[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 89 พี่รังแกเจ้าได้ ทว่าผู้อื่นกลับรังแกเจ้ามิได้เด็ดขาด

    ตอนที่ 89 พี่รังแกเจ้าได้ ทว่าผู้อื่นกลับรังแกเจ้ามิได้เด็ดขาด

            “โฮกก!”

            บริเวณหน้าประตูภูผาที่เคยสงบเงียบพลันราวกับระเบิดด้วยความคึกคักขึ้นมาในทันที เมื่อ มังกรสวรรค์ครามเก้าหัวพุ่งผ่านฟากฟ้าไปอย่างน่าเกรงขาม

            ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ในที่นี้ต่างก็มิอาจสงบใจลงได้

            อักษรกู้อันเรียบง่ายทว่าทรงอำนาจบนราชรถนั้น พวกเขารู้จักดี

            ยิ่งไปกว่านั้น การปรากฏตัวของมังกรสวรรค์ครามเก้าหัวที่คอยลากราชรถเช่นนี้ เป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่าผู้ที่มาเยือนคือกู้ฉางเกอ ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ และยังเป็นทายาทของตระกูลกู้ผู้ยิ่งใหญ่ เขาได้กลับมาแล้ว!

            เรื่องราวเกี่ยวกับกู้ฉางเกอนั้นเลื่องลือไปทั่วทั้งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ มิว่าจะเป็นร่างศักดิ์สิทธิ์แห่งเซียนแท้ เทพเจ้าผู้เยาว์วัย หรือผู้โปรดปรานแห่งมหามรรคา คำยกย่องต่างๆ มีมากมายจนแทบจะกล่าวมิหมด

            อนาคตของเขาถูกมองว่าไร้ขีดจำกัด และมิมีผู้ใดรู้ว่าเขาจะก้าวไปสู่จุดใดในเส้นทางของตน

            เหล่าผู้อาวุโสของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์หลายคนต่างยกย่องกู้ฉางเกอ สนับสนุนให้เขาเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการช่วงชิงตำแหน่งผู้สืบทอดของสำนัก

            แม้แต่ศิษย์เอกอีกสี่คนของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก็ล้วนแล้วแต่รู้สึกหวั่นเกรงในตัวเขา

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมากมายต่างเคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้

            ตั้งแต่วัยเยาว์ กู้ฉางเกอก็สร้างชื่อเสียงโด่งดัง แสดงพรสวรรค์อันน่าเกรงขาม เขาได้รับการยกย่องให้เป็นมหาราชันยุทธ์ผู้เยาว์วัย และตั้งแต่ปรากฏตัวในโลกแห่งนี้ เขาก็มิเคยพ่ายแพ้ให้กับผู้ใด

            ในทางกลับกัน เขามีศัตรูผู้พ่ายแพ้อยู่ในมือมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นยอดอัจฉริยะจากสำนักหรืออาณาจักรที่ทรงอิทธิพล

            ในปัจจุบัน กู้ฉางเกอเป็นที่จับตามองอย่างมากในชั้นฟ้าเบื้องบน มิว่าเขาจะปรากฏตัวที่ใด ย่อมดึงดูดความสนใจได้ทุกที่

            ยิ่งไปกว่านั้น สถานะของเขาในฐานะทายาทแห่งตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง เพียงแค่จุดนี้ก็เทียบได้กับผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์แล้ว!

            ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นมีสถานะพิเศษในแดนสวรรค์เบื้องบน แม้แต่ราชวงศ์เซียนหรือขุมอำนาจอมตะนิรันดร์ทั้งหลายต่างก็ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับที่แห่งนี้ และขุมกำลังอำนาจเหล่านั้นก็มักจะส่งผู้สืบทอดของพวกเขามายังสำนักนี้

            แม้สิ่งนี้จะนับว่ามิใช่เรื่องแปลก ทว่าก็ดึงดูดความสนใจจากทุกฝ่าย

            เมื่อมินานมานี้ กู้ฉางเกอได้หายตัวไปจากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์อย่างกะทันหันถึงครึ่งปี ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างตกตะลึงและคาดเดากันว่าเขาไปเยือน ณ ที่แห่งใด

            สำหรับผู้คนทั่วไปแล้ว เส้นทางของมหาราชันยุทธ์ผู้เยาว์วัยย่อมนับว่าเป็นที่จับตามอง และการหายตัวไปย่อมดึงดูดความสนใจจากทุกฝ่าย

            ในเวลานี้ บริเวณหน้าประตูภูผาเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนต่างพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งจ้องมองไปยังมังกรสวรรค์ครามเก้าหัวในท้องนภา

            “กู้ฉางเกอ… หลังจากหายไปครึ่งปี ในที่สุดเขาก็กลับมาแล้ว...”

            “เขาไปเยือนที่ใดมากันแน่”

            ชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองผู้มีนามว่าจินอวี่ ก็ถูกดึงดูดความสนใจไปยังราชรถของกู้ฉางเกอเช่นกัน สีหน้าของเขาขมวดมุ่นด้วยความมิพอใจ เพราะท่านพี่ของเขามักจะหวาดหวั่นต่อกู้ฉางเกอมาโดยตลอด

            สำหรับจินอวี่แล้ว กู้ฉางเกอมิใช่ผู้ที่เขาจะมีความรู้สึกดีด้วย

            อย่างไรก็ตาม เขากลับมิทันสังเกตเห็นสีหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์ที่เต็มไปด้วยความเย็นชาอย่างถึงที่สุด และยังแฝงไว้ด้วยความโกรธเกลียดที่พยายามกดข่มไว้

            กลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของนาง แม้แต่ในดวงตายังมีอักขระเรืองแสงล่องลอยอยู่

            “คุณหนู...”

            ชายชราผู้เป็นบ่าวรับใช้ข้างกายกล่าวเตือนด้วยความกังวล พร้อมดึงแขนนางเบาๆ ด้วยกลัวว่านางจะวู่วามเกินไป

            กู้เซียนเอ๋อร์รู้ดีว่าผู้ที่ปรากฏตัวอย่างองอาจท่ามกลางฟากฟ้า ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ คือพี่ชายที่นางเกลียดชังที่สุด

            กระดูกแห่งมหามรรคาของนางยังอยู่ในกายเขา

            เลือดเนื้อและกระดูกของพวกเขาผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน

            นางจะมิรู้สึกถึงสิ่งนั้นได้อย่างไร

            หลังจากผ่านไปกว่าสิบปี ในที่สุดนางก็ได้พบกับเขาอีกครั้ง

            ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากการที่กระดูกมหามรรคาถูกขุดออกไปยังคงเด่นชัดในใจของนาง

            “คุณหนู ท่านยังมิได้พบกับผู้อาวุโสใหญ่ โปรดอย่าดึงดูดความสนใจจากเขา ในสถานที่แห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นของเขา...” ชายชรากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            กู้เซียนเอ๋อร์เข้าใจเรื่องนี้ดี นางจึงพยักหน้าและพยายามควบคุมตนเองให้นิ่งสงบ นางย่อมจะต้องทวงความยุติธรรมคืนจากเขาในสักวัน

            “จับตัวนาง! สาวน้อยที่รนหาที่ตาย!”

            ในตอนนั้นเอง จินอวี่พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชา เขาหันมามองกู้เซียนเอ๋อร์และโบกมือสั่งการ

            เหล่าบ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างหลังเขาพุ่งเข้าใส่ทันที แต่ละคนรูปร่างกำยำ อีกทั้งยังมีเขาและเกล็ดปกคลุมทั่วร่าง

            สีหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์เย็นยะเยือก นางมิอยากหาเรื่อง ทว่าเรื่องราวก็กลับเอาแต่เข้ามาหานางเอง

            ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างทางยังมีเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมิน้อยที่หมายปองในตัวนาง

            “โฮกก!”

            ในเวลานั้น เสียงคำรามของมังกรดังสะท้านฟ้าอีกครั้ง ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรพากันตื่นตกใจ

            “กลับมาอีกแล้ว! และคราวนี้ยังมุ่งหน้ามาทางนี้!”

            เสียงอุทานด้วยความตื่นตะลึงดังขึ้นอีกครั้ง พวกเขาพบว่ามังกรสวรรค์ครามเก้าหัวที่เคลื่อนตัวไปยังตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ บัดนี้กลับปรากฏตัวอีกครั้ง และทิศทางของมันกำลังพุ่งตรงมาทางพวกเขา!

