ชายหนุ่มกำลังนอนแผ่หลาบนเตียง พลางกัดริมฝีปากครุ่นคิดกับเื่ก่อนหน้านี้
“ไอ้ภามเอ๊ย! จะไปถือสาอะไรกับคำพูดเด็กน้อยวะ” ตบหน้าผากตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองที่เผลอทำตัวคล้ายคนงี่เง่าไม่มีเหตุผล
ความจริงเขาอายุจะสามสิบแล้ว เป็วัยที่สามารถเป็ลุงได้ด้วยซ้ำ ทำไมต้องเก็บมาคิดมากกับคำไม่กี่คำด้วย อีกอย่างเธอก็ไม่ได้เรียกเขาว่าลุงสักหน่อย เขาแค่ร้อนตัวไปเอง
คิดได้ดังนั้นภามก็ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปยังระเบียง ก่อนจะชะโงกหน้าและเพ่งสายตาไปในบ้านข้าง ๆ
ถ้ามีใครสักคนผ่านมาเห็นเข้า ต้องคิดว่าเขาเป็โรคจิตถ้ำมองแน่นอน
“ทำอะไรอยู่นะ” ไม่รู้ว่าท่านรองประธานคนเดิมที่เคยเยือกเย็นต่อหน้าคนทั้งบริษัทหายไปไหน ตอนนี้เหลือเพียงชายหนุ่มที่ดูว้าวุ่นใจเพราะอยากจะขอโทษกับถ้อยคำประชดประชันของเขาเมื่อกี้ แต่ก็ไม่มีธุระที่จะไปกดกริ่งหน้าบ้านเธอ ตอนนี้จึงทำได้แค่ยืนชะเง้อคอยืดคอยาวอยู่ริมระเบียง
ผ่านไปนานสองนานก็ไม่เห็นอะไร ชายหนุ่มจึงล้มเลิกความตั้งใจแล้วหมุนตัวกลับ
“พรุ่งนี้ค่อยคุยแล้วกัน” ภามพูดคนเดียวเหมือนคนบ้า เขาเดินไปหยิบมือถือแล้วกดโทรหาคนที่ต้องขอโทษคนแรก
(จะด่าอะไรกูอีก) เสียงปลายสายจากคีตามีแววขุ่นเคืองชัดเจน
“เปล่า กูอยากขอโทษที่หงุดหงิดใส่มึงเมื่อกี้”
(กูเสียขวัญมากเลยนะ) คีตาแสร้งทำเสียงงอน ๆ อย่างน่าหมั่นไส้ แต่ก็ยอมรับว่าั้แ่คบกันมาสิบกว่าปี นั่นเป็ครั้งแรกที่เห็นเพื่อนรักโกรธขนาดนั้น
“ขอโทษ” ภามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
(ช่างเถอะ กูไม่ได้โกรธหรอก กูเองก็ไปสร้างความวุ่นวายให้มึงเหมือนกัน ถือว่าหายกันแล้วนะ แต่กูมีอะไรอยากเตือนมึงหน่อย...) เขาเว้นจังหวะไปเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายอยากรู้
“อะไร”
(วู่วามแบบนี้ระวังคุกนะโว้ย!)
“ไอ้...”
ติ๊ด
ยังไม่ทันได้ด่าสักคำคีตาก็วางสายไปก่อน
คุกอะไรกัน เขาไม่เคยคิดจะทำเื่ชั่ว ๆ แบบนั้นด้วยซ้ำ
จากนั้นภามก็ใช้เวลาตลอด่บ่ายไปกับงานที่เอามาทำที่บ้านจนไม่มีเวลาไปคิดฟุ้งซ่านเื่อื่น แม้บางทีจะแอบนึกถึงดวงตาแป๋ว ๆ ของใครบางคน แต่ชายหนุ่มก็สั่นศีรษะไล่ภาพเ่าั้ออกไปทุกครึ่งชั่วโมง
ตกค่ำหลังจากโทรสั่งแกร็บฟู้ดมากิน ภามก็เดินกลับขึ้นห้องนอนแล้วออกไปยืนริมระเบียง เขาเห็นไฟภายในบ้านข้าง ๆ ค่อย ๆ ดับลงทีละดวง เหลือเพียงไฟนอกตัวบ้านที่ยังส่องสว่าง
“สงสัยเข้านอนแล้วมั้ง” ภามถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางพึมพำกับตนเองตามลำพัง