
-2-
คุณหนูที่เปลี่ยนไป
สามวันต่อมา
ในเรือนหยกฟ้ายามดึกสงัดผู้เป็เ้าของเรือนกลับไม่อาจข่มตาหลับได้เพราะเฝ้าครุ่นคิดถึงเื่ราวสามวันก่อน เมื่อแม่นมฝูและสาวใช้ออกไปไม่นานพ่อบ้านฝูก็กลับมาพร้อมหมอาุโท่านหนึ่ง หลังจากตรวจดูชีพจรหมอาุโพลันมีสีหน้าประหลาดใจระคนเหลือเชื่อ
“มีอะไรหรือท่านหมอ”
“เอ่อ...เรียนนายท่านชิง ชีพจรคุณหนูเต้นปกติดีไม่มีสิ่งบ่งบอกว่าเจ็บป่วยแต่ประการใดขอรับ” ท่านหมอกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจเด่นชัด ด้วยตรวจรักษาคุณหนูชิงผู้นี้มานานหลายปีจึงรู้ดีว่าคุณหนูชิงมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้
“เป็ความจริงหรือ อะไรกัน คราวก่อนๆ ท่านยังบอกว่าโรคของนางหมดทางเยียวยาแล้วมิใช่หรือ” ชิงหยวนถามเสียงห้วน ใบหน้าบึ้งตึง
“เอ่อ...เป็เช่นนั้นจริงขอรับแต่คราวนี้ร่างกายของคุณหนูกลับปกติดีทุกอย่าง จนข้าเองก็ยังประหลาดใจ” ท่านหมอเริ่มใจคอไม่ดีเมื่อเห็นสีหน้าไม่พอใจของอีกฝ่าย
“เช่นนั้น...ความหมายของท่านคือหลินเอ๋อร์ของข้าหายดีแล้วใช่หรือไม่” ชิงฮูหยินถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย
“เป็เช่นนั้นขอรับ นายหญิงชิง”
คำตอบหนักแน่นของหมอาุโเรียกน้ำตาแห่งความดีใจระคนโล่งใจของชิงฮูหยินออกมานางโผเข้ากอดบุตรีที่นั่งอมยิ้มไม่พูดจาเอาไว้แนบอกพร้อมกับพร่ำขอบคุณ์ไม่หยุด
‘งานนี้ต้องขอบคุณท่านยมซะแล้ว’ ช่อลดาคิดในใจเพราะอย่างน้อยเธอจะได้ไม่ต้องมาทนทรมานกับโรคที่ไม่มีทางรักษาอย่างเ้าโรคหัวใจนี่ซึ่งอาจจะทำให้เธอสนุกได้ไม่เต็มที่
“เฮ้อ ต้องอยู่ต่อไปในร่างนี้สินะ” ร่างบางถอนใจพลางเอนหลังพิงหัวเตียงสายตาเหม่อมองต้นเหมยนอกหน้าต่างที่ปกคลุมด้วยดอกสีขาวอมชมพูจนดูคล้ายหมวกใบใหญ่บ่งบอกว่าเป็่ฤดูใบไม้ผลิ เมื่อตั้งจิตแน่วแน่ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อนราวกับดูภาพยนตร์หกมิติอยู่ก็ไม่ปาน
ชิงหลินวัยสิบหกปี เกิดในตระกูลคหบดี เป็บุตรีเพียงคนเดียวของชิงหยวนและหยางเหม่ยหลินตระกูลของชิงหยวนเป็พ่อค้าผู้มั่งคั่งจากการค้าขายสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดมีสัญญาซื้อขายผูกขาดในการจัดหาม้าพันธุ์ดีให้แก่กองทัพแคว้นฉี รวมถึงเสาะหาสัตว์เลี้ยงแปลกๆหายากให้แก่บรรดาเชื้อพระวงศ์ ชนชั้นสูง และขุนนางไม่เว้นแม้กระทั่งเศรษฐีผู้มีอันจะกิน จนชื่อเสียงเลื่องลือไปไกลด้วยถือคติที่ว่า ‘ไม่มีคำว่าผิดหวังถ้าให้เราจัดการ’
ส่วนหยางเหม่ยหลินผู้เป็มารดาและเป็ฮูหยินเพียงคนเดียวของชิงหยวน เพราะสามีของนางไม่ปรารถนาสตรีอื่นแม้จะไร้บุตรชายสืบสกุลก็ตามเป็บุตรีคนโตของหยางเฉินหราง เ้ากรมพิธีการ ขุนนางตงฉินแห่งแคว้นฉีตระกูลหยางเป็ตระกูลขุนนางใหญ่ทำคุณประโยชน์นานัปการจนได้รับจวนพระราชทานจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน
ขณะที่บุตรสาวอย่างชิงหลินนั้นหัวใจอ่อนแอมาแต่กำเนิด ทำให้ถูกเลี้ยงดูแบบตามใจไม่มีใครกล้าขัดด้วยเกรงว่าอาการของนางจะกำเริบ ทำให้นางกลายเป็คุณหนูผู้เอาแต่ใจเย่อหยิ่ง อวดดี แถมยังอารมณ์ร้าย มักจะข่มเหงบ่าวไพร่เป็ประจำบ่าวไพร่ส่วนใหญ่จึงไม่ชื่นชอบนาง บางคนเกลียดชังถึงขั้นสาปแช่งให้นางตายๆ ไปเสียด้วยซ้ำ
ฤดูใบไม้ผลิที่เจ็ดชิงหลินตกม้าจนได้รับาเ็ ทำให้นางเกลียดชังสัตว์เดรัจฉานทุกชนิดตรงข้ามกับช่อลดาที่รักสัตว์มาก แม้แต่กิ้งกือหรือไส้เดือนก็เคยจับมาเลี้ยง
ชิงหลินมีพร์ด้านดนตรีโดยเฉพาะพิณ กู่เจิง และขลุ่ยแต่ช่อลดาหยิบจับเครื่องดนตรีอะไรเป็ต้องพังสมัยเรียนปริญญาตรีเคยโดนตะเพิดออกมาจากห้องดนตรีเพราะเผลอไปชนกลองชุดจนล้มระเนระนาด ยังไม่พอ เธอยังเหยียบกลองเสียจนทะลุ!
หากจะกล่าวถึงเสียงเพลง ชิงหลินร้องได้ไพเราะสะกดใจคนฟังยิ่งนักผิดกับช่อลดาที่อาจารย์ภาควิชาดนตรีบอกว่าเพี้ยนระดับสิบเต็ม!
ใบหน้าของชิงหลินจิ้มลิ้มพริ้มเพราน่ารัก บอบบาง น่าทะนุถนอม แต่ซ่อนรูปโดยเฉพาะหน้าอกที่ใหญ่เกินตัว ทำให้นางดูเย้ายวนน่าหลงใหลตรงข้ามกับช่อลดาอย่างสิ้นเชิง หน้าตาบ้านๆ หาจุดเด่นไม่เจอแล้วยังอ้วนกลมเป็กระปุกตั้งฉ่าย!
ชิงหลินพิถีพิถันเื่การแต่งกายทุกขั้นตอน นางโปรดปรานสีชมพูตรงข้ามกับช่อลดาที่เกลียดสีชมพูเข้าไส้ แต่เธอชอบสีฟ้า สีน้ำเงิน สีขาว และสีดำเพราะเรียบง่ายทั้งยังไม่เด่นจนสะดุดตา
ชิงหลินเชี่ยวชาญกลอนและบทกวี แต่ช่อลดาไร้พร์ด้านนี้อย่างสิ้นเชิง
สรุปว่าชิงหลินมีพร์เพียบพร้อมทุกด้าน ยกเว้นเื่เดียวคือพร์ด้านวาดรูปที่มีเพียงน้อยนิดอาจเป็เพราะร่างกายอ่อนแอเลยไม่ค่อยได้ออกไปไหนทำให้วิสัยทัศน์คับแคบเหมือนกบอยู่ในกะลาครอบผิดกับช่อลดาที่รักการวาดรูปเป็ชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ ภาพสัตว์ต่างๆและภาพเหมือนจริงจนแทบจะแยกไม่ออก เธอเป็นักวาดการ์ตูนอิสระที่ส่งผลงานให้แก่สำนักพิมพ์ชื่อดังและยังเป็ศิลปินอิสระที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวโดยผลงานของเธอเป็ที่้าของนักสะสม
นอกจากนี้ชิงหลินยังมีคู่หมายแล้วคือ มู่หลิ่งเหวิน แม่ทัพไร้พ่ายวัยยี่สิบห้าปีฉายาเทพา บุรุษรูปงามอันดับหนึ่งในแคว้นที่สตรีใฝ่ฝันถึงมากที่สุดแม้จะสุขุมเยือกเย็น แต่ก็เ้าเล่ห์มากด้วยแผนการทั้งยังเด็ดขาดและไร้ความปรานียามอยู่ในสนามรบ
บุรุษผู้ไม่เคยเห็นชิงหลินอยู่ในสายตา ‘เ้าคือน้องสาว’ เป็คำตอบที่เขามีให้นางมาตลอดหลายปี เพราะไม่เห็นด้วยกับการจับคู่ครั้งนี้จึงพยายามผลักไสนางให้บุรุษอื่นแต่นางก็ยังดึงดันด้วยการยืนยันหนักแน่นว่าอย่างไรก็ต้องแต่งเข้าสกุลมู่ให้จงได้ความแน่วแน่ ความมุ่งมั่น และปักใจรักชายเพียงคนเดียวของชิงหลินทำให้ช่อลดาชื่นชมยิ่งนัก แต่เมื่อเขาไม่รักจะไปฝืนใจเขาทำไม แต่งไปแล้วคงไม่แคล้วน้ำตาเช็ดหัวเข่า ได้แค่ตัวก็ไม่ต่างอะไรกับได้ร่างที่ไร้ิญญาแล้วมันจะไปมีความหมายอะไร
“ชิงหลินฉันคิดว่าถึงเวลาที่ต้องปล่อยให้เขาเป็อิสระแล้วละ และต่อไปนี้ฉันคือชิงหลิน ไม่ใช่ช่อลดาอีกต่อไป” ช่อลดาพึมพำเบาๆ พร้อมกับละสายตากลับมา แสงสลัวจากพระจันทร์เสี้ยวทำให้พอมองเห็นร่างสองสาวใช้รางๆคนหนึ่งฟุบหลับอยู่ที่ขอบเตียงไม้ของชิงหลินส่วนอีกคนก็ฟุบหลับบนโต๊ะไม้แปดเหลี่ยมกลางห้อง เมื่อเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ก่อนที่เธอจะล้มตัวลงนอนและหลับไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันต่อมาก่อนยามเฉิน[1]ราวหนึ่งเค่อ[2]
“ต่อไปนี้เ้าสองคนไม่ต้องมานอนเฝ้าข้าแล้ว”
สองสาวใช้ที่กำลังสางผมและจัดชุดให้คุณหนูของตนชะงัก พลางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เพราะคาดเดาไปต่างๆ นานาความสับสนและสงสัยเกิดขึ้นในใจของสาวใช้ทั้งสอง ด้วยที่ผ่านมาพวกนางต้องนอนเฝ้าคุณหนูด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันหรืออาการของคุณหนูจะกำเริบ
เสี่ยวอี้สาวใช้ผู้พี่วัยสิบเจ็ดปีเริ่มสางผมให้คุณหนูของนางต่อพลางครุ่นคิดเื่ราวสองสามราตรีที่ผ่านมา คุณหนูอาบน้ำเองไม่ให้นางคอยอยู่ปรนนิบัติ ซ้ำยังให้นางรั้งอยู่หลังฉากกั้นไม่ให้เข้าไปวุ่นวาย
น้ำมันใส่ผม เครื่องประทินผิวหรือน้ำหอมกลิ่นดอกชื่อซู่ซิน[3]ก็เปลี่ยนเป็กลิ่นดอกโม่ลี่[4]ซึ่งนางเองก็ชื่นชอบเพราะกลิ่นหอมละมุนของดอกโม่ลี่ชวนให้ผ่อนคลาย สีชมพูที่สุดแสนจะโปรดปราน คุณหนูก็สั่งให้พับเก็บใส่หีบเสียสิ้น หันมาสวมชุดเรียบๆ ไร้ลวดลายจำพวกสีขาว สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเทา หรือแม้แต่สีดำ กระนั้นความงามกลับไม่ได้ด้อยลง แต่คล้ายจะช่วยเสริมส่งให้คุณหนูของนางดูงดงามยิ่งขึ้นหลายส่วนหรือเป็เพราะใบหน้างดงามไร้ความกราดเกรี้ยว ถ้อยคำแสนหวานฟังแล้วรื่นหูรอยยิ้มแสนอ่อนโยน อบอุ่น และจริงใจ ทำให้คุณหนูของนางงดงามเช่นนี้ แม้ว่ากิริยาท่าทางออกจะ....เอ่อ..แปลกตาไปบ้างก็ตามที
“ข้าหายดีแล้ว ไม่จำเป็ต้องมานอนเฝ้าเหมือนที่ผ่านมาหรอก” เสียงของคุณหนูปลุกให้เสี่ยวอี้ตื่นจากภวังค์
“ตะ...แต่ว่าคุณหนู...” เสี่ยวสุ่ยผู้น้องวัยสิบห้าปีทำท่าจะคัดค้าน
ชิงหลินคนใหม่หลุบตามองเด็กสาวที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้านางเห็นใบหน้าน่ารักนั้นฉายแววกังวล สับสน และหวาดหวั่น ก่อนจะถอนหายใจออกมาเพียงแค่นั้นเสี่ยวสุ่ยก็สะดุ้งใ ทำเอานางเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก
“คุณหนู จะให้บ่าวยกสำรับอาหารมาที่นี่หรือว่า...” เสียงของแม่นมฝูทำให้ชิงหลินเงยหน้าขึ้นมองพร้อมด้วยรอยยิ้ม แล้วกล่าวอย่างอารมณ์ดี “ไม่ต้องจ้ะต่อไปนี้ข้าจะไปกินอาหารเช้ากับท่านพ่อท่านแม่ที่เรือนใหญ่”
คำตอบและน้ำเสียงอ่อนหวานของคุณหนูทำเอาแม่นมฝูตะลึงด้วยเตรียมใจมาก่อนแล้วเมื่อนางเดินเข้ามาเห็นเสี่ยวสุ่ยนั่งก้มหน้าก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวแม้สุดท้ายอาจต้องถูกโบยก็ตาม ทว่าทุกสิ่งกลับไม่เป็ดังคาด
“หือ? ท่านจ้องหน้าข้าทำไมกันแม่นม”
แม่นมฝูสะดุ้งโหยง รีบคุกเข่าเตรียมโขกศีรษะกับพื้น ขณะเดียวกันก็เอ่ย “ขะ...ขออภัยที่บ่าวเสียมารยาทเ้าค่ะ”
“หยุด! ห้ามท่านทำอย่างนั้นเด็ดขาด”
เสียงห้ามห้วนจัดเป็เหตุให้แม่นมฝูชะงักค้าง เผลอเงยหน้าขึ้นมองแววตาสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น เสี่ยวอี้รีบมานั่งข้างๆน้องสาวทันทีพลางชำเลืองมองคุณหนูของตนเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มที่มักยิ้มแย้มใน่สองสามวันที่ผ่านมายามนี้กลับบึ้งตึงขึ้นหลายส่วน ก็รีบก้มหน้าต่ำลงไปอีกจนคางแนบติดกับอกทั้งสองมือยังเย็นเฉียบ
“แม่นม ท่านลุกขึ้นเถิด”
เสี่ยวอี้กับเสี่ยวสุ่ยมองตาค้างเพราะอึ้งกับภาพเบื้องหน้า คุณหนูผู้งดงามแสนเย่อหยิ่งและร้ายกาจผู้นั้นประคองแม่นมฝูอย่างทะนุถนอม ฝ่ายแม่นมฝูเองก็ใไม่แพ้กัน ด้วยคุณหนูไม่เคยอ่อนโยนกับตนเช่นนี้มาก่อน
“เ้าสองคนด้วย ลุกขึ้น” นางหันมาบอกสองพี่น้องด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแล้วยิ้มพอใจเมื่อเห็นทั้งสองรีบทำตามคำสั่งก่อนจะหันไปทางแม่นมฝู กุมมืออวบหยาบกร้านพร้อมกับเอ่ย “แม่นม ต่อไปห้ามท่านคุกเข่าคำนับข้าอีกนะเ้าคะ”เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าสงสัยจึงกล่าวต่อ
“ท่านเลี้ยงข้ามา พูดไปแล้วก็เหมือนเป็แม่ของข้าอีกคน จะให้ท่านทำเช่นนั้นได้อย่างไรเดี๋ยวข้าได้อายุสั้นกันพอดี ท่านว่าจริงหรือไม่” ก็คนไทยถือเื่นี้จะตาย จะให้ทำเป็ไม่สนใจย่อมเป็ไปไม่ได้
“คุณหนู คุณหนูของบ่าว ฮือๆๆ”ถ้อยคำของคุณหนูที่นางทั้งรักและเทิดทูนยิ่งกว่าลูก ทำเอาแม่นมฝูปล่อยโฮออกมาด้วยความตื้นตันใจสองมือกุมมือบางมาแนบแก้มของตนที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาพลางพร่ำเรียกคุณหนูๆ ไม่หยุด
“ที่ผ่านมาข้าได้ทำผิดต่อท่านมากมายนักท่านจะอภัยให้ข้าได้หรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนมากขึ้นยามกล่าวประโยคต่อมา มือเรียวข้างที่ว่างยื่นมาเช็ดน้ำตาให้แม่นมของนางอย่างแ่เบาและนุ่มนวล
“คุณหนู...” แม่นมฝูกล่าวอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้าถี่รัว ดวงตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตามองภาพใบหน้างดงามไม่ค่อยชัด นางไม่เคยโกรธหรือเกลียดคุณหนูของนางเลยแม้ในอดีตนางจะถูกกระทำมากเพียงใดก็ตาม
“ขอบคุณท่านมาก”สองแขนโอบกอดร่างอวบของแม่นมที่ยังสะอื้นไห้ไม่ยอมหยุด ขณะที่สองมือลูบหลังเบาๆ อย่างปลอบโยน
หญิงสาวหันมาเรียกสองพี่น้องที่ยืนน้ำตาคลอพลางกุมมือตัวเองอยู่ด้านข้าง “เสี่ยวอี้ เสี่ยวสุ่ย”
“จะ...เ้าค่ะคุณหนู” ทั้งสองขานรับแทบจะพร้อมกัน ขยับเข้ามายืนใกล้ๆ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งใเมื่อมือหยาบของตนถูกเกาะกุมด้วยมือนุ่มนิ่มของคุณหนูซึ่งนั่งอยู่
“ข้าขอบใจและขอโทษที่พวกเ้าต้องมาลำบากเพราะข้าทั้งยังไม่คิดทอดทิ้งข้า ต่อไปนี้ข้าจะดูแลพวกเ้าอย่างดีอย่าทิ้งข้าไปไหนจะได้หรือไม่” นางเงยหน้าสบตากับเสี่ยวอี้ก่อนแล้วจึงหันไปสบตากับเสี่ยวสุ่ย เมื่อเห็นว่าทั้งคู่น้ำตาคลอ พร้อมกับพยักหน้าขึ้นลงถี่ๆคล้ายลูกเจี๊ยบจิกกินอาหาร ก็อดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้
“ขอบใจมาก ไปกันเถิด” กล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินนำออกไปด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง แหม...ก็นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้ออกจากห้องหลังจากหายป่วยนี่นา
จากคำบอกเล่าของเสี่ยวอี้คฤหาสน์หลังนี้ใหญ่โตกว่าจวนขุนนางหลายจวนทรัพย์สมบัติก็มีมาก ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมดเป็กำลังสำคัญที่คอยสนับสนุนยามที่แคว้นขาดแคลนกำลังทรัพย์ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนเสบียงอาหารยามเกิดภัยแล้ง จนได้รับป้ายพระราชทานว่า ‘เมตตาธรรม’ ซึ่งนับเป็เกียรติแก่วงศ์ตระกูลสูงสุด
ณ เรือนดาวดึงส์ ซึ่งเป็เรือนหลักของคฤหาสน์สกุลชิง
“ท่านพ่อ วันนี้ลูกจะขอติดตามไปที่คอกสัตว์ของเราได้หรือไม่เ้าคะ”
“หือ? ร้อยวันพันปีเ้าไม่เคยอยากไป” ชิงหยวนแทบสำลักน้ำชาหลังอาหารมื้อเช้าเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ลูกไม่ไปสถานที่สกปรกเช่นนั้นเด็ดขาดเ้าค่ะ!” ด้วยอยากให้นางได้เปิดหูเปิดตาและพักผ่อนบ้างเผื่ออาการป่วยจะดีขึ้นแต่คำตอบของนางคราวนั้นก็ทำให้เขาเสียใจ และถอดใจจนไม่อยากบังคับหรือฝืนใจนางอีก
“นั่นสิ หลินเอ๋อร์ เ้าเพิ่งหายดี พักต่ออีกสองสามวันดีหรือไม่” ชิงฮูหยินไม่เห็นด้วย นางเกรงว่าบุตรีของตนจะล้มป่วยไปอีก
“ลูกรู้ว่าท่านพ่อท่านแม่เป็ห่วงลูก แต่ลูกไม่อยากปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้วเ้าค่ะ โปรดเห็นใจลูกด้วยเถอะนะเ้าคะ”
ชิงหยวนลูบเคราบางๆของตนอย่างใช้ความคิด แวบหนึ่งเขามองเห็นความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นในดวงตาของบุตรีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนอีกทั้งหมอาุโได้ยืนยันหนักแน่นว่านางหายดีแล้ว ไม่มีสิ่งใดต้องห่วง
“แต่ว่า...”
“ได้ พ่ออนุญาต” ชิงหยวนชิงตัดบท ไม่ฟังคำทัดทานของฮูหยิน จึงโดนชิงฮูหยินสะบัดหน้าใส่ ไม่ยอมพูดจาด้วย
คอกสัตว์ของตระกูลชิงที่พ่อลูกพูดถึงอยู่ห่างจากเมืองหลวงฉางอานราวร้อยลี้[5] เป็คอกสัตว์ขนาดใหญ่ มีูเาล้อมรอบสามด้าน อีกด้านเป็ทางเข้าออกเพียงทางเดียวมีเวรยามแ่าและรัดกุมทั้งยังมีหอสังเกตการณ์หลายจุดเพื่อสอดส่องจากระยะไกลที่สูงกว่าระดับสายตาในจุดที่ล่อแหลมและเสี่ยงจะโดนปล้นชิงสินค้าด้านหน้ามีเรือนหลังใหญ่เป็ที่พักอีกแห่งยามฉุกเฉินหรือยามเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและใช้รับรองลูกค้าจากแดนไกล โดยมีเรือนคนงานหลังเล็กๆ นับร้อยหลังที่สร้างติดขอบรั้วกระจายอยู่รอบๆคอก เพื่อสะดวกในการดูแลสัตว์และยังเป็ยามรักษาการณ์อีกด้วย
คอกสัตว์ตระกูลชิงมีสัตว์มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็สัตว์เลี้ยงจากต่างแคว้น สัตว์ป่าที่มีทั้งแบบทั่วไปและหายากรวมทั้งสัตว์ป่าดุร้าย สัตว์เลื้อยคลาน หรือแม้แต่สัตว์ปีกซึ่งถูกแบ่งแยกชัดเจนและมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอซึ่งช่วยลดความเครียดของสัตว์ได้เป็อย่างดีลูกค้าในและนอกแคว้นยกให้เป็คอกสัตว์ที่ใหญ่และดีที่สุดในสามภพ
ชิงหยวนต้องคอยตอบคำถามของบุตรีในคราบบุรุษหน้าหวาน ที่เฝ้าเพียรถามตนไม่หยุดหย่อนตลอดการเดินทางราวหนึ่งชั่วยามด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
“อีกไกลหรือไม่เ้าคะท่านพ่อ”ใบหน้าจิ้มลิ้มในชุดสีดำเช่นเดียวกับบิดาถามขึ้นเมื่อนั่งรถม้ามาได้ราวครึ่งชั่วยาม
“หือ? เ้าเบื่อแล้วหรือ” ชิงหยวนย้อนถามบุตรีที่นั่งอยู่ข้างๆ
“ไม่ใช่เ้าค่ะ ข้าแค่อยากให้ถึงเร็วๆ จะได้มีเวลาสำรวจคอกสัตว์ของเรานานขึ้นอีกหน่อย”
ชิงหยวนอมยิ้ม ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีกแต่รู้สึกเปี่ยมสุขที่เห็นบุตรีเพียงคนเดียวเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สดใส ร่าเริงและไร้ความเกรี้ยวกราด จนบ่าวไพร่เริ่มชื่นชอบและไม่หวาดกลัวดังก่อน
“เฮ้อ เมื่อยจัง เสี่ยวสุ่ย ขอน้ำหน่อย ไม่เอาน้ำชา”
เสี่ยวสุ่ยชะงักมือที่กำลังรินน้ำชาดอกจู๋ร์ฮวา[6]รีบเปลี่ยนเป็รินน้ำธรรมดาให้คุณหนูที่เพิ่งกลับมาถึงเรือนหยกฟ้าก็ล่วงเข้ายามไฮ่[7]แล้ว ส่วนเสี่ยวอี้ก็รีบนำผ้าชุบน้ำมาส่งให้คุณหนูเช็ดหน้าเพื่อคลายร้อนและรีบไปเตรียมน้ำอาบให้คุณหนูนี่เป็ครั้งแรกที่คุณหนูออกไปข้างนอกโดยไร้สาวใช้ติดตาม
ขณะเดียวกันชิงฮูหยินซึ่งนั่งมองสามีจิบน้ำชาคลายร้อนอยู่ข้างๆ ในเรือนดาวดึงส์ก็อดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ “ท่านพี่ ข้าอยากคุยกับท่านเื่หลินเอ๋อร์”
“เื่ที่นางเปลี่ยนไปใช่หรือไม่”
ชิงฮูหยินพยักหน้าก่อนจะเอ่ย “ใช่เ้าค่ะ”
“แล้วไม่ดีหรือ นับแต่นี้คฤหาสน์ของเราคงมีเื่ชวนตื่นเต้นไม่เว้นวันเป็แน่”
ชิงฮูหยินมองสามีที่อมยิ้มน้อยๆด้วยความแปลกใจ เพราะสายตาอ่อนโยนแต่เด็ดขาดเป็นิจบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นและมีชีวิตชีวาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนทั้ง่นี้ยังสังเกตว่าสามีอารมณ์ดียิ่ง ไร้ร่องรอยความกังวล
ดูเอาเถิด ใบหน้าที่มักเคร่งเครียดและกังวลใจยามที่กิจการประสบปัญหา มาบัดนี้แม้จะประสบปัญหาแต่กลับไม่มีให้เห็นช่างแปลกนัก เมื่อหันไปทางพ่อบ้านฝูก็เห็นเขายืนก้มหน้าเงียบไม่ยอมสบตาจึงหันกลับมาจ้องผู้เป็สามีด้วยสายตาคาดคั้น
“เ้าไม่ต้องกังวล หลินเอ๋อร์ไม่ได้ก่อเื่แต่อย่างใด เ้าช่วยไปเตรียมน้ำอาบทีเถิด” ชิงหยวนหัวเราะเมื่อเห็นนางค้อนให้อย่างมีจริต จึงปล่อยให้นางคาดเดาเหตุการณ์เอง
[1] ยามเฉิน คือ่เวลาั้แ่07.00 น. - 08.59น.
[2] เค่อ คือหน่วยนับเวลาของจีนโบราณ โดยที่ 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที
[3] ดอกชื่อซู่ซิน คือดอกลีลาวดี
[4] ดอกโม่ลี่ คือดอกมะลิ
[5] ลี้เป็หน่วยวัดระยะทางของจีนโบราณ โดยที่ 1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร
[6] ดอกจู๋ร์ฮวา คือดอกเบญจมาศ
[7] ยามไฮ่ คือ่เวลาั้แ่ 21.00 น. - 22.59 น.