            “แย่แล้ว! เขาคงสัมผัสถึงตัวข้าได้แล้ว…”

            สีหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางคิดทบทวนอย่างรวดเร็ว และเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดกู้ฉางเกอจึงย้อนกลับมา และยังมุ่งตรงมายังตลาดที่นางอยู่

            “กู้ฉางเกอนั่นมาที่นี่ทำไม”

            จินอวี่ซึ่งถูกขัดจังหวะซ้ำแล้วซ้ำเล่า สีหน้าก็พลันดูมิสู้ดีนัก เขาเองก็มิรู้ว่ากู้ฉางเกอมาที่นี่ด้วยเหตุผลใด

            หรือว่าจะเป็นเพราะเขา

            ท้ายที่สุด ในที่นี้ก็มีเพียงเขากับกู้ฉางเกอที่รู้จักกัน เพราะท่านพี่ของเขาเคยพาจินอวี่ไปพบกับกู้ฉางเกออยู่บ่อยครั้ง

            เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ สีหน้าของจินอวี่พลันมืดมนขึ้นทันที

            “คุณหนู พวกเรารีบไปกันเถิด ตอนนี้มิใช่เวลาที่จะมัวมาอยู่ที่นี่!” ชายชราผู้เป็นบ่าวรับใช้ของกู้เซียนเอ๋อร์รีบกล่าวเตือน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวล

            ทว่ากู้เซียนเอ๋อร์กลับสงบนิ่งขึ้นมาอย่างมิคาดคิด นางส่ายศีรษะและเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นว่า

            “เราคงไปมิทันแล้ว มิว่าอย่างไรก็ต้องเผชิญหน้ากับเขาสักวัน ตอนนี้ก็มาเผชิญหน้ากับเขาสักตั้งเถิด”

            นางมิได้คาดคิดว่าจะได้พบกับกู้ฉางเกออย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

            ทว่าเมื่อถึงเวลานี้ นางกลับมิรู้สึกหวาดหวั่นอีกต่อไป

            โดยรอบตลาด เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างถูกดึงดูดเข้ามา เดิมทีมีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่มองดูเหตุการณ์ ทว่าตอนนี้แทบทุกคนในบริเวณต่างจับจ้องมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            “ศิษย์เอกกู้ปรากฏตัวออกมาเอง นี่เป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง!”

            “หรือว่าจะเป็นเพราะเรื่องของจินอวี่ ว่ากันว่าพี่ชายของจินอวี่เคยถูกศิษย์เอกกู้ทำร้ายจนบาดเจ็บหนัก…”

            เสียงผู้คนถกเถียงกันดังขึ้นรอบตลาด เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น

            มินานนัก มังกรสวรรค์ครามเก้าหัวที่ลากราชรถก็จอดลงสู่พื้นเบื้องล่าง

            เสียงนุ่มนวลไพเราะของชายหนุ่มดังขึ้นจากภายในราชรถหยกขาว 

            “มิได้เจอกันเสียนาน ดูเหมือนเจ้าจะอยู่ดีมีสุขมิน้อย”

            “ท่านศิษย์เอกกู้ล้อข้าเล่นแล้วกระมัง ต่อให้ข้าอยู่ดีเพียงใด ก็มิอาจเปรียบเทียบกับท่านได้หรอก”

            จินอวี่มิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะกล่าวเช่นนี้ เขาอึ้งไปชั่วขณะ

            ทว่าเมื่อเห็นว่ากู้ฉางเกอเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตร เขาจึงเผยรอยยิ้มเล็กน้อย ตอบกลับไปด้วยท่าทีที่ดูเหมือนหวังสานสัมพันธ์

            “สิบกว่าปีที่มิเจอกัน เจ้าก็โตขึ้นมิน้อย แถมยังงดงามขึ้นมากอีกด้วย…”

            เสียงจากในราชรถดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่กู้ฉางเกอจะก้าวออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

            เขากล่าวต่อไปโดยมิสนใจคำพูดของจินอวี่ และยังมิแม้แต่จะเหลียวมองอีกฝ่าย

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจินอวี่ก็พลันแข็งค้างไปในทันที ความอับอายปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาทั้งโกรธและกระอักกระอ่วน

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่รอบข้างต่างตกตะลึงอย่างมาก พวกเขารู้ได้ทันทีว่าคำพูดนั้นมิได้กล่าวถึงจินอวี่

            หรือว่า...เขาหมายถึงสาวน้อยในอาภรณ์เขียวผู้นั้นกัน

            กู้เซียนเอ๋อร์รู้ชัดเจนว่ากู้ฉางเกอกำลังพูดกับนาง

            ทว่าใบหน้าของนางกลับเย็นเยียบไร้ความรู้สึก สายตาที่มองจ้องไปยังเขาน้้นเต็มไปด้วยความเยือกเย็น

            “กู้ฉางเกอ เจ้าอยากจะสื่ออะไรกันแน่”

            จินอวี่รู้สึกเหมือนถูกเมินเฉยต่อหน้าฝูงชน เขาอดมิได้ที่จะเอ่ยขึ้นเสียงดังด้วยความมิพอใจ อย่างพยายามรักษาหน้าตาของตนเอง

            ทว่ายิ่งเขาพูดเช่นนั้น ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกขายหน้า เพราะก่อนหน้านี้กู้ฉางเกอมิแม้แต่จะสนใจบทสนทนาของเขาเลย

            “เจ้าเป็นตัวอะไรกัน การที่ข้าพูดกับน้องสาวของตนเองอยู่นั้น เจ้ากล้าดีอย่างไรมาพูดแทรกขัดได้”

            กู้ฉางเกอปรายตามองจินอวี่ด้วยสายตาเย็นชา สีหน้าแสดงความมิสนใจอย่างสิ้นเชิง

            “เจ้า...” จินอวี่ตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจและโกรธจัด ใบหน้าของเขายิ่งมืดครึ้มลง ร่างกายถึงกับสั่นเทิ้มด้วยความเดือดดาล

            กู้ฉางเกอมิสนใจจินอวี่อีกต่อไป

            เขาหันไปมองกู้เซียนเอ๋อร์แทน

            เขาเองก็มิคาดคิดว่าทันทีที่มาถึงเชิงเขาตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ จะสามารถสัมผัสได้ถึงการมีตัวตนของกู้เซียนเอ๋อร์ได้

            ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ผู้อาวุโสหมิงบังคับราชรถกลับมาทันที

            มิว่าอย่างไร การทักทายเพื่อยั่วโมโหนางสักหน่อย ก็ดูจะมิมีอันใดเสียหาย

            ด้วยระดับพลังในปัจจุบันของนางที่ยังห่างไกลจากเขา ย่อมมิอาจทำอันใดเขาได้อยู่แล้ว

            แม้ว่ากู้เซียนเอ๋อร์จะมีผู้แข็งแกร่งระดับสูงคอยหนุนหลัง ทว่าตราบใดที่เขามิทำให้นางถึงแก่ชีวิต ผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นก็คงมิอาจลงมือมาแทรกแซงได้

            ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การรังแกนางก็ดูจะเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขา

            ส่วนเรื่องการแก้แค้นของนางหรือ ตราบใดที่พลังของเขาเหนือกว่า นางก็มิมีโอกาสทำอันใดได้

            สำหรับความแค้นเรื่องการแย่งชิงกระดูกนั้น กู้ฉางเกอก็คิดแผนการรับมือไว้แล้ว หากสถานการณ์ยากเกินจะแก้ไข เขาก็โยนความผิดทั้งหมดไปให้ดวงจิตแห่งมารไปก็เสียสิ้นเรื่อง

            ขณะนั้นเขาก็ใช้ระบบประเมินแต้มวาสนาของกู้เซียนเอ๋อร์

            กู้ฉางเกออดมิได้ที่จะอุทานในใจ

            แต้มวาสนาของนางนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับเยวี่ยหมิงคงแล้วก็มิได้ด้อยกว่าไปแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเหนือกว่านางอยู่บ้างด้วยซ้ำ

            นางกลับมีแต้มวาสนาเกือบถึง 10,000 แต้ม

            นี่ทำให้กู้ฉางเกอต้องยอมรับว่า เมื่อเทียบกับผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิตในโลกเบื้องล่างแล้ว พวกเขานั้นก็แทบจะเทียบมิได้แม้แต่เศษเสี้ยวของนางในตอนนี้

            “หึๆ กู้ฉางเกอ พี่ชายที่แสนดีของข้า คำพูดเช่นนี้เจ้าก็ยังกล้าพูดออกมาได้หรือ”

            “หากในสายตาของเจ้ายังมองว่าข้าเป็นน้องสาว แล้วเจ้ายังจะกล้าทำเรื่องในวันนั้นลงได้อีกหรือ”

            กู้เซียนเอ๋อร์มิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะมีท่าทีเช่นนี้

            แววตาที่ดูราวกับมิใส่ใจและน้ำเสียงที่ดูเรียบเรื่อยนั้น กลับทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดและขุ่นเคืองยิ่งกว่าความเย็นชาหรือการดูแคลนเสียอีก

            นางกำมือแน่น ดวงตาจับจ้องไปที่กู้ฉางเกอด้วยความเยือกเย็น

            ใบหน้าของเขาซึ่งเป็นใบหน้าที่นางชิงชังที่สุดนั้น กลับยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนสง่างาม ดูราวกับเป็นคนดีในสายตาของผู้อื่น

            หากมิมีผู้ใดรู้เรื่องราวเบื้องหลัง ก็คงจะคิดว่าเขาเป็นบุคคลผู้ประเสริฐ

            ทว่าในสายตาของกู้เซียนเอ๋อร์แล้ว นางแทบอยากจะทุบกำปั้นใส่รอยยิ้มนั้น และทำลายมันจนหมดสิ้นเสีย

            รอบๆ บริเวณ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างตื่นตกใจเป็นอย่างมาก ทุกคนล้วนเบิกตากว้าง มิคาดคิดว่าสาวน้อยในอาภรณ์เขียวผู้นี้จะมีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังเป็นน้องสาวของกู้ฉางเกออีกด้วย

            ทว่าดูเหมือนว่าทั้งสองจะมีความขัดแย้งกันบางอย่าง

            “เรื่องในวันนั้นหรือ”

            “สิ่งใดคือเรื่องในวันนั้นกัน”

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างกระซิบกระซาบกันด้วยความสงสัย

            จินอวี่เองก็หน้าถอดสีเล็กน้อย เขามิคาดคิดว่าสาวน้อยที่เขาคิดว่าไร้ภูมิหลังจะเป็นคนของตระกูลกู้ได้

            อย่างไรก็ตาม จินอวี่รู้จักคนหนุ่มสาวในรุ่นเดียวกันของตระกูลกู้เกือบทั้งหมด ทว่าเขามิเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสาวน้อยในอาภรณ์เขียวผู้นี้มาก่อน

            กู้เซียนเอ๋อร์มิได้เอ่ยสิ่งใด นางเพียงแต่จ้องมองกู้ฉางเกอด้วยสายตาเยือกเย็น

            ท้ายที่สุด เรื่องนี้ก็เป็นความอัปยศของตระกูลกู้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลล้วนให้ความช่วยเหลือดูแลสายตระกูลของนาง

            นางจึงมิต้องการให้เรื่องนี้กลายเป็นเหตุให้ตระกูลกู้ต้องเสียหน้าในที่สาธารณะ

            "ยากนักกว่าจะได้พบกันสักครั้ง มินึกเลยว่าเจ้าจะมีท่าทีแบบนี้ ช่างทำให้พี่ชายคนนี้รู้สึกเจ็บปวดเสียจริง" กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มเรียบเฉย

            ท่าทางของเขามิได้แสดงออกถึงความสำนึกผิดแม้แต่น้อย

            แน่นอนว่ามิใช่เพราะเขามิรู้จักสำนึกผิด ทว่าเรื่องในวันวานนั้นมิได้เป็นสิ่งที่จะลบล้างได้ด้วยคำขอโทษได้โดยง่าย เนื่องด้วยหากเขาทำเช่นนั้น กู้เซียนเอ๋อร์ก็อาจมองว่าเขาเสแสร้งและมีเจตนาแอบแฝง

            กู้ฉางเกอจึงเห็นว่ามิมีความจำเป็นใดต้องทำเช่นนั้น

            "แล้วข้าควรจะมีท่าทีอย่างไรเล่า ตอนนี้ข้าก็อยากจะทุบหน้าของเจ้าให้แหลกเสียด้วยซ้ำ" กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยเสียงเย็น นางรู้สึกว่าการที่กู้ฉางเกอมาปรากฏตัวตรงหน้านี้ก็เพื่อจะบอกกล่าวให้นางรู้ว่าทุกการกระทำของนางอยู่ในสายตาเขา

            เขามาเพียงเพื่อยั่วให้นางมีโทสะ โดยที่มิมีทางจะสามารถระบายความโกรธนั้นได้

            "ช่างเถิด หากเจ้าคิดว่าทุบได้จริงก็ลองดูเสียสิ"

            กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความยั่วยุ เขามิได้คิดจะพูดสิ่งใดอีกต่อไป

            จากนั้นเขาก็หันไปมองจินอวี่ที่สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไป ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชาว่า

            "เจ้าเป็นตัวอะไรกัน น้องสาวของข้า ข้ารังแกนางเองได้ ทว่าหากผู้ใดหน้าไหนกล้าทำอันใดนาง ก็จงเตรียมตัวตายเสียเถิด"

            ทันทีที่พูดจบ เขายกมือขึ้น ตราสัญลักษณ์อักขระสีทองส่องแสงระยิบระยับ ประทับบนอากาศอย่างรวดเร็ว ก่อนก่อเกิดเป็นฝ่ามือแห่งเทพเจ้าอันมหึมาที่ทอประกายแสงเจิดจ้า

            ฝ่ามือนั้นทาบลงมาจากฟากฟ้า ราวกับจะบดขยี้ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า!

            “กู้ฉางเกอ เจ้า…” จินอวี่พลันหน้าเปลี่ยนสี เขามองภาพเบื้องหน้าด้วยความมิอยากจะเชื่อสายตา สีหน้าของเขาพลันซีดขาวไปในทันที

            กู้ฉางเกอกล้าลงมือหมายสังหารเขาที่เชิงเขาของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์จริงหรือ

            เหล่าบ่าวรับใช้ที่อยู่เบื้องหลังเขาต่างก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง แม้ว่าพวกเขาจะมีพลังระดับเทวะมายา ทว่าในขณะนี้กลับมิอาจแม้แต่จะคิดต้านทานได้

            ฝ่ามือแห่งเทพเจ้าของกู้ฉางเกอที่ประทับลงมา ราวกับเป็นฝ่ามือของเทพเจ้าที่กดทับพวกเขาไว้อย่างสิ้นเชิง

            ตูม!

            เสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับกลุ่มหมอกโลหิตที่ปะทุขึ้นมา เหล่าบ่าวรับใช้ของจินอวี่พวกนั้นกลับถูกบดขยี้จนแหลกสลายไปในพริบตา

            จินอวี่เองก็กระอักโลหิต ร่างกายแตกสลายลงทันที ทว่าจิตวิญญาณของเขากลับได้รับการปกป้องด้วยสมบัติป้องกันชีวิตที่พาเขาหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

            ในชั่วขณะนั้น บรรยากาศบริเวณโดยรอบก็ต่างตกอยู่ในความเงียบงันราวกับความตาย

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรรอบข้างต่างรู้สึกขนลุกชัน พลันสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง

            บางคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก จิตวิญญาณของพวกเขาสั่นสะท้าน รู้สึกได้ว่าเรื่องราวอันใหญ่หลวงกำลังจะเกิดขึ้น

            “กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าคิดว่าข้าจะขอบคุณเจ้าเพราะเรื่องนี้นะ…”

            หลังจากนิ่งงันไปครู่หนึ่ง กู้เซียนเอ๋อร์ที่ตั้งสติได้ก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            นางมิต้องการให้กู้ฉางเกอยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะนางจัดการเรื่องนี้เองได้ นางเพียงแค่มิอยากก่อเรื่องจนเป็นจุดสนใจและดึงดูดความสนใจของกู้ฉางเกอเท่านั้น

            ในเมื่อเขาพบตัวนางแล้ว นางก็มิมีอันใดจะต้องสนใจอีกต่อไป

            “ไม่ พี่มิได้ต้องการให้เจ้าขอบคุณ” กู้ฉางเกอส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

            “พี่ก็แค่อยากให้เจ้ารู้ไว้ว่า พี่รังแกเจ้าได้ ทว่าผู้อื่นกลับรังแกเจ้ามิได้เด็ดขาด”

        

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน