไม่กลับคำพูดใช่ไหม ? ”
“เฮอะถ้าวันนี้เขากล้าไม่มา ฉันจะไปที่โรงพักแจ้งความว่าเขาลักลอบคบชู้ ! ” ฟู่ต้าหย่งพูดอย่างเหยียดหยาม
เก่อหงจวินอยากมามากจริงๆ แต่ที่บ้านของเขาดันเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาเสียก่อนไม่นานหลังจากที่ตระกูลฟู่จากไป ไป๋หยูก็อาเจียนเป็นเลือดและเป็นลมหมดสติไป
น้องรองของเขาไม่อยู่บ้านเขาและนางต่งจึงต้องพาไป๋หยูไปส่งโรงพยาบาล แต่พอตื่นเช้ามาพวกเขาก็ไม่เห็นเธอแล้ว !
เขาและนางต่งจึงพากันออกไปตามหาเธอทั่วทั้งหมู่บ้านแต่ไม่ว่าจะหาเท่าไรก็หาไม่เจอ และเมื่อคำนึงถึงคำขู่ของพี่ฟู่เขาก็ไม่รอช้ารีบคว้าทะเบียนสมรสไปทำเรื่องหย่าที่สำนักงานทันที
ในตอนที่เก่อหงจวินมาถึงพวกฟู่ต้าหย่งได้กินอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอเขาอยู่ที่เดิม
สำหรับเก่อหงจวินเขาไม่ได้เจอฟู่ต้านีมา 2 วันแล้ว แต่สำหรับฟู่ต้านี มันนานมากแล้วทว่าทั้งสองไม่ได้พูดคุยกัน สองสามีภรรยามาถึงจุดนี้แล้ว ยังมีอะไรต้องคุยกันอีก !
ขั้นตอนดำเนินไปเร็วมากแม้ว่าเจ้าหน้าที่บางคนพยายามเกลี้ยกล่อมเธอว่าอย่าหย่าแต่เธอก็ปฏิเสธด้วยใบหน้าเย็นชา เจ้าหน้าที่เห็นว่าชักชวนเธอไปก็ไม่ได้ผลจึงประทับตราลงบนหนังสือหย่าให้เธอ
ฟู่ต้านีเทียบได้กับออกมาจากครอบครัวสามีโดยไม่นำสมบัติติดตัวมาด้วยอีกทั้งเธอยังทีลูกอีกสองคนที่ต้องเลี้ยง ทว่าเธอไม่หวาดกลัวเลยสักนิดในใจของเธอกลับเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ในอนาคตจะไม่มีใครทุบตีหรือดุด่าลี่ลี่และเฟินเฟินของเธอได้อีกเด็กน้อยทั้งสองจะได้ไปโรงเรียน ใส่เสื้อผ้าสวย ๆ กินอาหารอร่อย และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเหมือนเสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวฮั่ว
ฟู่ต้านีคิดว่าวันนี้เป็นวันที่เธอรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
เก่อหงจวินแทบไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับฟู่ต้านีเขาอยากขอร้องให้เธอยกโทษให้เขา เพื่อจะได้มีทางออกในอนาคต แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรกลับถูกหวังซู่เหมยดุด่าเข้าเสียก่อน
“เก่อหงจวินนายมันเลว ต้านีของเราทำไม่ดีกับนายตรงไหน พวกนายทำไมต้องรังแกเธอขนาดนี้มีลูกสาวแล้วจะทำไม หรือว่าแม่ของนายไม่ใช่ผู้หญิง ? ย่าของนายไม่ใช่ผู้หญิงหรือไง? ไอ้คนสมควรถูกสับเป็นพัน ๆ ชิ้น ! ”
เก่อหงจวินอยากพูดแค่ไหนก็ไม่กล้าจึงทำได้เพียงแค่เดินแยกจากไป
ฟู่ต้าหย่งมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยแววตาเย็นชาเสี่ยวฮั่วพูดถูก เขาจะต้องได้รับกรรมอย่างสาสม !
ในตอนที่กลับมาถึงบ้านฟู่เยี่ยนและฟู่เหมี่ยวได้พาน้อง ๆ กินข้าวกลางวันเรียบร้อยแล้วตอนนี้พวกเธอกำลังเล่นเกมด้วยกันอยู่ที่บ้าน
ครั้งล่าสุดที่หลี่เทียนซื่อนำตั๋วรถไฟมาให้ที่บ้านเขาได้กินเนื้อแพะผัดผงกะหรี่ก็เอ่ยชมไม่หยุดปาก เช้าวันนี้หวังซู่เหมยจึงทำขาแกะและไก่หนึ่งตัว เพื่อให้ฟู่ซินและฟู่เซินนำไปส่งให้หลี่เทียนซื่อที่บ้าน
เมื่อเห็นว่าป่านนี้ลูกชายทั้งสองยังไม่กลับมาคาดว่าคงจะอยู่ทานอาหารที่นั่นแล้ว
แต่เดิมวันนี้ฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนจะต้องไปส่งเหล้าแต่เนื่องจากไปทำธุระเรื่องการหย่าของฟู่ต้านี สองพ่อลูกจึงต้องรอไปวันพรุ่งนี้แทนฟู่เยี่ยนตื่นนอนแต่เช้าตรู่ในขณะที่ฟู่ต้าหย่งได้เตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วหวังซู่เหมยเองก็เตรียมอาหารให้สองพ่อลูกห่อไปกินด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เธอยังนำตั๋วสารพัดใส่ลงในกระเป๋าให้สองพ่อลูกด้วย
เมื่อวานฟู่ซินไปที่บ้านตระกูลหลี่ครอบครัวหลี่เห็นว่าเนื้อแพะเป็นสิ่งที่หาได้ยากจึงมอบตั๋วซื้อข้าวของให้พวกเขาทั้งสองมากมาย และในบรรดาตั๋วเหล่านั้นตั๋วซื้อผ้ามีจำนวนเยอะที่สุด วันนี้สองพ่อลูกจึงจะเข้าไปซื้อผ้าในตัวเมืองเพราะครอบครัวของพวกเขามีสมาชิกเพิ่มเข้ามา 3 คนแล้วอีกทั้งฟู่ต้าอันกำลังจะมีงานมงคลในเร็ว ๆ นี้ ผ้าที่มีอยู่จึงไม่พอใช้
หลังจากกำชับสองพ่อลูกแล้วฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งจึงออกเดินทาง
โรงงานทอผ้าแห่งแรกของเมืองถือเป็นกิจการครอบครัววันนี้ปันต้าเหม่ยจึงหยุดงานหนึ่งวัน ช่วงนี้เป็นช่วงกลางฤดูร้อนเสียงจั๊กจั่นร้องอยู่ด้านนอกดังระงมตั้งแต่ตอนเช้าตรู่
ปันต้าเหม่ยถือตะกร้าไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารอย่างเช่นทุกวันตอนนี้ยังไม่มีตลาดเสรี สินค้าทุกชนิดจะต้องซื้อจากสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภค ปันต้าเหม่ยเร่งฝีเท้าพลางคิดว่าวันนี้จะมีวัตถุดิบดีๆ ขายหรือไม่
เดินมาครึ่งทางก็เจอลุงลู่นับตั้งแต่ที่ลุงลู่ซื้อเหล้าองุ่นกลับไป 4 ถังและได้ดื่มไปแล้ว 1 ถังทุกครั้งที่เขาเจอเธอก็มักจะถามว่าญาติของเธอเอาเหล้ามาส่งแล้วหรือยัง?
วันนี้ลุงลู่เอ่ยถามเช่นเคยปันต้าเหม่ยจึงหัวเราะออกมา
“คุณลุงฉันว่าคงอีกไม่เกิน 2 วัน ไว้เขานำเหล้ามาส่งแล้ว ฉันจะบอกลุงนะ ! ”
ดังนั้นปันต้าเหม่ยจึงชวนลุงลู่ไปสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคด้วยกันแต่ยังไม่ถึงหน้าสหกรณ์ ก็เห็นฟู่ต้าหย่งและลูกสาวขนเหล้าหมักเดินสวนเข้ามาแล้ว
แน่นอนว่าฟู่เยี่ยนและพ่อของเธอเดินไปบริเวณไม่มีคนถึงได้นำเหล้าออกมาไม่อย่างนั้นลำพังแค่ของเหล่าปันบ้านเดียวก็ 10 ถังแล้ว
ปันต้าเหม่ยตื่นเต้นมากเพราะเธอลองชิมเหล้าที่ซื้อไว้ที่บ้านแล้ว มันอร่อยมากทุกครั้งที่ทานข้าวก็มักจะรินดื่มระหว่างมื้ออาหารไปด้วยเสมอ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเหล้าในบ้านเหลือไม่มากนักแล้ว พ่อของเธอยึดไว้ดื่มเพียงคนเดียวแม้แต่ลูกเขยก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่ม !
ตอนนี้เหล้าล็อตใหม่มาแล้วดูสิว่าพ่อของเธอยังจะหวงของอยู่ไหม
ฟู่ต้าหย่งและฟู่เยี่ยนเข้าไปในบ้านแล้วก็ยกถังเหล้าออกมาแม้จะบอกว่าไม่หนัก แต่สองพ่อลูกก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อยปันต้าเหม่ยจึงนำขนมออกมาให้ฟู่เยี่ยนกินทั้งยังมองฟู่เยี่ยนเหมือนกับเด็กน้อยคนหนึ่ง
หลังจากขนเหล้าองุ่นจำนวน10 ถังให้ปันต้าเหม่ยแล้วฟู่ต้าหย่งได้นำเหล้าบลูเบอร์รี่ขวดเล็กออกมามอบให้ปันต้าเหม่ย
“คุณครับขวดนี้เรามอบให้คุณฟรี เราทำเหล้าหมักตัวนี้ไม่มากนัก อยากให้คุณลองชิมเสียหน่อย”
ปันต้าเหม่ยรับขวดแก้วมาดูสีของเหล้าเป็นสีม่วงสวย ดูท่าว่าจะรสชาติดี !
