Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนที่ 61 - ประกอบอาชีพ

    ตอนที่ 61 – ประกอบอาชีพ

     

                อย่างไรก็ตาม พันธกรก็ไม่กล้าสู้หน้าวรรณสาอยู่ดี เขาเองก็รู้ดีว่าถ้าปล่อยเรื่องแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะมีแต่แย่ แต่เขาคุยกับวรรณสาไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้น ในมื้อเช้าวันถัดมา เขาจึงรีบกินข้าวและถืออาหารที่ณปภาทำให้ไปฝากพสุที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว ทรัพย์สินที่เห็นเขาเป็นแบบนั้น ก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

                ที่โรงพยาบาล พันธกรเอากับข้าวที่ณปภาทำมาให้พสุเช่นเคย พสุหันมามองพันธกรจากเตียงของแม่ที่นอนหลับอยู่ ก่อนจะถามขึ้นมา “ว่าไง? ไปคุยกับสาหรือยัง?”

                “หยุดพูดเรื่องน่าเบื่อตอนนี้เหอะ” พันธกรบอกเพื่อน แต่พสุกลับบอกออกมาอีกอย่าง

                “ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อนะเว้ย นี่น้าภาทำอาหารมาให้อีกแล้วน่ะสิ ไม่ใช่ฝีมือสาใช่ไหม?” พสุคาดเดาได้ถูกต้อง “นี่แก จะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะ แกต้องจัดการอะไรสักอย่าง”

                “ไม่ต้องเข้ามายุ่งหรอก” พันธกรบอกอย่างรำคาญ พสุจึงถอนหายใจพลางส่ายหน้า ก่อนจะไปขอชามกับจานจากนางพยาบาลเช่นเคย และเอาแกงเทใส่ชามพร้อมกับตักข้าวสวยกิน พันธกรมองดูเพื่อนกินข้าวแบบนั้น เขาก็บอกออกมา

                “แกต้องกินอาหารกลางวันด้วยนะเว้ย เดี๋ยว...” พันธกรพูดไม่จบ พสุก็ขัดขึ้นมาก่อน

                “เรื่องของแก แกยังจัดการไม่ได้เลย แล้วจะมาสั่งฉัน” พสุบอกขึ้นมา “จัดการเรื่องของแกให้ได้ก่อนเถอะ ค่อยมาสั่งฉัน”

                “นี่” พันธกรยืนเท้าเอวขึ้นมา “ไอ้ดิน มันเป็นเรื่องของฉัน”

                “ใช่ เรื่องของแกล้วนๆ เลย” พสุบอก “เพราะงั้น ไปแก้ไขความผิดซะ ก่อนที่เหตุการณ์มันจะสายไปมากกว่านี้ แกก็รู้ว่าพวกเอไอจะบุกเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้”

                พันธกรถึงกับอึ้งไปเลย เป็นความจริงที่พสุพูด แต่ปัญหาใหญ่ของเขาคือ เขาเข้าหน้าวรรณสาไม่ติดอีกต่อไปแล้ว เขาไม่กล้าคุยกับเธอ แม้แต่จะสบตายังทำไม่ได้เลย แล้วแบบนี้จะไปปรับความเข้าใจได้อย่างไร?

                แล้วเขาก็ตัดสินใจไม่ไปโรงเรียน แต่ไปร้านขายพิซซ่าตามที่ณปภาบอก พอไปถึงก็เห็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งรับประทานทั้งด้านนอกและด้านใน พันธกรเดินเข้าไปที่ประตู ก็พบป้ายเขียนไว้ว่า ‘รับสมัคร บริกรชาย 1 คน ด่วน’

                “ได้การล่ะ” เขาเลยเปิดประตูเข้าไปทันที ตอนนั้นร้านยังไม่เปิด จึงไม่มีคนมากินกันเลย เขาเดินเข้าไปในร้านพลางเมียงมองหาใครสักคน แล้วเจ้าของร้านก็เดินออกมาจากในครัว พอเขาเห็นพันธกรก็เลยถามขึ้นว่ามาทำอะไรที่นี่?

