“หากไม่ใช่หมอก็อย่าให้นางรักษา จะทำให้พี่อาสุ่นเสี่ยงชีวิตเสียเปล่า”
จบประโยคของหญิงสาวนางหนึ่งหลายคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
“แต่พี่สาวเก่งพี่สาวรู้จักสมุนไพร พี่สาวปรุงยาได้”เสี่ยวเชียนยังคงยืนยัน
นางได้ยินหมอทหารบอกว่าพิษที่ท่านแม่ทัพได้รับร้ายแรงมาก นายหญิงของนางยังรักษาจนหาย
นายหญิงของนางเก่งกาจที่สุด
“ก็นางบอกว่าไม่ใช่หมอจะรักษาได้อย่างไร” น้ำเสียงของอี้ฮวาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
นางไม่ยอมให้ใครก็ได้มารักษาพี่อาสุ่นของนางหรอกนะ
“อี้ฮวาที่นี่ไม่มีหมอ แค่แม่นางผู้นี้รู้จักสมุนไพร สำหรับพวกเราก็ดีมากแล้ว”
“ใช่เจ้าจะมากความไปใย”
“หรือว่าเจ้าไม่อยากให้อาสุ่นหาย”
ถูกหลายคนตำหนิเข้าอี้ฮวาก็อ้ำอึ้ง “ไม่ใช่นะ ข้า...”
ก็นางไม่ชอบให้ใครมาใกล้พี่อาสุ่นนี่
“อี้ฮวา กลับมานี่”เมื่อเสียงของบิดาดังขึ้นอี้ฮวาจึงจำใจต้องเดินกลับไปหาครอบครัวของตนอย่างไม่เต็มใจนัก
หลินเฟยหลันมองดูคนเจ็บอย่างลังเล
นางไม่ใช่หมอจับชีพจรไม่เป็น ย่อมไม่กล้าที่จะรักษาผู้ใด
นางปรุงยาก็ทำไปตามตำรับมิได้เก่งกาจ
การที่เสี่ยวเชียนอวดอ้างเช่นนั้นจึงทำให้นางลำบากใจยิ่งนัก
นางไม่อาจรับผิดชอบชีวิตผู้ใดได้
“แม่..นางไม่เป็น...ไร หากข้า...ตาย ข้า...ไม่โทษเจ้า”น้ำเสียงแหบแห้งและอ่อนแรงของอาสุ่นทำให้หลินเฟยหลันชะงัก
พาลให้นางคิดถึงใครบางคนขึ้นมา
‘นางทำได้ เชื่อนาง’
แววตาของหลินเฟยหลันสั่นไหวหัวใจของนางเจ็บแปลบขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้จึงกำมือแน่นเพื่อระงับความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
จากนั้นก็บอกให้เตรียมน้ำและผ้าสะอาดมาแต่เมื่อทุกคนมีสีหน้าไม่สู้ดี ก็ทำให้นางเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นจึงให้เตรียมแค่น้ำก็พอ
หลินเฟยหยิบห่อสมุนไพรบดห่อเล้กที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อออกมามันคือวัตถุดิบที่รองแม่ทัพจิ้งหามาได้ ที่นางลอบเก็บเอาไว้เผื่อได้ใช้ในยามฉุกเฉินสำหรับตนเอง
และตอนนี้ก็ได้ใช้จริงๆ แต่ใช้กับคนอื่น
ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่เพราะในช่วงเย็น มีฝนตกลงมา
ที่ว่าโชคดีเพราะจะมีน้ำไว้ใช้ดื่มแล้ว
และที่ว่าโชคร้ายคือหลังคาที่รั่ว ทำให้หลายคนต้องเบียดเสียดกันอยู่
หลินเฟยหลันใจกระตุกเมื่อมองไม่เห็นเสี่ยวเชียนซึ่งไม่ว่าจะไถ่ถามใคร ก็ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เห็น
อาหุยร้อนใจจึงคิดจะออกไปตามหา