“งั้นฉันต้องขอบคุณพวกคุณมาก! ” ปันต้าเหม่ยวางขวดเหล้าลงบนชั้นวาง
“ครั้งนี้ฉันเห็นว่าพวกคุณนำของมามากมายมีอะไรแปลกใหม่มาขายบ้างไหม ? ” ปันต้าเหม่ยมองสองพ่อลูกแล้วถาม
“คุณน้าคะนี่คือผลไม้ที่หนูกับพี่สาวขึ้นเขาไปเก็บมา คุณน้าดูสิหนูยังไม่ทันได้เอาออกมาเลย” ขณะที่พูด ฟู่เยี่ยนก็หยิบผลไม้ออกมาสามชนิด ได้แก่องุ่น บลูเบอร์รี่ และราสเบอร์รี่
องุ่นยังคงมีปริมาณมากที่สุดรองลงมาคือบลูเบอร์รี่ และราสเบอร์รี่มีน้อยที่สุด
“ผลไม้นี้ดูฉ่ำน้ำมากฉันเอาหมดเลยแล้วกัน ! ” ปันต้าเหม่ยพูดอย่างไม่เสียดายไม่ทันที่ฟู่ต้าหย่งจะได้ตอบรับ ก็มีคนเดินดุ่ม ๆ เข้ามาจากด้านนอกแล้ว
“หลานคนนี้ทำไมไม่เห็นไปเรียกลุงสักคำหากไม่ใช่เพราะป้าของหนูเห็นว่าญาติคนนี้เข้าบ้านหนูมาล่ะก็ ลุงก็คงไม่รู้ ! ไหนบอกว่าจะไปเรียกลุงมาไงล่ะ! ” ที่แท้ก็เป็นลุงลู่นี่เอง
ลุงลู่ซื้อวัตถุดิบทำอาหารกลับมาแล้วภรรยาของเขาก็บอกว่าเธอเห็นญาติของปันต้าเหม่ยคนที่ค้าเหล้าหมักได้เดินเข้าไปในบ้านของเหล่าปันแล้วแถมยังถือถุงเล็กถุงใหญ่เข้าไปด้วย ให้เขารีบตามไปดู
ลุงลู่วางของที่ซื้อมาลงแล้วรีบเดินปรี่ออกมาเขาได้ยินตอนที่ปันต้าเหม่ยพูดว่า ‘เหมาหมด’ พอดีตอนแรกเขายังนึกว่าปันต้าเหม่ยซื้อเหล้าไปหมดแล้วด้วยซ้ำ
ทำเอาปันต้าเหม่ยถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ทำได้เพียงอธิบายให้ลุงลู่ฟัง
“คุณลุงลุงไปเอามาจากไหน ฉันหมายถึงผลไม้เหล่านี้ต่างหาก ไม่ใช่เหล้าเหล้ายังวางอยู่ตรงนี้อยู่เลย ! หนูกำลังจะไปเรียกลุงพอดี ! ”
“อ้อผลไม้อะไรล่ะ ? ” ลุงลู่รู้สึกเขินอายเล็กน้อย เขาก็เริ่มสนใจผลไม้นั้นทันที
“นี่บลูเบอร์รี่กับราสเบอรี่เหรอ? ” ลุงลู่ตาเป็นประกาย
“แบ่งขายให้ลุงหน่อยสิป้าของเธอชอบมันมาก แต่ตอนนี้ไม่มีพื้นที่ให้ปลูกแล้ว”
ปันต้าเหม่ยทำหน้าเอือมนี่เขายังคิดแย่งผลไม้ไปจากเธอด้วยหรือ ! แต่ลุงลู่เป็นคนที่เธอไม่ควรมีความขัดแย้งด้วย!
เธอจึงต้องแบ่งผลไม้ให้ลุงลู่อย่างไม่เต็มใจโชคดีที่องุ่นยังรอด ! ฮ่าฮ่า
ลุงลู่ขอซื้อเหล้าที่เหลืออีก16 ถัง แล้วยังขอสั่งจองเหล้ากับฟู่ต้าหย่งอีก 20 ถังด้วย
ปันต้าเหม่ยยังอึ้ง“ลุงลู่ ลุงจะเอาไปทำอะไรเยอะแยะ ? ”
“เฮอะก็พี่รองของเธอให้ฉันซื้อเผื่อเขาด้วย เขาจะนำไปมอบให้คนอื่นอีกทั้งพี่ใหญ่และพี่สาวของเธอก็อยากได้ด้วย ฉันเหลือไว้ดื่มเองแค่ 4-5ถังเท่านั้น !
ขนาดเหล้าที่ฉันซื้อไปรอบก่อนเจ้าลูกไม่รักดีของฉันก็เอาไปดื่มเองกันหมด ฉันได้ดื่มแค่ถังเล็ก ๆอีกทั้งยังดื่มกับพวกเขาด้วย ! ”
ปันต้าเหม่ยได้ยินแบบนี้ก็ขอสั่งจองกับฟู่ต้าหย่งอีก20 ถังด้วย พี่รองลู่ไม่ธรรมดา ขนาดคนอย่างเขายังบอกว่าเหล้านี้ดีปันต้าเหม่ยเป็นคนฉลาดมีไหวพริบ เธอจึงมีความคิดบางอย่างขึ้น
“เดี๋ยวแม่ของหนูจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา! ” ฟู่เยี่ยนเกิดความคิดดี ๆ จึงโพล่งประโยคนี้ออกมาเธอคิดดูแล้วว่าข้าวสามารถนำมาหมักเป็นเหล้าขาวได้ จึงตั้งใจจะลองหมักดูเสียหน่อยตอนนี้ครอบครัวของเธอกำลังขาดแคลนเงิน ขอแค่ขายได้ มันต้องได้แน่นอน !
ปันต้าเหม่ยและลุงลู่ต่างก็ดีใจมากพวกเขาจึงบอกว่าให้นำมาส่งให้พวกเขาเหมือนเหล้าองุ่นได้เลย
ฟู่ต้าหย่งรับเงินมัดจำมาแล้วนำเหล้าไปส่งให้ที่บ้านของลุงลู่ และไม่ลืมที่จะมอบเหล้าบลูเบอร์รี่ขวดเล็กให้ไปลองชิมด้วย
คิดไม่ถึงเลยว่าพอกลับมาที่บ้านของปันต้าเหม่ยสองพ่อลูกได้เห็นว่ามีคนมายืนรอพวกเขาอยู่ 7-8 คน พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นลูกค้าที่เปิดใจซื้อไปในรอบนั้นและกลับมาซื้อซ้ำอีก
ฟู่เยี่ยนนับจำนวนเหล้าที่พวกเขาสั่งจองเสร็จเรียบร้อยแล้วตอนนี้เหลือแต่รอให้ฟู่ต้าหย่งรับเงินมัดจำและเขียนใบสั่งจอง โดยให้พวกเขานำใบสั่งจองมารับเหล้าในอีกหนึ่งสัปดาห์
ฟู่เยี่ยนและฟู่ต้าหย่งนับดูและพบว่าครั้งนี้มียอดสั่งจองเหล้าถึงร้อยกว่าถัง! เฉพาะที่เก็บเงินมัดจำมาก็มีมากถึงร้อยกว่าหยวนแล้วเช่นนั้นการมาส่งเหล้าครั้งหน้าคงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เพราะความเป็นจริงแล้ว คนธรรมดาสองคนคงไม่สามารถแบกเหล้ามาได้มากมายขนาดนั้น!
“พ่อคะเราไปซื้อรถจักรยานสักคันเถอะ ! ” ฟู่เยี่ยนลูบหมัดอย่างมุ่งมั่น
ฟู่ต้าหย่งรู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งเขาลังเลไปเล็กน้อย สาเหตุหลักก็คือตอนนี้ที่บ้านมีสมาชิกครอบครัวเพิ่มมาอีก 3 คนถ้าอาหารที่บ้านไม่พอคงต้องซื้อเพิ่ม เสี่ยวฮั่วยังจะขายเหล้าขาวอีกซึ่งตอนนี้พวกเขายังไม่ได้ซื้อวัตถุดิบเลย
เดิมทีฟู่เยี่ยนไม่ได้อยากซื้อจักรยานเร็วขนาดนั้นแต่เมื่อคิดได้ว่าแค่ขายเหล้าไม่กี่ครั้งก็สามารถถอนทุนคืนค่าจักรยานได้แล้วอีกทั้งรถจักรยานก็ทำให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้นเวลาไปทำธุระที่ไหนหรือเข้าไปในเขตเมืองก็ไม่ต้องยืมเกวียนจากชาวบ้านอีกแล้ว !
อีกทั้งเมื่อครู่ฟู่เยี่ยนยังแอบถามถึงตลาดมืดปันต้าเหม่ยได้บอกเธอมาแล้ว เธอจึงอยากไปดูว่าพอจะขายเหล้าที่ตลาดมืดได้บ้างไหมเผื่อจะได้เพิ่มช่องทางการขาย !