                “คือ ผมอยากมาสมัครงานพาร์ทไทม์น่ะครับ” เขาบอกตามตรง “เห็นป้ายข้างหน้าร้านเขียนว่ารับสมัครบริกรชายหนึ่งคน ผมเลยอยากมาสมัคร”

                “โอเค งั้นก็มาทางนี้ได้เลย” ทางเจ้าของร้านอนุญาตทันที ทำเอาพันธกรดีใจ และหลังจากการสมัครและสัมภาษณ์อะไรเล็กน้อย เขาก็ได้งาน เจ้าของร้านถามว่าเขาจะเริ่มงานวันไหน? เขาก็บอกว่าวันนี้เลยก็ได้ พร้อมกับถามเรื่องเงินค่าตอบแทนด้วย พอพันธกรได้ฟัง ตัวเลขมันก็สูงอยู่ น่าจะคุ้มค่า เขาเปลี่ยนจากการไปเรียนที่โรงเรียนมาทำงานแบบนี้ดีกว่า

                พอเริ่มสายหน่อย พันธกรก็แต่งตัวด้วยชุดสวมผ้ากันเปื้อน อันเป็นเครื่องแบบของทางร้าน มีบริกรทั้งชายและหญิงทยอยกันเข้ามาภายในร้าน ทั้งหมดมองไปที่พันธกรเป็นตาเดียวที่เห็นเขาใส่ชุดเครื่องแบบของทางร้าน

                “เด็กใหม่เหรอ?” บริกรหญิงคนหนึ่งถามขึ้นพลางกอดอก “แล้วเคยได้ฝึกการเสิร์ฟอาหารมาจากที่อื่นแล้วหรือยัง?”

                “ยังเลยครับ” พันธกรตอบอย่างเป็นมิตร แต่อีกฝ่ายกลับว่าเขาออกมา

                “แล้วจะมาเสิร์ฟอาหารเหรอ? ไม่ได้เคยฝึกอะไรมาแบบนี้?” บริกรหญิงคนหนึ่งที่ดูอายุมากกว่าเขาหลายปีเอ่ยขึ้นเสียงดัง “ลาออกไปเถอะ พวกไม่มีประสบการณ์ ทำไปก็เท่านั้น”

                “ขอโทษนะครับ” พันธกรกล่าวขึ้นอย่างอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่ “แต่ผมจะทำ เรื่องการเสิร์ฟอาหาร มันก็ไม่ได้ยากอะไรนี่ครับ แค่ยกจานมาเสิร์ฟบนโต๊ะเท่านั้นเอง”

                แต่อีกฝ่ายส่ายหน้า “งานบริการแบบนี้ เหนื่อยมากนะรู้ไหม? ถ้าไม่อดทนจริง อยู่ไม่ได้หรอก”

                “ผมจะอดทนครับ” พันธกรบอกอย่างมั่นใจ “ไม่ว่างานจะหนักแค่ไหน ผมก็จะอดทน เพราะผมอยากมีรายได้บ้าง”

                “เอาน่า ปิณ” บริกรชายอีกคนเดินมาหาผู้หญิงที่พูดกับเขา “ให้โอกาสน้องเขาหน่อย น้องเขาเพิ่งจะมีประสบการณ์”

                “ก็ถึงได้เตือนไงว่ามันลำบาก” บริกรหญิงคนนั้นว่า “นี่ฉันหวังดีนะ”

                พันธกรรู้สึกแปลกใจ แค่ยกจานอาหารมาเสิร์ฟจะเป็นอะไรไปล่ะ? ไม่เห็นจะน่ายุ่งยากตรงไหนเลย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมบริกรหญิงที่พูดแดกดันเขาต้องกล่าวแบบนั้นออกมาด้วย? พันธกรยังไม่รู้ตัวอะไรจนกระทั่งถึงเวลาร้านเปิด เริ่มมีผู้คนในอาณาเขตเข้ามารับประทานอาหารด้านในร้าน

                “เอ้า ออกไปรับออเดอร์สิ” บริกรหญิงคนที่ตำหนิเขาบอกขึ้นมา พันธกรออกจะงุนงง แล้วชี้มาที่ตัวเอง

                “รับออเดอร์หรือครับ?” 