แต่ก่อนที่เขาจะออกไปพ้นเขตอารามเสี่ยวเชียนก็วิ่งกลับเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “พี่สาว ข้าเจอพี่ชายแล้ว”
หลินเฟยหลันไม่ทันได้ถามให้เข้าใจก็เห็นร่างเปียกปอนขององครักษ์หนุ่มเดินเข้ามาเสียก่อน
นางถึงกับหน้าซีด
เจ้าเด็กนี่วิ่งไปตามคนของแม่ทัพว่านมาจับนางหรือนี่
แต่เสี่ยวเชียนก็กอดแขนนางแล้วกระซิบบอก“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ นายหญิงอย่ากลัว ท่านแม่ทัพให้เขามาดูแลนายหญิง”
“เจ้า...” หลินเฟยหลันแค่นเสียงออกมา
นางคิดจะตำหนิเสี่ยวเชียนแต่เมื่อเห็นแววตาใสเป็นประกายนั่น นางก็พูดไม่ออก
หากนางถูกจับกลับไปคราวนี้นางคงต้องถูกทรมานก่อนตายเป็นแน่
เห็นทีว่าหากนางอยากหนีจากแม่ทัพว่านให้พ้น นางคงต้องสลัดเสี่ยวเชียนทิ้งจริง ๆ เสียแล้ว
แต่ตอนนี้ยังทำเช่นนั้นไม่ได้
หากนางหลบไปอยู่กับกลุ่มชาวบ้านกลุ่มอื่นอาจจะถูกฆ่าเหมือนตอนกลางวันก็เป็นได้
ดังนั้นอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน
กลางดึกฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก ผู้คนต่างนอนเบียดเสียดกันเพื่อเติมความอบอุ่น
เมื่อเสี่ยวเชียนขยับตัวจึงทำให้หลินเฟยหลันสะดุ้งตื่น นางพยุงให้เสี่ยวเชียนนอนในท่าสบายจากนั้นก็ขยับตัวเบา ๆ ลุกเดินออกมาที่ประตู
องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงทันทีเมื่อเห็นนางเดินตรงมา
หลินเฟยหลันเหยียดยิ้มอย่างเย้ยหยัน“เจ้ากลับไปเสียเถิด บอกนายของเจ้า คนอย่างข้าไม่ใช่คนจะนั่งรอคอยความตายหากข้าไม่ยอมตาย ใครก็เอาชีวิตข้าไม่ได้”
นางถูกคนแซ่ว่านหลอกลวงมาตลอด
เขาคงคิดแค้นนางเรื่องราชโองการแต่งงานนั่นกระมัง
ฮึ! นึกถึงเรื่องนี้แล้วนางยังเสียดายไม่หาย
ตระกูลว่านไม่มีสตรีในวัยออกเรือนนางจึงให้หยวนเหวินหย่งแต่งกับคุณหนูตระกูลหานที่เป็นญาติสายเลือดใกล้ชิดของตระกูลว่านแทน
ไม่รู้ว่าแม่ทัพว่านผู้นี้เป็นสายไหนของตระกูลว่าน มิเช่นนั้นคงมีเรื่องให้นางเบิกบานใจกว่านี้แน่
“ตอนนี้ข้าน้อยมิใช่คนของท่านแม่ทัพแล้วขอรับ”องครักษ์หนุ่มตอบ พร้อมกับยื่นป้ายของตนให้แก่นาง
หลินเฟยหลันที่ทำเสียงเฮอะ ในลำคอในตอนแรกถึงกับชะงัก
นึกไม่ถึงว่าคนผู้นี้ถึงกับยกของที่เป็นตัวตนให้แก่นาง
นั่นย่อมหมายถึงว่าเขายินดีรับนางเป็นนายอย่างแท้จริง
องครักษ์มีสถานะเดียวกันกับบ่าวแม้ไม่มีสัญญาขายตัว แต่จะใช้ป้ายประจำตัวแทน
เมื่อยกป้ายให้แก่ผู้ใดผู้นั้นก็คือผู้เป็นนาย
การมีองครักษ์ฝีมือดีคอยอารักขาก็ดีอยู่หรอกนะแต่ว่า คนผู้นี้ก็เป็นคนของแม่ทัพว่าน
นางเชื่อใจได้จริงหรือ
เห็นว่านายคนใหม่ยังคงลังเลองครักษ์หนุ่มจึงสำทับขึ้น “ขอนายหญิงโปรดรับไว้ด้วย”