                “ใช่สิ บอกแล้วไงว่างานมันหนัก” บริกรหญิงคนนั้นบอก “ไปรับออเดอร์ซะ เอ้านี่ กระดาษกับปากกา เอาไปจดซะ แล้วส่งคำสั่งมายังห้องครัว แล้วจำไว้ด้วยว่าโต๊ะไหนที่สั่งอาหาร”

                พันธกรเลยคว้าใบกระดาษพร้อมกับปากกาออกมาจากมือของบริกรหญิงคนนั้น ก่อนจะเข้าไปรับออเดอร์จากลูกค้าของร้าน ฝ่ายลูกค้าพอเปิดเมนูดู ก็สั่งอาหารอย่างรวดเร็วจนพันธกรฟังไม่ทัน เขาเลยบอกออกมา       

                “เอ่อ จะรับอะไร? บอกอีกครั้งได้ไหมครับ?”

                “อะไรกัน?” ฝ่ายลูกค้าโวยวายขึ้นมาทันที “ใครจะไปจำได้ว่าสั่งอะไรไป? นี่เธอเป็นเด็กใหม่หรือยังไง? ถึงจำอาหารที่สั่งไปไม่ได้แบบนี้?”

                พันธกรพูดอะไรไม่ออกเลย แล้วทางเจ้าของร้านก็เข้ามาขอโทษลูกค้าพร้อมกับบอก “เขาเพิ่งมาทำงานวันนี้วันแรกน่ะครับ ต้องขออภัยด้วยครับ”

                แล้วลูกค้าคนนั้นก็ทวนอาหารที่สั่งมาให้เจ้าของร้านจดก่อนจะส่งไปยังห้องครัว พันธกรเดินไปยังครัว ตอนนั้นเอง ฝ่ายบริกรหญิงที่เคยว่าเขาเมื่อเช้าก็บอกออกมา

                “เป็นไงล่ะ? บอกแล้วว่าไม่มีประสบการณ์ทำไม่ได้หรอก นี่แค่จดออเดอร์ยังไม่ผ่านเลย” เธอคนนั้นว่าเขาออกมา ทำเอาพันธกรมองเธอ และเขาก็ตัดสินใจเบือนหน้าหนีไป

                “นี่เธอ” เจ้าของร้านเข้ามาหาพันธกร “ทีหลังให้รีบฟังนะว่าลูกค้าสั่งอะไร? ไม่ใช่มาขอให้เขาทวนแบบนี้ ร้านนี้คนเยอะซะด้วย ถ้าเธอจดออเดอรไม่ทันจะทำยังไง?”

                “ก็เขาเล่นสั่งซะรัวเร็วแบบนั้น ใครจะไปจดทันกันครับ?” พันธกรร้องโอดครวญ ทำเอาเจ้าของร้านถอนหายใจออกมา

                “งั้นก็ออกไปเถอะ” เจ้าของร้านบอก เล่นเอาพันธกรตกใจ แล้วเจ้าของร้านก็บอกต่อ “นอกจากงานยกจานเสิร์ฟ ต้องมีรับออเดอร์ คิดเงินลูกค้ากับทำความสะอาดร้านอีกนะ เธอคงทำไม่ไหวหรอก”

                แต่พันธกรส่ายหน้า “ผมทำได้ครับ” เขาบอกอย่างมั่นใจ แต่เจ้าของร้านไม่เชื่อ เขาบอกออกมา

                “เวลาคิดเงินลูกค้า เธอต้องบวกลบคูณหารให้แม่นด้วย และต้องทอนจำนวนเงินที่ถูกต้อง ไม่งั้น...” เจ้าของร้านหยุดพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะบอกต่อ “ทางร้านเราแย่แน่ และรู้ไว้ซะด้วยว่าเป็นเพราะเธอ”

                พันธกรกลืนน้ำลายลงคอ เป็นอย่างที่บริกรหญิงคนนั้นพูดจริงๆ เสียด้วยว่างานนี้มันหนัก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะผ่านมันไปให้ได้ เขาเลยพยักหน้าและบอกจะทำงานต่อ แล้วก็มีลูกค้าอีกคนเข้ามา คราวนี้พันธกรไม่ยอมผิดพลาดเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว เขาหายใจเข้า แล้วก็เดินไปรับออเดอร์จากลูกค้า พอลูกค้าบอกเสร็จ เขาก็เอาใบแผ่นกระดาษมาส่งที่ครัวในร้าน

                กชพรรณออกจะสงสัยว่าทำไมวันนี้พันธกรไม่มาโรงเรียน เธออุตส่าห์มารอเขาตั้งแต่เวลาหกโมงเช้าจนถึงเวลาเข้าแถว พันธกรก็ไม่มา จนกระทั่งวรรณสาเดินเข้ามา กชพรรณเห็นเธอก็เดินเข้าไปทักอย่างไม่ได้รู้สึกอะไร

                “สวัสดี สาใช่ไหม?” กชพรรณเอ่ยอย่างเป็นมิตร ฝ่ายวรรณสามองหน้ากชพรรณก่อนจะเดินเลี่ยงไปเลย ทำเอากชพรรณมองเธออย่างสงสัย

                “อะไร? เราทำอะไรผิด?” กชพรรณออกจะงุนงงที่วรรณสาจ้องหน้าเธอและเดินออกไปแบบนั้น “เราไมได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เราเพิ่งจะเจอเธอเป็นครั้งที่สองเอง ทำไมเธอต้องทำหน้าแบบนั้นใส่เราด้วยล่ะ?”

                แล้วกชพรรณก็ถอนหายใจก่อนจะเดินไปเข้าแถว พลางนึกสงสัยว่าพันธกรหายไปไหน? พอเสร็จพิธีเคารพธงชาติ อาจารย์ก็ปล่อยเด็กขึ้นห้อง กชพรรณเดินเข้ามาในห้อง พวกผู้หญิงที่เป็นเพื่อนกับเธอก็ถามใหญ่ว่าพันธกรหายไปไหน?

                “นี่ ผู้ชายรูปหล่อที่มากับเธอหายไปไหนซะล่ะ วันนี้?” เพื่อนของเธอหมายถึงพันธกร กชพรรณเห็นก็ส่ายหน้า เธอไม่รู้เหมือนกันว่าพันธกรอยู่ที่ไหนตอนนี้?

                ทางด้านร้านขายพิซซ่า มีคนเข้ามาเต็มไปหมด พันธกรต้องวิ่งวุ่นจดรับออเดอร์ไปทั่วร้านแล้วก็ต้องจำโต๊ะให้ได้ด้วยว่าโต๊ะไหนสั่งอะไร? จากนั้น เขาก็ยกจานใส่พิซซ่าไปเสิร์ฟ เขายกไปทีละจานก็โดนบริกรหญิงคนเดิมว่าเขาอีก

                “ทำไมไม่เอาไปทีละเยอะๆ?” บริกรหญิงคนนั้นก็วุ่นไม่แพ้กัน เธอกล่าวคำตำหนิพันธกรออกมา พันธกรก็ออกจะงุนงง เขาก็ต้องถือไปทีละจานสิ แต่บริกรหญิงคนนั้นบอกให้เขายกไปถึงหกถาดด้วยกัน

                “เฮ้ย ผมจะทำได้ยังไง? ผมมีแค่สองมือนะครับ” พันธกรพูดใส่บริกรหญิงคนนั้น ทำเอาเธอยืนเท้าเอว

                “ก็แบกใส่แขนไปสิ” บริกรหญิงคนนั้นบอกเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ทำเอาพันธกรงุนงง และบริกรหญิงคนนั้นก็ยกถาดพิซซ่าลงบนมือของเขาทั้งสองข้าง แล้วยังวางบนแขนเขาอีกด้วย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะถือไปส่งให้ลูกค้าแบบนี้ พันธกรถึงกับเหงื่อตก ขณะพยายามลำเลียงจานใส่พิซซ่าทั้งหกใบไปส่งยังโต๊ะต่างๆ แล้วเขาก็ทำเรื่องจนได้ ถาดที่ใส่พิซซ่าบนแขนของเขาตกลงมาลงพื้น ทำเอาอาหารกระจายไปทั่ว

                “เธอทำอะไรของเธอน่ะ?” เจ้าของร้านเข้ามาตวาดใส่เขาและก้มลงเก็บถาดพิซซ่ากับชิ้นส่วนพิซซ่าที่ตกพื้นไปแล้ว พันธกรเอ่ยขอโทษ แต่เจ้าของร้านกลับว่าใส่เขา

                “ทำอะไรก็ผิดพลาดตลอด” เจ้าของร้านว่าใส่เขา “นี่ เธอแน่ใจเหรอว่าเธอทำได้? แค่วันแรกก็ผิดพลาดขนาดนี้แล้ว?”

                “ผมขอโทษครับ ผมจะพยายามทำให้ได้” พันธกรขอโอกาสอีกสักครั้ง เจ้าของร้านจ้องหน้าเขา แล้วก็ทำท่าตกใจขึ้นมา ทำเอาพันธกรงงว่าเขาเป็นอะไร?

                “เธอเป็นเด็กทหาร.ปลายนี่นา” เจ้าของร้านเอ่ยออกมา ทำเอาบริกรหญิงคนนั้นหันขวับมาด้วย ผู้คนที่อยู่ในร้านต่างก็พากันมองมาที่พันธกรจนเขาเริ่มจะเขินอายแล้ว

                “เอ่อ...” พันธกรพูดอะไรไม่ออก เจ้าของร้านเอาแต่จ้องหน้าเขาอย่างทึ่งๆ แต่บริกรหญิงคนที่ตำหนิเขาก็บอกขึ้นมา 

                “ถึงจะเป็นคนช่วยเหลือพวกเราก็จริง แต่นี่มันก็งาน” บริกรหญิงคนนั้นยังไม่ยอมลดราวาศอก “เธอทำไม่ได้หรอก ออกไปเถอะ”

                “ไม่ครับ ผมจะขอโอกาสอีกสักครั้ง” พันธกรพูดออกมาอย่างเสียงแข็ง ทำเอาบริกรหญิงคนนั้นมองหน้าเขา ก่อนจะเดินไปยังห้องครัว พันธกรถอนหายใจออกมาพลางหันไปหาทางเจ้าของร้าน

                “นะครับ ขอโอกาสให้ผมอีกสักครั้ง แล้วผมจะไม่ทำผิดพลาดอีกแล้ว” พันธกรขอร้องอ้อนวอนต่อเจ้าของร้าน ฝ่ายเจ้าของร้านก็ทำท่าเป็นมิตรทันที เขาอนุญาตให้พันธกรเริ่มใหม่ได้ ซึ่งทำให้พันธกรขอบคุณในน้ำใจเขามากๆ

                ตอนคาบพักเที่ยงที่โรงเรียน ชนินทร์ก็ลงมาทานข้าวพร้อมกับทวินนาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาก็ออกเงินค่าอาหารให้เธอเหมือนเดิม ทำเอาทวินนากล่าวชื่นชมเขาออกมา

                “นินเป็นสุภาพบุรุษจังเลยนะ” ทวินนาบอก “จะมีใครเหมือนนินที่ยอมเสียเงินเพื่อซื้ออาหารให้คนอื่น?”

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ถึงกับเป็นสุภาพบุรุษหรอก อาหารก็ราคาไม่แพง แค่นี้ไม่รบกวนผมหรอก” ชนินทร์ว่าอย่างเขินอาย ทวินนาเองก็รู้สึกเขินอายเหมือนกัน เธอเป็นอะไรของเธอก็ไม่รู้ แต่พอเดี๋ยวนี้ อยู่กับชนินทร์ เธอมักจะเขินอายเสมอ

                แต่แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ เมื่อแฟนเก่าของชนินทร์พุ่งตรงเข้ามาและสาดน้ำอัดลมใส่หน้าทวินนาจนตัวเธอเปียกโชก ชนินทร์ตกใจมาก เขาตะโกนขึ้นมา “หัท! ทำอะไรน่ะ? บ้าหรือเปล่า!?”

                “ก็มันมาแย่งนินไปจากหัทนี่” แฟนเก่าของชนินทร์ตอบหน้าตาเฉย ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลยที่ทำลงไป “หัทก็เลยอยากแก้แค้น”

                “หัทขอโทษคุณนาเดี๋ยวนี้เลยนะ!” ชนินทร์ตะโกนขึ้นมา ทำเอาเด็กนักเรียนคนอื่นๆ หันมามองพวกเขาเป็นตาเดียว วรรณสาที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเหมือนกันก็เดินเข้ามาดูด้วย ก็พบว่าทวินนาอยู่กับชนินทร์ และกำลังมีเรื่องทะเลาะกับเด็กสาวอีกคนอยู่

                “ไม่! หัทไม่ขอโทษ แล้วก็ไม่เสียใจด้วยที่ทำลงไป!” อีกฝ่ายบอกออกมาเสียงดัง “จะให้ขอโทษน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ!!”

                “หัท!!” ชนินทร์ร้องเสียงดังออกมาอย่างไม่สนใจใครแล้ว “นี่หัทกำลังทำผิดอยู่นะ!”

                “อ๋อ แล้วมันไม่ผิดเลยใช่ไหม? ที่มาตบหน้าหัทน่ะ?” เด็กสาวท่าทางเอาเรื่องชี้หน้าไปที่ทวินนาที่เปียกไปด้วยน้ำอัดลม “ทีมันทำร้ายหัท ทำไมนินถึงไม่รู้สึกอะไรบ้าง? ปล่อยให้มันทำอยู่ได้!!”

                แล้วทวินนาก็แกล้งล้วงเข้าไปในกางเกง ฝ่ายเด็กสาวที่มาหาเรื่องเธอก็มองแล้วก็ถึงกับถอยกรูดออกไปทันที “อย่านะ!” เด็กสาวคนนั้นร้องออกมา “แกจะทำอะไรฉัน?”

                “ฉันก็ไม่อยากให้มันลั่นเปรี้ยงปร้างออกมานะ!” ทวินนาข่มขู่อีกฝ่ายออกมา เธอแกล้งทำเป็นล้วงกระเป๋าให้ดูเหมือนว่าเธอพกอาวุธอยู่ด้านใน “แต่ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องละก็ ฉันเองก็จำเป็นต้องทำ!”

                ฝ่ายเด็กสาวร้องวี้ดว้ายและหนีออกไปทันที ชนินทร์หันไปมองหน้าทวินนาก่อนจะบอก “ไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะครับ เสื้อเปียกหมดแล้ว แล้วก็เก็บอาวุธเอาไว้ด้วย”

                “อาวุธ?” ทวินนาหัวเราะออกมาเมื่อชนินทร์เชื่อว่าเธอพกอาวุธมาจริงๆ “ไม่มีหรอกค่ะ อาวุธน่ะ”

                “อ้าว?” ฝ่ายชนินทร์ร้องอ้าวออกมา ทวินนาเลยเฉลยออกมาว่าเธอไม่ได้พกอาวุธมาหรอก เธอแค่แกล้งเล่นเท่านั้น แกล้งข่มขู่อีกฝ่ายเท่านั้น

                “แหม นาก็ร้ายเหมือนกันนะ” ชนินทร์ว่าพลางยิ้มออกมา แล้วบอกให้ทวินนาไปล้างหน้าให้สะอาดเสียก่อน ทวินนาเลยเดินไปยังห้องน้ำหญิง ตอนนั้นเอง วรรณสาที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ตัดสินใจเดินตามเข้าไปด้วย

                ทวินนากำลังเปิดก๊อกน้ำล้างหน้า ตอนนั้นเอง วรรณสาก็เดินเข้ามาพร้อมกับถาม “พี่นา เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ?”

                “อ้าว? น้องสา” ทวินนาเงยหน้าขึ้นมาจากอ่างล้างมือ “เห็นเหตุการณ์เหมือนกันเหรอ?”

                “เล่นทะเลาะกันกลางโรงอาหาร ไม่ว่าใครก็เห็นทั้งนั้นแหละค่ะ” วรรณสาบอก “แล้วมันเกิดอะไรขึ้นคะ? ผู้ชายที่อยู่กับพี่นาเป็นใคร? แล้วผู้หญิงอีกคนเป็นใคร?”

                ทวินนาเลยอธิบายสาเหตุออกไปว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร? เมื่อวรรณสาได้ยิน เธอก็พูดขึ้นมาอย่างรังเกียจ “อะไรกัน? คนอะไร ทิ้งเขาไปแล้วยังจะอยากกลับมาอีก”

                “ช่างมันเถอะ พี่เองก็ข่มขู่มันไปละ มันคงไม่กล้าเข้าหาพี่อีกแล้วเป็นครั้งที่สอง” ทวินนาบอกออกมา “ว่าแต่น้องสาเถอะ เรื่องน้องพันไปถึงไหนแล้ว?”

                วรรณสาถึงกับเงียบไปเลย แล้วเธอก็ส่ายหน้าออกมา “เรายังไม่ได้คุยกันเลย ไม่ได้คุยกันมานานแล้ว หนูเองก็...ไม่กล้าเข้าหน้าเขา”

                “หืม?” ทวินนาพยักหน้าอย่างเข้าใจ วรรณสาอยากรู้อะไรบางอย่างมานานแล้ว เธอถามถึงเรื่องของชนินทร์ และถามอีกว่าชนินทร์เป็นสาเหตุหรือเปล่าที่ทำให้ทวินนาลืมเรื่องพันธกรไปได้

                “เอ้อ” ทวินนาไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไรดี? เธอลองสำรวจใจตัวเองดูว่ามันเป็นเหมือนที่วรรณสาบอกหรือเปล่า? แล้วเธอก็ค้นพบว่าใช่ ชนินทร์เข้ามาแทนที่พันธกรที่เธอชอบเขามานานไปแล้ว

                “มันก็...” ทวินนาเองก็งุนงงสับสนในตัวเองเหมือนกัน ในเมื่อเคยเจอชนินทร์ไม่กี่ครั้งเท่านั้นเอง แต่ชนินทร์ทำให้เธอลืมพันธกรไปได้ “อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้มั้ง?”

                “งั้นสาก็ขอให้พี่นาสมหวังนะคะ” วรรณสาบอกออกมาอย่างจริงใจ “หนูเองก็...”

                แล้วทันใดนั้น ก็เกิดสัญญาณเตือนข้าศึกบุกดังลั่นไปทั่วอาณาเขต ทั้งทวินนาและวรรณสาหันไปมองด้านนอกห้องน้ำ แล้วก็หันไปมองหน้ากัน ก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องน้ำหญิงไปด้วยกัน ออกไปจากโรงเรียนแล้ววิ่งเข้าไปในบ้านณปภาทันทีเพื่อเอาอาวุธ ขณะเดียวกันที่โรงเรียน อาจารย์ก็รีบประกาศทางไมโครโฟนให้นักเรียนทุกคนรีบกลับบ้านแล้วไปซ่อนภายในบ้านตัวเองเสีย พวกที่ขายของที่ตลาดก็พากันรีบเก็บร้านและกลับไปซ่อนที่บ้านตัวเองเหมือนกันอย่างรวดเร็ว ขณะที่โรงพยาบาล พสุเห็นหมอกับนางพยาบาลและบุรุษพยาบาลวิ่งวุ่นกันไปหมด เพื่อเข็นเตียงคนไข้ลงลิฟต์ไปยังหลุมหลบภัยด้านใน พสุเองก็ช่วยเหลือพวกนางพยาบาลเหมือนกัน ก่อนจะมาช่วยเลื่อนเตียงของแม่ของเขาให้ไปหลบในหลุมหลบภัยเช่นกัน

                “พวกมันจะบุกเข้ามาอีกแล้ว!” หมอชายคนหนึ่งพูดขึ้น ในขณะเดียวกันนั้น พันธกรที่กำลังทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารให้แก่ลูกค้า พอเขาได้ยินเสียงสัญญาณเตือนข้าศึกบุก เขาก็รีบวางจานลงบนโต๊ะ ขณะที่ลูกค้าคนอื่นๆ วิ่งออกไปนอกร้านทันทีทันใด เพื่อจะกลับบ้านไปหลบในชั้นใต้ดินของบ้านตัวเอง พันธกรรีบเปิดประตูออกไปจากร้านเพื่อจะกลับไปบ้านณปภาทันใด ทำเอาบริกรหญิงที่เคยตำหนิเขาต้องถามว่าเขาจะไปไหน?

                “ผมจะปกป้องอาณาเขตเอง!” พันธกรว่าออกมาก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากร้านขายพิซซ่า โดยที่บริกรหญิงคนนั้นเรียกเขาไว้ แต่เขาก็ไม่หันกลับมาอีกแล้ว พันธกรวิ่งเข้ามาที่บ้านณปภา ก็เห็นเด็กทหารม.ปลายทุกคนถืออาวุธของตนเองออกมา บางคนอย่างเช่นปราชญาก็คว้าระเบิดมือออกมา เพราะกระสุนปืนสไนเปอร์ของเขาหมดเสียแล้ว

                “แย่แล้วล่ะ” ทรัพย์สินที่วิ่งกลับมาจากโรงเรียนพูดขึ้นมา “พี่เองก็กระสุนปืนหมดแล้ว แล้วจะทำยังไงดี? เรามีแต่กระสุนปืนพกเท่านั้น แล้วมันจะหยุดพวกเอไอได้หรือยังไง?”

                พันธกรไม่ได้สนใจทรัพย์สิน เขาวิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบปืนพกของเขาที่ใส่กระสุนเต็มอัตราแล้ว ก่อนจะเอาระเบิดมือทั้งสามชนิดออกมาด้วย ตอนนั้นเอง อัมพรกับกมลก็เข้ามาในห้องเก็บอาวุธเหมือนกัน กมลถือปืนลูกซองรุ่นหนึ่งออกมา พันธกรเห็นดังนั้นจึงถามกมล ขณะที่อัมพรล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหยิบระเบิดมือออกมา

                “พี่มลมีกระสุนปืนลูกซองเหลือหรือเปล่า?”

                “ก็ยังมีพอเหลือจำนวนหนึ่ง” กมลตอบกลับมา พันธกรเลยบอกให้เอากระสุนไปแบ่งให้ทรัพย์สินบ้าง ฝ่ายชัชชัยก็วิ่งเข้ามาในห้องเก็บอาวุธพร้อมกับถือปืนพกของตัวเองไปบ้าง ภัทรเข้ามาเหมือนกัน และถือปืนลูกซองรุ่นหนึ่งของเขาเอาไว้ในมือ

                “กระสุนฉันก็เหลือน้อยลงแล้ว” ภัทรบอกออกมา พันธกรหันไปหาภัทร ขณะที่ภัทรบอกออกมา “แล้วเราจะชนะศึกนี้ได้ยังไง?”

                “ไม่ต้องห่วง ไอ้ภัทร” พันธกรพูดขึ้นมา “เดี๋ยวฉันจะช่วยเหลืออาณาเขตนี้เอง ด้วยมือของฉันเอง”

                ภัทรได้ยินพันธกรพูดแบบนั้นออกมาก็คิดว่าพันธกรกำลังวางแผนอะไรในสมองหรือเปล่า? แต่เขาก็ไม่มีเวลามาคิดแล้ว เขาถือปืนลูกซองออกไปนอกบ้าน ขณะที่ณปภาเข้าไปหลบในห้องใต้ดินแล้ว พวกทหารเด็กม.ปลายถืออาวุธของตนที่เหลือออกมา แล้วมาร่วมประจันหน้าพร้อมกับพวกของชานนท์

                “กระสุนเหลือน้อยแล้วใช่ไหม?” ชานนท์ถามทรัพย์สิน หัวหน้าของเด็กทหารนักเรียนม.ปลายขึ้นมา ทรัพย์สินที่ได้กระสุนแบ่งมาจากกมลแล้ว เขาก็พยักหน้า

                “ยังไงก็สู้ตายแหละ” ชานนท์พูดออกมา ทรัพย์สินก็พยักหน้าพร้อมกับบอก “ผมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยอาณาเขตนี้ให้ได้เลย คอยดู”

                ชานนท์หันมามองทรัพย์สินก่อนจะยิ้มให้เขา ฝ่ายทรัพย์สินที่ใส่กระสุนปืนลูกซองเต็มอัตราแล้ว ก็เล็งปืนไปที่ประตูบานเลื่อนด้านหน้า เพื่อเตรียมรอรับสถานการณ์ ขณะนั้นเห็น ภัทร ชัชชัยและพันธกรรวมถึงปฏิคมด้วย ก็มารวมตัวกันเช่นกัน

                “คราวนี้มีแผนอะไรไหม?” ชัชชัยหันไปถามพันธกร พันธกรก็ทำสีหน้าเครียด ก่อนจะบอกออกมา

                “กำลังคิดอยู่” พันธกรตอบคำถามของชัชชัย ชัชชัยที่โกรธแค้นพวกเอไอเต็มที่ก็อยากจะฆ่าพวกมันมานานแล้ว เขายกปืนเล็งไปที่ประตูบานเลื่อนด้วย ในขณะที่พันธกรรีบใช้สมองครุ่นคิดถึงแผนการที่จะจัดการพวกเอไอให้ราบคาบ

                แล้วเขาก็นึกออก พันธกรหันไปบอกแผนกับพวกของชานนท์ พอชานนท์ได้ฟังดังนั้น เขาก็ตัดสินใจทำตามแผนของพันธกรทันที